- 18 ม.ค. 2560
ผ่านไปเกือบ100วันแล้วนับตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต แต่เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ยังคงสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับชาวไทยทั่วทั้งโลก แต่อีกทางหนึ่งก็ยังเป็นแรงผลักดันกระตุ้นให้ชาวไท
ย้อนไปเมื่อวันที่13 ตุลาคม 2559 เวลา 19.00น. วินาทีที่สำนักพระราชวังมีประกาศเรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราชบรมนาถบพิตร สวรรคต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ความว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่ สำนักพระราชวัง ได้แถลงให้ทราบ เป็นระยะแล้วนั้น แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรง ครองราชสมบัติได้ 70 ปี"
เมื่อจบประกาศนั้นนับเป็นวินาทีที่คนไทยทั้งประเทศหรือทั่วทั้งโลกใจสลาย เมื่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตเสด็จสวรรคต เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วบริเวณโรงพยาบาลศิริราชและทั่วทั้งแผ่นดินไทย
ต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 16.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเคลื่อนพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา โดยขบวนจะเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลศิริราชทางถนนอรุณอมรินทร์ผ่านไปยังแยกอรุณอมรินทร์ขึ้น สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเคลื่อนต่อไปถนนราชดำเนินในสู่พระบรมมหาราชวังทางถนนหน้าพระลานที่ประตูพิมานไชยศรีและประตูเทวาภิรมย์ และประชาชนมากมายได้มารวมตัวกันเพื่อเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 14.00 น. ที่สำนักพระราชวังให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความโศกเศร้าและใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา และตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จนถึงวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักพระราชวังให้ประชาชนเข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และได้จัดสมุดลงนามถวายความอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็มีประชาชนมาร่วมถวายสักการะกันอย่างเนืองแน่น
หลังจากนั้นทางสำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาต ให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เวลา 05.00 น.- 21.00 น. และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนได้ทุกวัน ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบันซึ่งประชาชนทั่วทั้งประเทศยังทยอยเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพกันอย่างเนืองแน่น โดยในวันนี้(18 มกราคม) สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 17 มกราคม หลังปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา23.45 น. จากกำหนดเดิมในเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอคิวกราบพระบรมศพ ในมณฑลพิธีสนามหลวงเป็นจำนวนมากว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 52,884 คน รวม 78 วัน มียอดสะสม 3,436,403 คน และมีประชาชนถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 4,830,386.75บาท รวม 78 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 283,739,711.54 บาท
สำหรับบรรยากาศในวันนี้ สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 04.45 ตลอดทั้งวันมีเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้พิการ เดินทางจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศไม่ว่าจะ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ชลบุรี ชุมพร หนองคาย นครปฐม อ่างทองแพร่ เชียงใหม่ สงขลา นครสวรรค์ ฯลฯ มาเข้าแถวรอตั้งแต่กลางดึกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัด และมีลมพัดค่อนข้างแรงเป็นระยะ แต่ประชาชนทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ยังคงเฝ้ารอด้วยใจที่ภักดีเพื่อรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพของพระผู้เป็นที่รักยิ่ง
