ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

วันนี้ (19ม.ค.) เพจ ทนายคู่ใจ ได้โพสต์ถึงกรณี นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ถูกกล่าวหาขับรถชนคนเสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อปี 2548

กระทั่งศาลพิพากษาให้จำคุกเมื่อปี 2556 เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาจำคุก 1 ปี 6 เดือน จากนั้นได้เข้าร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ จากการตรวจสอบพบว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำความผิดจริง ระบุดังนี้...

 ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งที่ยื่นใช้สิทธิตามกฎหมายในการรื้อคดีใหม่ ถึงถูกทั้งหน่วยงานต้นน้ำไล่ล่าเอาเป็นเอาตายขนาดนี้ ทั้งที่มันคือสิทธิของคนที่เชื่อว่าตัวเองบริสุทธิ์ ยังไม่ทันเบิกความขู่จับพยานกันแล้ว นี่ถ้าคนขู่มาเป็นประชาชนธรรมดาแล้วมีเรื่องระหว่างพิจารณาคดีอาญากันนะ ผมจะไปยื่นขอถอนประกันเลยถือว่ามายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานใน สำนวนคดี ทั้งยุ่ง ทั้งข่มขู่ ทั้งต่อหน้าสื่อและลับหลังส่งคนลงพื้นที่รื้อฟื้นขุดขุ้ยประวัติส่วนตัวเหมือนถูกจับแก้ผ้าประจานกลางโต๊ะ ทั้งที่มันคือสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมของประชาชนแท้ๆ
แต่เราก็ก้มหน้ายอมรับครับว่าเราคงสู้อะไรเขาไม่ได้ง่ายๆเพราะ "อำนาจ" มันต่างกัน ทั้งยุ่งทั้งข่มขู่พยานแบบนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจจะได้เข้าไปในเรือนจำแล้ว แต่นี่คนมีอำนาจประชาชนจะไปทำอะไรได้...

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

************************

กรณีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ถูกกล่าวหาขับรถชนคนเสียชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อปี 2548

กระทั่งศาลพิพากษาให้จำคุกเมื่อปี 2556 เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาจำคุก 1 ปี 6 เดือน จากนั้นได้เข้าร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ จากการตรวจสอบพบว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำความผิดจริง

ต่อมาผู้กระทำผิดตัวจริงได้ออกมายอมรับและสารภาพ ล่าสุดอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาลเพื่อสั่งฟื้นคดี เพื่อล้างมลทินให้กับนางจอมทรัพย์

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

ด้านนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เปิดเผยกับทีมข่าวสเปเชี่ยลรีพอร์ตทีนิวส์ว่าเคยเป็นทนายความให้กับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนใน จ.สกลนคร เมื่อปี 2549 ในชั้นอุทธรณ์

โดยนางจอมทรัพย์เข้ามาหาที่สำนักงาน ได้สอบปากคำและอ่านสำนวนคดี จากการพูดคุยเชื่อว่าไม่ได้ก่อเหตุจริงๆ พอได้อ่านสำนวน มองว่ามีข้อพิรุธ 2 ประเด็น คือ

1.พยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน 2 คนให้การขัดแย้งกัน คนหนึ่งเห็นทะเบียนเลข 56 ช่วงเวลา 20.00 น. พยานอีกคนให้การว่าเห็นชายลงจากรถ มองว่าจากสภาพแวดล้อมในเวลากลางคืนไม่น่าจะเห็นป้ายทะเบียนชัด เมื่อดูผลพิสูจน์หลักฐานเชื่อเลยว่าไม่ได้ทำผิด

เพราะรถจักรยานที่ถูกชนมีร่องรอยสีเขียวติดที่ตะเกียบของรถจักรยาน และผู้เสียชีวิตกระเด็นตกมาที่ท้ายกระโปรงรถกระบะ แต่พอมาดูรถทะเบียน 56 ของนางจอมทรัพย์เป็นสีบรอนซ์น้ำตาล ไม่มีสีเขียว ไม่มีรอยบุบ ไม่มีรอยชนข้างหน้า กระโปรงไม่บุบ

