- 21 ม.ค. 2560
จากกรณีการสืบหาข้อเท็จจริงจากการขอรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในคดีถูกกล่าวหาขับรถชนคนตาย กระทั่งศาลพิพา
จากกรณีการสืบหาข้อเท็จจริงจากการขอรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาราษฎร์สงเคราะห์ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ในคดีถูกกล่าวหาขับรถชนคนตาย กระทั่งศาลพิพากษาให้จำคุกเมื่อปี 2556 เป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน และได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาจำคุก 1 ปี 6 เดือน จากนั้นได้เข้าร้องเรียนต่อกระทรวงยุติธรรมในการรื้อคดีขึ้นมาใหม่ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ จากการตรวจสอบพบว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำความผิดจริง จนเรื่องนี้มีความชัดเจนก็ต่อเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีข้อพิจารณาเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดี
วานนี้ 20 มกราคม ทางกระทรวงยุติธรรมนำโดย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ และคณะ เดินทางเข้ามายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเข้าพบ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เพื่อร่วมพูดคุยกันระหว่างสองหน่วยงานก็เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ซึ่งเป็นคำสั่งจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องจากคดีดังกล่าวประชาชนเกิดความสับสนจากข้อมูลข่าวสารของทั้งสองหน่วยงาน จนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นการพบกันของสองหน่วยงานจึงเป็นการหารือเพื่อทำความเข้าใจและเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าได้ขออนุญาตนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเดินทางเข้าพบคณะทำงานคดีครูจอมทรัพย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยุติภาพความขัดแย้งระหว่างองค์กรโดยจะหารือให้ทั้งสองฝ่ายยุติการให้สัมภาษณ์ เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนในข้อเท็จจริง โดยขอให้เอาหลักฐานไปต่อสู้กันในศาล ส่วนผลคดีจะออกมาอย่างไรให้เป็นดุลพินิจศาล
นอกจากนี้พลตำรวจเอกปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกับกระทรวงยุติธรรมทำงานร่วมกันมาโดยตลอด และไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ทางตำรวจมีหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เท่าที่สามารถรวบรวมได้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัยการหรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ ก็ได้มีการประสานข้อมูลกัน เพื่อให้ข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยืนยันว่าตำรวจไม่ได้มุ่งร้ายต่อครูจอมทรัพย์ ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคดี ขณะนี้ได้นำส่งหลักฐานเอกสารไปบางส่วนแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบ พบมีผู้เข้าร่วมขบวนการจัดฉากจำนวนหนึ่งส่วนจะมีใครบ้างนั้น ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ซึ่งในวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ นี้ ศาลจะมีการนัดสืบพยานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานตำรวจจะเข้าไปหารือกับกระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง ก่อนศาลจะนัดสืบพยาน ส่วนจะตัดสินอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