แต่ทว่าท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจกลับสร้างแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ในใจประชาชนชาวไทย โดยเริ่มจากมีประชาชนจิตอาสาต่างนำอาหาร-เครื่องดื่มมาแจกฟรี โดย น.ส.วิจิตรา ผดุงศรี จิตอาสา นำอาหาร-เครื่องดื่มมาบริจาคประชาชนที่มาร่วมลงนามที่ท้องสนามหลวง กล่าวว่า สิ่งแรกที่ทำตามคำสอนของในหลวงเลยคือการให้โดยที่ไม่ต้องหวังสิ่งใดตอบแทน แค่นี้ก็รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มทำดี
มีหน่วยงานลงพื้นที่เพื่อคอยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามาสักการะ พระบรมศพ รวมทั้งได้มีการจัดตั้งกองอำนวยการร่วมการรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ และจัดระเบียบพื้นที่โดยทาง กอร.รส.ได้เตรียมพื้นที่สำหรับให้ประชาชนเข้าแถวในจุดพักคอยมี 3 จุด คือ 1.บริเวณเต็นท์พักคอยฝั่งทิศเหนือซึ่งมีทั้งหมด 8 เต็นท์เรียงตามตัวอักษรไทยตั้งแต่ ก-ซ และยังมีเต็นท์แก้มลิงให้ประชาชนนั่งคอยแถวบริเวณฝั่งด้านหลังเต็นท์ตัวอักษรไทย ทั้งนี้ เก้าอี้ทั้งหมดสามารถรองรับประชาชนได้ 16,000 คน 2.เต็นท์ถนนหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นแถวรอสุดท้ายก่อนจะเข้าประตูพระบรมมหาราชวัง เก้าอี้สามารถรองรับประชาชนได้เกิน 1,200 คน 3.เต็นท์รอคิวฝั่งทิศใต้สนามหลวง เจ้าหน้าที่จะจัดไว้ในกรณีที่เต็นท์ฝั่งทิศเหนือเต็ม ในขณะนี้การบริการทางเต็นท์ฝั่งทิศใต้ยังไม่สามารถอำนวยความสะดวกได้ดีเท่าเต็นท์อื่นๆ ภายในเต็นท์แถวรอคิวนั้นจะมีจอมอนิเตอร์ฉายพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นอกจากนี้ประชาชนท่านใดที่ใส่เสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยหรือไม่เหมาะสมต่อการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สามารถเข้ามายืมชุดได้ที่จุดบริการยืมผ้าถุงสำเร็จรูปตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น.และในส่วนของประชาชนที่เดินทางไกลมาจากต่างจังหวัด ที่ต้องการจะพักค้างคืนในบริเวณใกล้ๆ สนามหลวง สามารถมาลงทะเบียนได้ที่จุดลงทะเบียนผู้พักค้างได้ที่เต็นท์ฝั่งทิศเหนือของสนามหลวง
ขณะเดียวกับหน่วยพยาบาลก็เกิดขึ้น โดยการทำหน้าที่รักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของทางโรงพยาบาลจิตอาสา และหน่วยสาธารณสุข เข้ามาช่วยดูแลประชาชนที่มีอาการป่วย โดยได้มีหลายโรงพยาบาลเข้ามาเป็นจิตอาสา เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กองการแพทย์ทหารบก เป็นต้น ซึ่งอยู่ประจำทั่วบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง โดยสามารถเข้ารักษาปฐมพยาบาลได้ แต่ถ้าประชาชนท่านใดที่เกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน ทางเจ้าหน้าที่จะมีรถพยาบาลซึ่งสามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้มีสถิติที่ประชาชนเข้าใช้บริการเกิน 10,000 คนต่อวัน ส่วนใหญ่มักเป็นโรคลมชักและเป็นลม ซึ่งเกิดจากอากาศที่ร้อนและประชาชนต้องใช้เวลานานในการรอแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ
นอกจากนี้ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับตำรวจในท้องที่เป็นผู้เข้ามาบริหารงานในเรื่องนี้ โดยหน้าที่หลักของ เจ้าหน้าที่ตำรวจคือคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาในพื้นที่ ตรวจตราสิ่งที่ผิดปกติ และตรวจสัมภาระและบัตรประชาชนสำหรับบุคคลที่จะเข้ามาในพื้นที่จุดคัดกรอง มีทั้งหมด 8 จุดรอบบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยสิ่งของต้องห้ามที่ห้ามนำเข้ามา อาทิ มีด อาวุธ ของมีคมต่างๆ เพื่อกันการกรีด กระเป๋าลักทรัพย์
การอำนวยความสะดวกอีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือ รถโดยสารรับส่งประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ซึ่งมีหลายหน่วยงานเข้ามาให้บริการจัดรถโดยสารฟรี แต่หน้าที่หลักในส่วนนี้ตกเป็นขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก. เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีทั้งรถเมล์สายที่ผ่านบริเวณสนามหลวงอยู่แล้ว และรถชัตเทิลบัส ซึ่งเป็นรถเมล์ฟรี โดยจัดให้ประชาชนที่มีที่อยู่บริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ทั้งนี้ เวลาการเดินรถชัตเทิลบัส เริ่มตั้งแต่ 06.00-23.00 น. โดยจุดจอดรถ ขสมก. และรถโดยสารอื่นๆ เพื่อรับส่งประชา ชนบริเวณรอบสนามหลวงมี 4 จุดด้วยกัน
1.หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ มีรถสาย 2, 45, 47, 59, 60, 70, 503, 511 และรถชัตเทิลบัส
2.หน้าหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน มีรถสาย 1, 22, 25, 82, 508 และรถชัตเทิลบัส 3.บริเวณใต้สะพานพระปิ่นเกล้า มีรถสาย 3, 32, 53 และรถชัตเทิลบัส 4.หน้ากองสลากฯ (เดิม) มีรถสาย 42, 68,79, 80, 91, 203, 509, 516, 556 และรถชัตเทิลบัส ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนนั่งรถโดยสารประจำทางแทนที่การใช้รถส่วนตัวเดินทางเข้ามา เพื่อลดปัญหาการจราจรในพื้นที่บริเวณโดยรอบท้องสนามหลวง
นอกจากนี้ยังมีจิตอาสาที่เข้ามาอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องการให้ข้อมูลในการเข้าไปสักการะพระบรมศพ และวินมอเตอร์ไซค์จิตอาสาโดยสารฟรี โดยเป็นจิตอาสาที่ลงทะเบียนกับทางศูนย์อาสาสมัคร Volunteer for dad ของทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ทั้งนี้ ประชาชนท่านใดสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นจิตอาสาสามารถเข้ามาลงทะเบียนได้เลยที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรียกได้ว่า ทั่วบริเวณพระบรมมหาราชวัง รายล้อมไปด้วยน้ำใจจากจิตอาสาทั่วสารทิศ ซึ่งมีศูนย์รวมจิตใจเดียวกัน คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และประชาชนที่ต่างมาเฝ้ารอร่วมลงนามถวายความอาลัยก็ได้เข้าแถวบริเวณด้านหน้าประตูวิเศษไชยศรีอย่างเป็นระเบียบ โดยมีการตั้งแถวตอนเรียง 4 ซึ่งแถวดังกล่าวมีความยาวจากหน้าประตูวิเศษไชยศรีไปจนถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่เทศกิจคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย กรณีหากพบประชาชนที่แต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะแจ้งให้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าไปลงนาม จากนั้นประชาชนที่เข้าไปลงนามก็จะทยอยเดินออกทางประตูมณีนพรัตน์
โดยการจัดทำผลสำรวจของทางศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพในหัวข้อ“ ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์ : ตามรอยพ่อ...ขอทำความดี ” ผลออกมาว่า คนไทย ชื่นชมจิตอาสาเก็บขยะที่ท้องสนามหลวง แจกอาหาร มอเตอร์ไซด์-รถยนต์ รับ-ส่ง สนามหลวงฟรี 54.3% ซาบซึ้งใจที่สุดเมื่อครั้งปวงชนชาวไทยพร้อมใจกันร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 22 ตุลาคม 2559 56.8% อยากร่วมเป็นจิตอาสาช่วยเหลือประชาชน เพื่อเป็นการทำดีถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมระบุว่าการสะสมพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และนำคำสอนของพระเจ้าอยู่หัว
ไปปฏิบัติใช้ เป็นวิธีระลึกถึงว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังคงสถิตอยู่ในใจตลอดไป
เรียบเรียงโดย สำนักข่าวทีนิวส์