แต่แปลกใจว่าพนักงานสอบสวนยังอุตส่าห์ไปเชื่อมโยงว่าสีเขียวจากกรอบทะเบียนรถ แต่ผลพิสูจน์หลักฐานตรงกรอบทะเบียนรถไม่มีรอยเฉี่ยวชนแต่อย่างใด ตรงนี้ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรที่จะชี้ได้เลยว่านางจอมทรัพย์เกี่ยวข้อง ในชั้นอุทธรณ์ได้ใส่ประเด็นเหล่านี้ไป จนศาลอุทะรณ์ยกฟ้อง

นายวันชัยยังกล่าวต่อว่ามาถึงชั้นศาลฎีกาทราบว่าอัยการให้น้ำหนักไปที่พยานบุคคล โดยชี้ว่าน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่มีความโกรธแค้นหรือขัดแย้งใดๆกับจำเลย จากคดีนี้มองว่ามีจุดบกพร่อง คือ

1.ทนายของคดีในชั้นต้นไม่รอบคอบ ไม่หาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที และ 2.ตำรวจทำงานแบบรูทีน คือไม่มีการพิจารณาให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่จริงๆ คดีนี้พยานหลักฐานอ่อนมาก สามารถสั่งไม่ฟ้องได้ พยานขัดกันชัดเจน ส่วนอัยการควรต้องใช้ดุลพินิจอ่านสำนวนอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรม คดีนี้สะท้อนถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

นอกจากนี้นายวันชัยมองว่านางจอมทรัพย์มีสิทธิฟ้องร้องกระบวนการยุติธรรมทั้งตำรวจ และพยาน เพื่อเอาผิดทางแพ่งและทางอาญา โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนที่ถือว่าทำสำนวนอย่างเลินเล่อ ไม่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มความรู้ความสามารถ และมีความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนางจอมทรัพย์ ว่าเธอคือแพะ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ท้ายที่สุดคงต้องรอความชัดเจนจากทางศาลว่าจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร หลังนางจอมทรัพย์ร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ในครั้งนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ด้านการเมือง เปิดเผยว่า เคยเป็นทนายความให้นางจอมทรัพย์ โดยเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว โดยประมาณปี 2549 นางจอมทรัพย์เข้ามาหาที่สำนักงาน ได้สอบปากคำและอ่านสำนวนคดี จากการพูดคุยเชื่อว่าไม่ได้ก่อเหตุจริงๆ พอได้อ่านสำนวน มองว่ามีพิรุธ2ประเด็น คือ1.พยานบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน2คนให้การขัดแย้งกัน คนหนึ่งเห็นทะเบียนเลข56 ช่วงเวลา20.00 น. พยานอีกคนให้การว่าเห็นชายลงจากรถ มองว่าจากสภาพแวดล้อมในเวลากลางคืนไม่น่าจะเห็นป้ายทะเบียนชัด เมื่อดูผลพิสูจน์หลักฐานเชื่อเลยว่าไม่ได้ทำผิด เพราะรถจักรยานที่ถูกชนมีร่องรอยสีเขียวติดที่ตะเกียบของรถจักรยาน และผู้เสียชีวิตกระเด็นตกมาที่ท้ายกระโปรงรถกระบะ แต่พอมาดูรถทะเบียน56ของนางจอมทรัพย์เป็นสีบรอนซ์น้ำตาล ไม่มีสีเขียว ไม่มีรอยบุบ ไม่มีรอยชนข้างหน้า กระโปรงไม่บุบ แต่แปลกใจว่าพนักงานสอบสวนยังอุตส่าห์ไปเชื่อมโยงว่าสีเขียวจากกรอบทะเบียนรถ แต่ผลพิสูจน์หลักฐานตรงกรอบทะเบียนรถไม่มีรอยเฉี่ยวชนแต่อย่างใด ตรงนี้ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรที่จะชี้ได้เลยว่านางจอมทรัพย์เกี่ยวข้อง ในชั้นอุทธรณ์ได้ใส่ประเด็นเหล่านี้ไป จนศาลอุทะรณ์ยกฟ้อง