อย่างไรก็ตามพันตำรวจเอก ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าย้ำว่าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมคือการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน เมื่อครูจอมทรัพย์ รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม จึงเข้ามาร้องขอให้รื้อฟื้นคดี ทางกระทรวงยุติธรรมก็ดำเนินการตามคำร้องขอของครูจอมทรัพย์ ตามที่กฎหมายอนุญาต ซึ่งในกรณีนี้ศาลได้ตัดสินไปแล้วว่าครูจอมทรัพย์มีความผิด เมื่อมีการร้องขอขึ้นมา ทางกระทรวงยุติธรรม จึงต้องพิจารณาเข้าสู่กระบวนการรื้อฟื้นคดี ส่วนกรณีที่พบหลักฐานใหม่ว่าครูจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำผิด ซึ่งหลักฐานส่วนนี้ อาจจะทำให้สามารถกลับคำให้การของศาลฎีกาได้นั้นจะต้องมีการสืบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบก่อน
สำหรับกรณีที่ตำรวจมีข้อมูลว่ามีขบวนการจัดฉาก เรื่องราวนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนการสอบสวนของกระทรวงการยุติธรรม ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย ว่าทำไมครูจอมทรัพย์ ถึงไม่ยื่นเอกสารหลักฐาน และปฏิเสธการให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น เรื่องนี้ตนไม่อยากจะย้อนกลับตอบคำถามเพราะเป็นเรื่องไปในอดีต กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการยื่นพยานหลักฐานในการรื้อฟื้นคดีเท่านั้น โดยพยานหลักฐานต่างๆ ต้องไปพิจารณากันในขั้นศาล
พลตำรวจเอกเดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษก ตร. กล่าวว่าวันนี้ได้มีการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางการสอบสวนคดีอาญากับตัวแทนของกระทรวงยุติธรรม โดยทางตำรวจยังยืนยันว่ายังไม่พบจุดบกพร่องของพนักงานสอบสวนในการรวมรวบพยานหลักฐานแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ย้อนกับไป 18 มกราคม ได้มีอีกตัวละครสำคัญที่เข้ามาเป็นประเด็นของคดีนี้ นายอุบล ไชยบัญ อายุ 64 ปี ชาวบ้านแก้ง ต.คำปลาหลาย อ.เมืองฯ จ.มุกดาหาร พยานปากสำคัญคนใหม่ในคดีจับแพะชนแกะ นายอุบลคือคนซื้อรถต่อจากนายสับ วาปี คนที่บอกว่าตัวเองขับรถชนคนขี่จักรยานตาย แต่นายอุบลยืนยันว่าซื้อรถจากนายสับมาตั้งแต่ปี 2546-2547 จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายสับจะเอารถไปก่อเหตุในปี 2548 พร้อมยืนยันมีใบคู่มือรถที่เป็นชื่อของตัวเองก่อนเกิดเหตุด้วย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า นายอุบล ไชยบัน อายุ 65 ปี อยู่ที่ อ.เมืองมุกดาหาร ได้ซื้อรถกระบะ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร มาจากนายรัน โทนแก้ว อายุ 65 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.กุดแข้ อ.เมืองมุกดาหาร ที่ซื้อมาจากนายสับ วาปี แต่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์เอกสารครอบครองยังเป็นชื่อนายสับ โดยนายอุบลได้ใช้รถช่วงหนึ่งก่อนขายให้กับคนอื่นอีกทอด
จากข้อมูลดังกล่าวเชื่อว่าจะเป็นหลักฐานสำคัญในการนำไปเป็นหลักฐานหักล้างกับคำกล่าวอ้างของนางจอมทรัพย์ว่าตกเป็นแพะ ไม่ได้กระทำผิดจริง และอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่สร้างเรื่องช่วยเหลือนางจอมทรัพย์
และตัวละครสำคัญอีกรายก็ได้เผยเรื่องรถที่เป็นประเด็นชึ่งขัดแย้งกับคำพูดของนาย อุบลอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือนาง ทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ วัย 61 ปี พยานในคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ถูกกล่าวหาขับรถชนคนตาย ซึ่งนางทัศนีย์เป็นพยานสำคัญที่เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุไปงานบุญแจกข้าวบ้านญาติพร้อมกับเพื่อน ชื่อนางทองเรศ วงศ์ศรีชา ที่ ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร จ.นครพนม กระทั่งเวลา 19.30 น. จึงชักชวนกันกลับบ้านที่บ้านนาคู่ ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม
