มีแต่ปัญหา ต้องหาให้เจอ !!! “พล.อ.ประยุทธ์” ชัดเจนส่งถึงทุกฝ่าย ... ไม่ง่ายเหมือน พลิกฝ่ามือ แต่ต้องเริ่มนับหนึ่ง(รายละเอียด)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่าเราทุกคนต่างรู้ดีและต่างก็ปรารถนาว่า สักวันหนึ่งระหว่างคนไทยด้วยกัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่าเราทุกคนต่างรู้ดีและต่างก็ปรารถนาว่า สักวันหนึ่งระหว่างคนไทยด้วยกันเองจะไม่มีอะไรติดค้างในใจ ไม่มีอดีตที่เจ็บปวด มีแต่อนาคตอันสดใส วันนี้เราต่างเรียกร้องการปรองดอง ซึ่งต้องรับฟังทุกฝ่าย ทั้งความเห็นตรงและความเห็นต่าง ทั้งจากนักกฎหมาย พรรคการเมือง ประชาสังคม ประชาชน ทั้งนี้ เพื่อหาคำตอบของประเทศให้ได้ว่าเราจะเดินหน้าประเทศไทยไปข้างหน้า และจะช่วยกันได้อย่างไร

 

เจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็คืออยากเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกับประชาชนทุกคน ผลักดันประชาธิปไตยที่แท้จริงสู่สังคมไทย และนำพาบ้านเมืองสู่ความสงบสุขและสันติ เราเสียเวลากันมามากแล้วนะครับ เราต้องจับเข่าคุยกัน แสดงความจริงใจ ความเสียสละ และแสดงความรักชาติ ที่ผมเชื่อว่ามีอยู่ในสายเลือดคนไทยทุกคน

 

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ช่วยกันหาแนวทางเดินหน้าประเทศด้วยความปรองดองในทุกมิติ ทั้งความคิด จิตใจ การบังคับใช้กฎหมาย และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ที่เป็นไปได้จริง แสดงให้ลูกหลานเห็นว่า ทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ว่า ทุกทางออก...มีแต่ปัญหา ต้องหาให้เจอ แล้วดำเนินการให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เรารู้ว่าไม่ง่ายเหมือน พลิกฝ่ามือ แต่ก็ต้องเริ่มนับ 1 วันข้างหน้าก็จะครบ 100 หรือสมบูรณ์ในที่สุด

 

สำหรับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญโหม่ฉบับถาวร เพื่อให้การเปลี่ยนผ่าน ประเทศ และส่งต่อแผนงาน โครงการที่รัฐบาลนี้ และ คสช.ได้เริ่มไว้แล้ว ไปยังรัฐบาลต่อไปอย่างไร้รอยต่อ จึงมีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่เรียกว่า ป.ย.ป. สำหรับดำเนินการในเรื่องต่างๆ จะเป็นการวางรากฐาน การเตรียมการสู่อนาคต เพื่อให้การเดินหน้าประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดินมีความต่อเนื่อง

 

จุดเริ่มต้นของความปรองดองคือ ความเข้าใจ อันจะนำมาซึ่งความร่วมมือเพื่ออยู่อย่างสันติสุขในอนาคต การปรองดองคือการร่วมกันคิดว่าเราจะอยู่กันอย่างไรต่อไป เมื่อเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ทหารไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของใคร จะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ที่ผ่านมาเมื่อทุกอย่างติดล็อกจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ อาจจะกล่าวอ้างกัน ทุกคนทราบดีแก่ใจ ก็อยากให้พิจารณาให้ลึกซึ้ง

 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบัน ว่า 1.ความสร้างความขัดแย้ง การกระทำผิด ละเมิด ไม่เคารพกฎหมาย การบิดเบือนข้อเท็จจริง การกล่าวอ้างหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนโดยดึงเอามาเป็นประเด็นเดียวกัน 2.การแก้ปัญหาประเทศ ในทุกมิติ เป็นการแก้ปัญหาที่เน้นการใช้จ่ายงบประมาณในมาตรการระยะสั้นและชั่วคราว มีการอ้างสิทธิมนุษยชนโดย NGO บางกลุ่มที่ทำงานหวังผลด้านเดียว ไม่มองในแง่ประเทศชาติว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร มีการค้านทุกเรื่อง รัฐบาล ข้าราชการ ก็จำเป็นต้องทำอย่างโปร่งใส และให้ประชาชนพึงพอใจด้วยความรู้ความเข้าใจ 3.การแก้ปัญหาความยากจน เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ยังคงเอาหลักการใหญ่พัฒนาองค์รวมมาตีกับเศรษฐกิจฐานราก ผู้มีรายได้น้อย กับคนรวยกับทุนนิยม ซึ่งงานด้านเศรษฐกิจของโลกเสรีก็ต้องเป็นอย่างนี้ทุกประเทศ สำคัญที่เราจะเชื่อมโยง เกื้อกูลอย่างไร หลายฝ่ายอาจจะมาโจมตีเป็นส่วนๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะกลับมาที่เดิม ย่ำเท้าอยู่กับที่ พัฒนาอะไรไม่ได้เลย