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง
 

นายวันชัย กล่าวต่อว่า มาถึงชั้นศาลฎีกาทราบว่าอัยการให้น้ำหนักไปที่พยานบุคคล โดยชี้ว่าน่าเชื่อถือ เนื่องจากไม่มีความโกรธแค้นหรือขัดแย้งใดๆกับจำเลย จากคดีนี้มองว่ามีจุดบกพร่อง คือ1.ทนายของคดีในชั้นต้นไม่รอบคอบ ไม่หาพยานหลักฐานมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที และ2.ตร.ทำงานแบบรูทีน คือไม่มีการพิจารณาให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่จริงๆ คดีนี้พยานหลักฐานอ่อนมาก สามารถสั่งไม่ฟ้องได้ พยานขัดกันชัดเจน ส่วนอัยการควรต้องใช้ดุลพินิจอ่านสำนวนอย่างละเอียดเพื่อให้ความเป็นธรรม คดีนี้สะท้อนถึงความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม (http://headshot.tnews.co.th/contents/220221/)

 

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

และเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ในฐานะ เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน(พงส.) กล่าวถึงกรณีศาลอุทธรณ์ภาค4 มีคำสั่งรื้อคดีอาญา ของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษเมื่อปี 58 รวมติดคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2548 ว่า

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ตัวเองตรวจสอบสำนวนคดีของครูจอมทรัพย์ ซึ่งหลังจากตรวจสอบ ยืนยันว่า พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอเรณูนคร ทำสำนวนถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม ตามหลักของกฎหมาย มีประจักษ์พยานครบถ้วน ทั้งพยานบุคคลในที่เกิดเหตุ พยานวัตถุ และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยผลการชันสูตรพลิกศพ พบว่าซี่โครงด้านซ้าย รวมทั้งกระดูกแขนขาซ้ายของผู้เสียชีวิตหักทั้งหมด บ่งบอกได้ว่า ถูกรถชนมาจากด้านซ้าย

 


พ.ต.อ. มานะ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้ได้ทำการสอบพยานในเดือนมีนาคม 2548 และครูจอมทรัพย์ มารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ในระยะเวลา 3 เดือน ที่ทำการสอบพยาน ครูจอมทรัพย์จะไม่มีทางทราบได้ว่าสอบพยานไปกี่ปากแล้วบ้าง โดยระหว่างที่ทำคดี ครูจอมทรัพย์ไม่ใด้ให้รายละเอียดในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ยืนยันว่าจะไปให้ปากคำที่ชั้นศาลเพียงอย่างเดียว พนักงานสอบสวนจึงทำสำนวนคดีไปตามพยานหลักฐานที่มี หากในตอนนั้นครูจอมทรัพย์ ได้นำหลักฐานที่ตัวเองมี หรือได้โต้แย้งกับพนักงานสอบสวน ก็จะทำให้พนักงานสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากที่ครูจอมทรัพย์พ้นโทษออกมา ได้ใช้สิทธิ์ ตามพ.ร.บ. รื้อฟื้นคดีอาญา โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคดีดังกล่าว เป็นจับผิดคนหรือไม่

 

 


กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อครูวัย 54 ปี ตกเป็นแพะคดีขับรถชนคนตายเมื่อปี 2548 และต้องติดคุกฟรีไป 1 ปีกว่า เหตุเพราะตำรวจจับผิดตัวจำทะเบียนรถคลาดเคลื่อน ถูกสังคมรังเกียจ ซึ่งหลายคนบอกว่าทำไมไม่จ่ายเงินให้ตำรวจคดีจะได้จบ ซึ่งตนก็บอกว่าไม่อยากให้วงจรอุบาทนี้มีต่อไป จนวันนี้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับเธอ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิธิต ภูริคุปต์ เลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เปิดเผยถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนกรณีของ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร ภายหลังถูกศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2548 และถูกจำคุกตั้งแต่เมื่อปี 56 ก่อนได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 โดยกรณีดังกล่าว ล่าสุด ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯได้เข้าไปช่วยเหลือจนสามารถนำพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อศาลและศาลสั่งให้รื้อฟื้นคดีใหม่ เนื่องจาก นางจอมทรัพย์ ยืนยันขณะเกิดเหตุตนอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ จ.สกลนคร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.นครพนม ภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถสอบสวนหาพยานหลักฐานใหม่ ที่แสดงให้เห็นนางจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด เพราะสามารถติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุตัวจริง ที่เป็นผู้ให้การยอมรับสารภาพต่อศาลว่า เป็นคนกระทำผิดจริง โดยผู้ก่อเหตุตัวจริงเป็นบุคคลที่มีฐานะทำให้ศาลเชื่อได้ว่าไม่ได้เป็นการรับจ้างมารับผิดแทน

