เดิมพันของคนทั้งชาติ !!! “พล.อ.ประยุทธ์”  ส่งตรงถึง...ไม่โยนภาระให้ใครคนใดคนหนึ่ง และต้องลงมือทำ ไม่ใช่พูดเพียงอย่างเดียว (รายละเอียด)

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมือง ว่า เรื่องของการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง เป็นเดิมพัน

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมือง ว่า เรื่องของการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง เป็นเดิมพันสูงยิ่งของรัฐบาลและ คสช. นั้น

 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ทุกเรื่องที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่เดิมพันของรัฐบาลหรือ คสช. แต่เป็นเดิมพันของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด อาชีพใด ต้องช่วยกันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คิดอย่างสร้างสรรค์พาชาติก้าวไปข้างหน้า ไม่โยนภาระให้ใครคนใดคนหนึ่ง และต้องลงมือทำ ไม่ใช่พูดเพียงอย่างเดียว

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรียังได้ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ว่า เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่รัฐบาลปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อลดความสูญเสียของประเทศอย่างยั่งยืน โดยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ คนโกงรายเก่าจะต้องหมดไป คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้มีการโกงในทุกวงการ จนล่าสุดดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยในเดือน ธ.ค.59 ที่สำรวจโดย ม.หอการค้าไทย อยู่ในระดับ 55 ซึ่งดีที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากคนโกงถูกปิดโอกาส โดยยอดการจ่ายเงินใต้โต๊ะลดลงเหลือร้อยละ 15 จากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 90

สำหรับกรณีปมทุจริตจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ที่อาจเกี่ยวข้องกับ บรัษัทการบินไทย และบริษัท ปตท นั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สั่งการให้มีการตรวจสอบและหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ พร้อมกับวางแนวทางป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ เอกชน และประชาชน ต้องไม่ทุจริตเสียเองและไม่ผลักภาระให้กับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลต่อคะแนนและการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่จะจัดอันดับปลายเดือน ม.ค.นี้ เพราะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งสังคมก็คงต้องมองย้อนกลับไปพิจารณาดูว่าเป็นยุคสมัยใด
 

 

 

 

ชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อการวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง ความเป็นธรรมในสังคมไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ 1,246 คน ระหว่างวันที่ 14-20 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 83.3 มองว่า ความเป็นธรรมของสังคมไทยวันนี้ มีน้อยถึงไม่มีเลย โดยที่ ร้อยละ 88.1 เชื่อว่า ระบบการวิ่งเต้นในกระบวนการบยุติธรรมมีจริง และร้อยละ 51.2 เชื่อว่า มีกระบวนการรับจ้างทำผิด

 

ทั้งนี้ ประชาชน เชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะเป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง ด้านความเป็นธรรมได้ ถึงร้อยละ 89.8  และ ร้อยะละ 94.6 ระบุ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

 

 

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศเรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการทำข้อตกลงปรองดอง" จาก 1,272 คน ระหว่างวันที่ 16-20 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 82.31 มองเรื่องการทำข้อตกลง (MOU) ในการสร้างความปรองดองว่า เป็นแนวคิดที่ดี หากทำได้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบ้านเมือง , ร้อยละ 79.25 มองว่า จะช่วยลดความขัดแย้ง ทำให้บ้านเมืองสงบสุข เดินหน้าต่อไปได้ , ร้อยละ 61.32 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล พยายามผลักดันให้เกิดการปรองดอง และ ร้อยละ 57.55 ต้องไม่บังคับให้อิสระ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละฝ่าย

 

ขณะเดียวกัน ประชาชน ร้อยละ 76.89 มองว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปรองดองครั้งนี้สำเร็จได้คือ ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจ มีความสามัคคี จริงใจในการแก้ปัญหา , ร้อยละ 75.47 ยอมรับฟังซึ่งกันและกัน ลดอคติ , ร้อยละ 73.58 เห็นแก่ชาติบ้านเมือง นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ส่วนปัญหา-อุปสรรค ที่จะทำให้การปรองดองไม่สำเร็จ ร้อยละ 80.66 ความเห็นแก่ตัว มุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์ , ร้อยละ 72.41 ถือทิฐิ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และร้อยละ 66.98 การยั่วยุ ปลุกปั่น โจมตี สร้างกระแส ปล่อยข่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชน ร้อยละ 39.47 คาดหวังว่าจะปรองดองได้สำเร็จ ขณะที่ ร้อยละ  34.59 ไม่ค่อยคาดหวังว่าจะสำเร็จ


เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์