นางทัศนีย์เล่าว่า ขณะขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นดรีม สีขาว ทะเบียน ฉ 2744 นครพนม ออกจากบ้านงาน โดยมีนางทองเรศ เพื่อนซ้อนท้าย มาได้ประมาณ 20 เมตร มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับขับแซงนำหน้ารถตนขึ้นไป เป็นจังหวะเดียวกันที่นายเหลือ พ่อบำรุง ผู้ตาย ขี่รถจักรยานข้ามฟากมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ขณะเดียวกันรถยนต์กระบะคันดังกล่าววิ่งพุ่งชนทางด้านขวา จนร่างของนายเหลือลอยกระเด็นตกห่างจุดชนหลายเมตร
ขณะเดียวกันอีกหนึ่งพยานคนสำคัญ ชื่อนางทองเรศ วงศ์ศรีชา ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวไปในทิศทางเดียวกัน ว่าคนขับรถในวันนั้นเป็นผู้ชาย วันเกิดเหตุนางทัศนีย์ชักชวนไปร่วมงานบุญแจกข้าวที่ ต.ท่าลาด อ.เรณูนคร โดยนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ฮอนด้าดรีม สีขาว ทะเบียน ฉ 2744 นครพนม กระทั่งได้จะเดินทางกลับที่บ้านนาคู่ ต.นาคู่ ระหว่างทางหลวงหมายเลข 2031 สายธาตุน้อย-นาเหนือ ช่วง บ.สร้างเม็ก ต.ท่าลาด ได้ยินเสียงเร่งเครื่องรถยนต์มาด้วยความเร็วสูง ขับแซงรถที่ตนซ้อนท้ายไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเห็นรถคันดังกล่าวพุ่งชนจักรยานนายเหลือ พ่อบำรุง (ผู้ตาย) ทำให้ร่างปลิวกระเด็นตกพื้น
สักพักพบเห็นคนขับรถไม่ทราบว่าเป็นรถกระบะหรือรถเก๋ง เพราะตนนั่งซ้อนท้ายดูอยู่ห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 30 เมตร ซึ่งมีแสงไฟรถจักรยานยนต์ของนางทัศนีย์ส่องเห็นถึง เปิดประตูรถฝั่งคนขับเดินลงมา คนขับมีลักษณะท้วม สวมรองเท้าหนัง เสื้อแขนยาวสีดำ เดินลงมาดูนายเหลือ คนถูกรถชน แล้วจึงเดินขึ้นรถเร่งเครื่องขับหลบหนีไป หลังเกิดเหตุก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะผู้ประสบเหตุถูกรถชนไม่ใช่ญาติพี่น้องตนและนางทัศนีย์เลย
เธอกล่าวต่อว่า จนเหตุการณ์ผ่านไปสักระยะ นางทัศนีย์ก็มาเล่าให้ฟังว่า หลังที่พบเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น ยืนยันและคุยกันกับนางทัศนีย์ว่าคนขับเป็นผู้ชาย มารู้ภายหลังว่าคนที่ต้องโทษจำคุกกลับกลายเป็นผู้หญิง แต่ก็ไม่ใส่ใจอะไร กระทั่งมีหมายศาลเรียกให้ไปเป็นพยานชั้นศาล ขณะที่ครูที่ถูกกล่าวว่าขับรถชนคนตายทราบภายหลังว่าติดคุกในเรือนจำแล้ว หลังจากไปขึ้นศาลในวันนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวพร้อมกับนางทัศนีย์
ยังพบเห็นนายสับ วาปี ซึ่งทราบว่าเป็นผู้ออกมารับสารภาพว่าเป็นผู้ขับรถชนตัวจริง พบเห็นตัวและเดินผ่านกัน แต่ไม่ได้คุยกันเพราะอยู่กันคนละห้อง และศาลได้เรียกเข้าห้องพิจารณาทีละคน ซึ่งก็พบด้วยว่านายสับก็มีรูปร่างลักษณะท้วม" นางทองเรศกล่าว และว่า พอถึงคิวตนให้การเป็นพยานบนชั้นศาล ศาลได้ถามว่าคนขับรถคันก่อเหตุเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จึงตอบศาลไปว่าคนขับรถชนเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ซึ่งศาลก็ถามแค่นี้ สั้นๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนางทองเรศให้สัมภาษณ์พลางพนมมือไหว้พร้อมกล่าวสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และองค์พระธาตุพนม ว่า "ทุกถ้อยคำที่พูดและให้การในศาลไปนั้น ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมาเสนอเงินหรือให้สินจ้างแต่อย่างใดเพื่อให้พูดช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น สิ่งที่ตนได้พูดไปนั้น ก็พูดตามที่พบเห็นเหตุการณ์มาเท่านั้น
เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์