นายนิธิต กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวผู้กระทำผิดตัวจริงเป็นผู้ไปให้การรับสารภาพต่อหน้าศาลด้วยตัวเอง ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่สำคัญและมีน้ำหนักให้ศาลพิจารณา หลังจากนี้ศาลได้นัดสืบพยานใหม่ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ เวลา 13.00 น. สำหรับการช่วยเหลือในฐานะเป็นจำเลยในคดีอาญาตามพ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญานั้น เบื้องต้นต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดจริงก่อน จากนั้นจึงสามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาได้ โดยคดีดังกล่าวต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การรื้อฟื้นคดีหากคดีสิ้นสุดแล้ว จึงจะสามารถสอบสวนเพื่อหาคนผิดในคดีขับรถชนคนตายได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ประชาชนที่เดือดร้อนและต้องการรับความช่วยเหลือในการต่อสู้คดีควรขอรับความช่วยเหลือในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด เพราะหากการรอจนคดีสิ้นสุดแล้ว การจะรื้อฟื้นคดีใหม่ตามเงื่อนไขของศาลเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะคดีที่ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ที่กระทำผิดควรต่อสู้คดี อย่ามั่นใจว่าตัวเองไม่ผิดแล้วไม่ทำอะไร เนื่องจากหลักการพิจารณาของศาลจะอาศัยตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนส่งฟ้อง

ด้านนางจอมทรัพย์ กล่าวว่า ตนถูกจำคุกนาน 1 ปี 6 เดือน อยู่ที่เรือนจำจังหวัดนครพนม ก่อนหน้านี้เคยรับราชการเป็นครูมา 31 ปี หลังออกจากเรือนจำยังไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้ แม้จะได้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการไว้กับสำนักงานเขตการศึกษาฯในพื้นที่ เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาของศาล ว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับชีวิตครอบครัวและบุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัว เพราะตนถือเป็นเสาหลัก ทำให้ลูกชายไม่ได้เรียนหนังสือไปหนึ่งคน ขณะที่คนรอบข้างที่เคยนับถือในฐานะครูก็น้อยลง แต่ตนยืนยันจะเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งหมด เพื่อให้เป็นตัวอย่างกับสังคม ทั้งในฐานะครูและผู้ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้กระทำผิดต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

ต่อมา เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา นางจอมทรัพย์ กล่าวว่า ในส่วนของคดีต้องรอกระบวนการพิจารณาของศาลสั่งรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยศาลนัดสืบพยานนัดแรกในวันที่ 16 ม.ค.นี้ ระหว่างนี้ได้ยื่นขอความช่วยเหลือไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเพื่อให้ประสานกรณีถูกตัดสิทธิหลายอย่างหลังถูกจำคุก โดยเฉพาะสิทธิค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งตนถูกให้ออกจากราชการและตัดสิทธิทั้งหมดไปแล้ว โดยตนมีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ต้องรับยาต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีความตั้งใจที่จะพยายามกลับไปขอรับราชการครูเหมือนเดิม เพราะเป็นอาชีพที่รักและทำอย่างเต็มที่มาตลอดกว่า 30 ปี ก่อนหน้านี้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการไปแล้วตั้งแต่ปี 58 แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากต้องรอคำพิพากษามาประกอบการพิจารณาก่อน

นางจอมทรัพย์ กล่าวอีกว่า หลังออกจากเรือนจำยังไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ โดยเฉพาะการเข้าสังคมและความหวาดกลัวไม่กล้าขับรถ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยไปเป็นวิทยากรแนะนำเพื่อนในวิชาชีพครู แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้เพราะคงไม่มีใครเชื่อถือ ชีวิตได้รับผลกระทบมากทั้งตนเองและครอบครัว ไม่สามารถกลับไปใช้