 

เขาบอกว่า ทุกปัญหาเหล่านี้ เราต้องร่วมมือกันว่าอะไรคือสาเหตุ รัฐ ประชาชน เอกชน เป็นอย่างไร เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ เอา 3 อย่างมาขัดแย้งกัน โดยสื่อ นักวิชาการ บางคน บางกลุ่มที่มีเจตนาแอบแฝง เลือกข้าง พูดโดยไม่รับผิดชอบ เกิดความขัดแย้งเช่นในอดีตขึ้นมาอีก แล้วบางคนก็อาจจะมุ่งหวังให้มีการลุกลาม บานปลาย โดยการสร้างการรับรู้อย่างผิดๆ ให้กับองค์กรโลก ประชาคมโลก ว่ารัฐบาลนี้จำกัดตามกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน เราคงไม่ต้องการให้บ้านเมืองไร้ขื่อแป ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่าให้ใครใช้เพื่อการหวังผลทางการเมือง มุ่งประโยชน์ส่วนตนแล้วก็อ้างคำว่าประชาธิปไตย สร้างภาพจอมปลอม ไม่จริงใจ แอบแฝงขณะที่ประชาชนเกิน 90% เขาปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ต้องพลอยได้รับผลกระทบ เดือดร้อน โดยมีแกนนำ กลุ่มบุคคล บุคคล ไม่กี่คน ซึ่งยังจะคงทำลายประเทศของตนเองต่อไป

 

ขอความร่วมมือประชาชนผู้ที่รักประเทศชาติร่วมกับรัฐบาล ในการเดินหน้าประเทศตามยุทธศาสตร์ ปฏิรูปประเทศและสร้างการปรองดอง ในสิ่งที่ควรจะทำได้โดยไม่ต้องบังคับไม่ออกนอกกรอบกฎหมาย อ้างประชาธิปไตยก็คือปรองดอง ไม่มีความผิดเป็นไปไม่ได้ ไปหาตนเองให้เจอ ทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ผู้กระทำผิดกฎหมาย นักการเมืองบางคน สื่อบางสำนัก โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนอยู่ทั่วประเทศ ถามเขาหรือยังว่าที่เรียกร้องกันอยู่ทุกวันในกระบวนการปรองดองว่าเขาต้องการอย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไร ผมจะรับฟังทุกภาคส่วน อย่าเอาความต้องการตัวเองมาชี้นำให้สังคมวุ่นวาย รัฐบาลและ คสช.จะอำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้ ในเวทีที่เปิดการพูดคุยรับฟังความคิดเห็น

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการใน ป.ย.ป. คือ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ และ 3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยจุดสำคัญทิ้งน้ำหนักไว้ที่คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นไปตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้มา คือเรื่องการปฏิรูปควบคู่กับยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ เรื่องของการปฏิรูป 2-3 ปี มีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง แต่ต่างคนต่างทำ ซึ่งมี 5 เรื่องสำคัญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังมีการปฏิรูปอีก 2 เรื่อง คือการปฏิรูปการศึกษา และตำรวจ ซึ่งพยายามจะขึ้นรูปให้ได้ในช่วงนี้ นี้คือในส่วนของมุมมอง สปท. ขณะที่ในมุมมองของประธาน สนช.ได้มองเรื่องเดียวกันว่าการทำงานของทั้ง 3 ฝ่ายคือสนช., สปท.และ ครม. ที่ทำงานต่างคนต่างทำ จะต้องทำงานร่วมกัน ภายใต้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป

 

วันที่ 25 ม.ค. จะเป็นการประชุมแม่น้ำ 3 สาย สปท., สนช.และ ครม. ที่ปกติเป็นการประชุมคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย) ที่จะหารือเรื่องที่จะไปถึงนายกฯ การประชุมในวันนั้น เริ่มด้วยการปฏิรูปวิป 3 ฝ่ายก่อน และทำการบ้านเรื่องการปฏิรูป โดยเป็นการส่งตัวแทนมาคุยเพื่อกำหนดวาระ ก่อนที่แม่น้ำ 3 ฝ่ายจะมาเวิร์กช็อปร่วมกันต้นเดือนก.พ. เพื่อตอบโจทย์คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ

 

นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า สำหรับทีมงานของสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มยูดี) จะคัดเลือกมาจากผู้ช่วยรัฐมนตรี 4-5 คน ส่วนหัวหน้าสำนักงานพีเอ็มดียูนั้น ได้มีการทาบทามนายอำพน กิตติอำพน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ประสบการณ์ที่เคยอยู่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ย่อมที่จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงเป็นมือประสานสิบทิศ พูดง่ายๆ ถ้าได้ท่านมาเหมือนทูอินวัน ทั้งนี้ องค์ประกอบทั้งของคณะกรรมการ ป.ย.ป.และคณะกรรมการ 4 ชุด จะเสนอต่อนายกฯ ได้ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งสามารถเริ่มทำงานได้พร้อมกัน ดีเดย์วันที่ 1 ก.พ.