ชีวิตแบบเดิมได้ ช่วงที่อยู่ในเรือนจำเคยยื่นขอความเป็นธรรมไว้หลายหน่วยงานแต่ไม่คืบหน้า กระทั่งคนใกล้ชิดไปยื่นเรื่องที่กระทรวงยุติธรรมหวังให้เป็นที่พึ่งและรับเรื่องไว้พิจารณา แต่ระหว่างที่ติดต่อช่วยเหลือตนก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษเพราะเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม อยู่ในเรือนจำทำหน้าที่ช่วยสอนหนังสือเพื่อนผู้ต้องขัง เมื่อพ้นจากเรือนจำแล้วก็เดินหน้าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมว่าตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด

นางจอมทรัพย์ เล่าต่อว่า หลังจากมีคำพิพากษาจากศาลทำให้ถูกทางโรงเรียนไล่ออก และถูกธนาคารฟ้องหลังจากที่ตนไปกู้เงินเอาไว้ รวมทั้งลูกชายที่สอบติดมหาวิทยาลัยก็ต้องลาออกเพราะไม่มีเงินเรียน เนื่องจากตนเป็นเสาหลักของครอบครัว และเมื่อตนออกจากคุกแล้วเหมือนชีวิตพัง ไปทางไหนเพื่อนบ้านก็รังเกียจ ชีวิตตกต่ำมาก ต้องคอยอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ส่วนลูกศิษย์ที่เคยนับถือก็หันหน้าหนี

นางจอมทรัพย์ บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้เคยมีคนมาถามว่า ทำไมไม่ยัดเงินกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งตนตอบไปว่า หากยัดเงินจะทำให้กระบวนการยุติธรรมพัง ตำรวจก็ได้ใจ หากจะต้องติดคุกก็ยอม แต่กระบวนการยุติธรรมต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดจริง ไม่ใช่ว่าผู้ร้ายตัวจริงลอยนวล ส่วนผู้บริสุทธิ์ต้องเป็นแพะ ตนขอยอมติดคุกดีกว่าแล้วค่อยมาสู้ทีหลัง

 

ต้องบอกก่อนว่าการตามหาตัวผู้กระทำความผิดตัวจริงในครั้งนี้จริงๆแล้วไม่ได้เป็นผลงานของตำรวจแต่อย่างไรเพราะคดีได้จบลงไปแล้ว มีเพียงแต่เพื่อนสนิทของครูที่เชื่อว่าเพื่อนเป็นผู้บริสุทธิ์จึงพยายามตามหาความจริงจนสามารถนำมาซึ่งการตามหาผู้ชนตัวจริง

ครูรจนา ผู้เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยครูรจนา เผยว่า เมื่อเกิดเรื่องดังกล่าว ตนและเพื่อนอีกหลายคนได้ปรึกษากันเพื่อช่วยเพื่อน เพราะมั่นใจว่าเพื่อนบริสุทธิ์ จะให้เพื่อนเข้าคุกฟรีไม่ได้ ครูรจนา ระบุว่า ตนได้เดินทางไปที่ขนส่งว่าเลขทะเบียนรถของเพื่อนตนมีคันเดียวในประเทศไทยหรือ ซึ่งเจ้า

หน้าที่ก็ระบุว่าเลขทะเบียนนี้มีทั่วประเทศแต่จะระบุจังหวัดแตกต่างกัน โดยจะมีจังหวัดละ 1 คัน ซึ่งตนพบรถคันที่ก่อเหตุจริง ๆ อยู่ที่ จ.มุกดาหาร อีกทั้งที่อยู่ของผู้ก่อเหตุก็อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ ตนและเพื่อน ๆ ก็เดินทางไปหาผู้ก่อเหตุ และทำทีเป็นขอซื้อรถเก่า

ครูรจนา ระบุว่า ตนก็ตะล่อมถามรายละเอียดถามประวัติอื่น ๆ ว่าเคยชนหรือไม่ ซึ่งทางผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเคยชน แต่ไม่ได้ใช้แล้ว และจอดรถซุกไว้อยู่ในป่าอ้อย เมื่อสืบไป-มา ก็ได้ทราบว่าผู้ก่อเหตุตัวจริงยอมรับว่าเป็นคนชน ไม่คิดว่าครูจอมทรัพย์จะมารับโทษแทน นอกจากนี้ยังเผยรายละเอียดสำคัญอีกมากมาย เช่น ปีที่ชน, สถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น

ด้านนางอำนวย งามนาสี เพื่อนสนิท เปิดเผยว่า ปกตินางจอมทรัพย์ เป็นคนเที่ยงตรง ไม่พูดปด ตอนแรกยังตกใจว่าทำไมขับรถไปชนคนอื่นเสียชีวิตไม่ยอมรับ แนะนำให้ไปจัดการเรื่องค่าเสียหายหรือค่าทำศพ แต่เจ้าตัวก็ยังปฏิเสธปากแข็งว่าไม่ได้ทำ แต่ก็เชื่อว่าเพื่อนตัวเองไม่ผิด คิดว่าไม่มีอะไรแล้วเรื่องผ่านมาหลายปี มาทราบข่าวอีกทีเพื่อนต้องติดคุก หลังจากเพื่อนตนเองออกจากคุกมาอยู่บ้านนั้น รายได้สักบาทก็ไม่มี แถมยังต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะถูกต่อว่าเป็นคนขี้คุก ตนได้แต่แอบเอาเงินจากขายผักขายปลา 300-400 ไว้ให้เพื่อนใช้เพราะสงสาร ทุกวันนี้ดีใจมากที่ความยุติธรรมยังมี จึงวิงวอนให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิสูจน์ เพื่อช่วยเหลือให้เพื่อนของตนหลุดพ้นจากมลทินให้ได้

 

สำหรับเหตุที่ DSI รื้อคดีดังกล่าวขึ้นมาใหม่นั้น เป็นเพราะกลุ่มเพื่อนของครูจอมทรัพย์นำหลักฐานต่าง ๆ ไปยื่นเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ โดยครูรจนา เผยว่า ตนและเพื่อน ๆ ได้เดินทางไปร้องเรียนทุกที่ที่สามารถร้องเรียนได้ ทั้งรับเรื่องบ้าง ไม่รับเรื่องบ้าง จึงตัดสินใจไป DSI ต่อมา DSI จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว จนในที่สุดก็ได้คำตอบที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา  นายพงศา ราตรี ทนายความ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับคำร้องทุกข์ เกี่ยวกับคดี นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร ที่ตกเป็นแพะ ในคดีอุบัติเหตุขับรถชนคนตาย เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดว่า คดีของนางจอมทรัพย์ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากญาติ ผู้เสียหายในช่วงเดือนตุลาคม 2557 จนกระทั่งมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2548 ในเวลาประมาณ 20.30 น. และมีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเหตุเกิดบริเวณ ถ.ธาตุน้อย-นาเหนือ บ้านสร้างเม็ด อ.เรณูนคร จ.นครพนม ผู้เสียหายเป็นรถจักรยานยนต์เสียชีวิต ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบ ของ สภ.นาโดน

"ภายหลังเกิดเหตุ ผู้กระทำผิดตัวจริงได้ขับรถหลบหนี ซึ่งเป็นรถยนต์อีซูซุ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร สีเขียว บังเอิญใกล้เคียงกับทะเบียนรถของผู้เสียหาย ที่ตกเป็นแพะในคดี คือ รถยนต์โตโยต้า ทะเบียน บค 56 สกลนคร สีบรอนทอง แต่ความผิดพลาดในช่วงระหว่างดำเนินคดีทำให้ผู้เสียหายตกเป็นแพะ ยังไม่สามารถที่จะระบุได้ แต่พบว่าในกระบวนการของกฎหมายผู้เสียหาย ศาลชั้นต้น จ.นครพนม ตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน ตั้งแต่ปี 2557 และมีการยื่นอุทรณ์ต่อศาลผลคือ พิพากษายกฟ้อง ในชั้นศาลอุทรณ์ จนกระทั่งถึงศาลฏีกา ได้พิพากษา จำคุก 3 ปี 2 เดือน ยืนตามศาลชั้นต้น ทำให้ผู้เสียหาย ถูกตัดสินจำคุก ตั้งแต่ปี 2557 จนกระทั่งได้รับการอภัยโทษออกมา ในปี 2558 รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมระยะเวลาต่อสู้คดีร่วม 10 ปี"