 

ขณะที่ฝากฝั่งของนักการเมืองได้ออกมาแสดงความคิดเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี คสช.และรัฐบาลออกคำสั่งเพื่อให้มีการดำเนินการเรื่องการสร้างความปรองดองว่า ส่วนตัวยินดีให้การสนับสนุน ถ้าทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่ควรยึดหลักความเป็นกลาง ความเป็นธรรม และขอให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต้องแน่ใจว่าจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หวังว่ากลไกทางภาครัฐและฝ่ายทหารจะเป็นผู้ประสานงานที่ดี อยากให้เชิญผู้ที่มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะนักวิชาการ หรือผู้ที่สังคมให้การยอมรับ เข้ามาแลกเปลี่ยนให้ความรู้และเป็นคณะกรรมการ

 

เชื่อว่าหากคณะกรรมการ ป.ย.ป.สร้างประโยชน์ให้กับประเทศ คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธ เพราะทุกคนต้องคิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก ทุกคนควรสนับสนุนอะไรที่เป็นประโยชน์ ไม่ควรขัดขวาง จะต้องทราบถึงนิยามคำว่าปรองดองก่อน โดยทุกคนต้องยอมรับ และได้รับความเป็นกลาง ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เมื่อได้รับนิยามแล้วจึงจะพิจารณาที่กลไกปฏิบัติต่อไป

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมหารือกับทุกพรรคการเมือง เพื่อสร้างความปรองดองว่า การพูดคุย คงไม่ได้เป็นการเรียกคุยพร้อมกัน แต่คงเป็นการรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งตนยินดีให้ความเห็น เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดอง แต่อย่าเพิ่งไปยึดติดว่า การพูดคุยต้องจบลงด้วยการลงวนามร่วมกันหรือไม่

 

ส่วนตัวอยากให้การปรองดองเป็นเรื่องของการคิดถึงอนาคตมากกว่า คือ ต้องเรียนรู้จากอดีตเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงในอนาคต สำหรับคดีความ ควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมทำงานไป ยกเว้นคดีที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่มาชุมนุม ควรจะนิรโทษกรรมไปเลย

 

 

เมื่อวันที่ 17 มกราคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย      กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมการปรองดอง โดยให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นแย้งกับรัฐบาลมาร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกเพื่อความปรองดองของประเทศ และการเซ็น MOU ร่วมกันนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ขอสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในด้านของการตั้งคณะกรรมการปรองดองนั้นมีหัวใจหลักใน 3 ด้าน คือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดอง ทั้งนี้ในส่วนของการสร้างความปรองดองนั้น ยังมีความกังวล

     

หัวใจหลักที่สำคัญของการปรองดองคือ จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหวังว่าการปรองดองนั้นจะทำให้ทุกอย่างสงบสุข เรียบร้อยประเทศเจริญก้าวหน้า เดินไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ในส่วนของการจับมือเซ็น MOU ร่วมกันนั้น ตนเห็นว่าคงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดองจะเกิดขึ้นได้นั้นประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน พร้อมทั้งตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมที่อ้างความปรองดอง หรือ การออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112, การกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน, การกระทำความผิดอาญาต่างๆ เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการปรองดอง

 

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)เปิดเผยว่า การสร้างความปรองดองมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา จุดยืนของ นปช. คือ พร้อมให้ความร่วมมือ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการนี้

 

แต่มีข้อสังเกตบางประการที่อยากให้ผู้มีอำนาจและประชาชนพิจารณาเพื่อประกอบความเข้าใจว่า ตัวแบบความปรองดองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับสากล แม้ไม่ใช้สหประชาชาติ และไม่มีต่างชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการ แต่มีกระบวนการสรรหาที่ส่วนต่าง ๆ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ภาคประชาสังคม คู่ขัดแย้ง เป็นต้น คัดเลือก และให้การรับรอง

 

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ยังชี้ว่า ไม่มีประเทศใดสร้างความปรองดองสำเร็จ โดยอำนาจของคู่กรณีในความขัดแย้ง ดังนั้นหากรัฐบาล จะตั้งคณะกรรมการจึงต้องพิจารณาว่า คณะผู้มีอำนาจชุดนี้มีบทบาทเป็นคู่กรณีหรือเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือไม่

 

 

เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์