นายพงศากล่าวว่า ภายหลังทางศูนย์ฯ ได้มีการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงให้การช่วยเหลือมาต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการสอบสวน พยาน และตรวจพบหลักฐาน พบข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายข้าราชการครูคนนี้เป็นแพะในคดี เนื่องจากทางผู้กระทำผิดจริง ได้ออกมายืนยันว่า เป็นผู้กระทำผิดจริง แต่หลบหนีหลังเกิดเหตุ จนมารู้ภายหลังว่ามีข้าราชการครูผู้เสียหาย ตกเป็นแพะรับโทษแทน เบื้องต้นทางผู้กระทำผิดยืนยันจะรับผิดแต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ทั้งนี้ยังต้องรอกระบวนการยุติธรรม โดยล่าสุด ทางศาลอุทรณ์ภาค 4 ได้มีคำสั่งให้ ศาลชั้นต้น จ.นครพนม รับคำร้องดำเนินการรื้อคดีมาพิจารณาไต่สวนใหม่ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนผู้กระทำผิดจริงยังต้องรอกระบวนการทางกฎหมาย

"ส่วนสิทธิ์หรือการเรียกร้องค่าเสียหาย สำหรับผู้เสียหายตกเป็นแพะ จะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้พ้นผิดและจะต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนการดูแลเยียวยาชดเชยนั้น มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามทางศูนย์ฯ โดยพันตำรวจเอกดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดูแล จนกว่าคดีจะสิ้นสุด"

 

 สำนวนคดี ทั้งยุ่ง ทั้งข่มขู่ ทั้งต่อหน้าสื่อและลับหลังส่งคนลงพื้นที่รื้อฟื้นขุดขุ้ยประวัติส่วนตัวเหมือนถูกจับแก้ผ้าประจานกลางโต๊ะ ทั้งที่มันคือสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมของประชาชนแท้ๆ
แต่เราก็ก้มหน้ายอมรับครับว่าเราคงสู้อะไรเขาไม่ได้ง่ายๆเพราะ "อำนาจ" มันต่างกัน ทั้งยุ่งทั้งข่มขู่พยานแบบนี้ถ้าเป็นคนธรรมดาอาจจะได้เข้าไปในเรือนจำแล้ว แต่นี่คนมีอำนาจประชาชนจะไปทำอะไรได้... อ่านข่าว>> http://headshot.tnews.co.th/contents/220407/ แค่ตรวจยังไม่ฟันธงว่าเป็นแพะ!!!"จักรทิพย์"สั่งตรวจคดี"ครูจอมทรัพย์"ยันให้ความเป็นธรรม 2 ฝ่าย!! <<

 

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

 

 

ซึ่งในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา นี้เอง จากรายการทุบโต๊ะข่าว อมรินทร์ทีวีHDช่อง 34 ได้นำเสนอประเด็นร้อนเมื่อประชาชนต่างให้ความสนใจสำหรับข่าวครูแพะ ที่สืบสาวเรื่องราวจนพบผู้กระทำผิดจริงนั่นคือ นายสับ วาปี ที่เป็นคนขับรถชน แต่หลังจากนั้น คุณอัจฉริยะ แอดมินเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ออกมาระบุว่า คดีครูแพะเป็นการจ้างให้

ทนายฉุน!!! คดีนางจอมทรัพย์ สู้กับคนมี "อำนาจ" ประชาชนจะไปทำอะไรได้ ...แถมบอกประโยคสุดเด็ด ที่จะเดินหน้าเอง

     ล่าสุด นายสับ วาปี ผู้ต้องหาที่มารับสารภาพว่ากระทำผิดขับรถชนคนตาย ได้เปิดใจอีกครั้งถึงเรื่องดังกล่าว โดยยืนยันว่าตนเป็นคนขับรถชนคนตายจริงๆ ไม่ใช่ครูจอมทรัพย์แต่อย่างใด ก่อนหน้านี้ไม่ได้ออกมาสารภาพ เพราะไม่รู้ข่าวว่ามีคนติดคุกแทน

  ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ลือกันว่าตนรับเงิน 400,000 บาท ให้มาสารภาพนั้น ยืนยันว่าไม่เคยรับเงิน ไม่ได้รับการว่าจ้าง ถ้าใครมีหลักฐานช่วยกางหลักฐานให้ตนดูหน่อย และที่ออกมาพูดก็พร้อมที่จะติดคุกอยู่แล้ว

 

 

 

 

ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์