ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20/01/2560 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวพร้อมองค์คณะ รวม 9 คน ได้ไต่สวนพยานจำเลยนัดที่ 9 คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เตรียมพยานให้ศาลไต่สวน 2 ปาก ประกอบด้วย นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ และนายทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งนายยรรยงเบิกความตอบอัยการเรื่องระบายข้าวล่าช้าว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เร่งรัดการระบายข้าว โดยเวลากว่า 2 ปี มีการระบายข้าวไปกว่า 20 ล้านตันมากกว่าทุกรัฐบาล

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม http://deep.tnews.co.th/contents/td/203955/ใกล้ลุ้นระทึก!! 2 คดีจำนำข้าว ปูเสี่ยงคุก-ยึดทรัพย์

 

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

นายยรรยงยังเบิกความถึงการตรวจสอบป้องกัน แก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด และนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง ว่าประเด็นนี้มาจากการอภิปรายทางการเมือง ซึ่งการตรวจสอบพบว่าสยามอินดิก้าไม่มีชื่อเป็นคู่สัญญาการขายข้าว แต่เป็นบริษัทที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจากบริษัท GSSG IMP AND EXP CORP ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจคู่สัญญาที่มีรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งถือหุ้น 100%

นายยรรยงยังระบุว่า สยามอินดิก้าปรากฏชื่อเป็นตัวแทนเกี่ยวข้องกับการรับซื้อข้าวหลายครั้งได้ เพราะมีโรงงานปรับปรุงข้าวและมีที่เก็บรักษาข้าวใหญ่ที่สุด ส่วนจะส่งข้าวถึงบริษัทจีนจริงหรือไม่นั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อยู่ในฐานะจะลงลึก เป็นเรื่องที่มอบหมายแต่ละหน่วยงานไปปฏิบัติแล้ว เนื่องจาก ครม.มีหน้าที่ระดับบริหารนโยบาย สัญญาเกี่ยวกับการซื้อข้าวต่างๆ ก็จะไม่ได้เข้ามาใน ครม. จะมีบ้างถ้าสัญญาเกี่ยวโยงกับเรื่องที่ ครม.มีหน้าที่พิจารณา       เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานทั้งสองปาก ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยปากต่อไปในวันที่ 3 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. และให้เพิ่มวันนัดไต่สวนพยานจำเลยอีก 1 นัดในวันที่ 24 พ.ค.นี้

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม http://www.tnewsonline.tv/contents/td/37813/แบบนี้จะมาโอดโอยว่า 2 มาตรฐานไม่ได้!!! ศาลปกครองรับฟ้อง"นารีปู" ยื่นฟ้อง "บิ๊กตู่-คณะ" ปมสั่งชดใช้คดีโกงข้าว 3.5 หมื่นล.

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

 

โดยเมื่อวานที่ผ่านมาแหล่งข่าวระดับสูงจากทีมทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ชี้แจงถึงขั้นตอนหลังจากทีมทนายยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนและทุเลาคำสั่งทางปกครองกรณีที่ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวว่า ทีมทนายได้ร้องต่อศาลปกครองทั้งการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองและขอทุเลา คำสั่งทางปกครอง โดยวันที่ 26 ม.ค.นี้ ที่ศาลปกครองจะนัดไต่สวนนั้น เป็นการไต่สวนเรื่องขอทุเลาการยึดทรัพย์ออกไปก่อน ยังไม่ใช่ในเนื้อหาคดีที่จะให้เพิกถอนคำสั่ง ซึ่งในวันนั้นทั้งทีมทนายและน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องไปพบศาลเพื่อไต่สวน จากนั้นต้องดูว่าการไต่สวนเสร็จสิ้นหรือไม่ ถ้าเสร็จสิ้น ศาลจะนัดฟังคำสั่งว่าจะให้ทุเลาการบังคับคดีเงิน 3.5 หมื่นล้านบาทไว้ก่อนหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาของศาลจะแบ่งเป็น 2 ทางคือ

1.ให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อน จนกว่าศาลปกครองจะมีคำ

พิพากษาหรือคำวินิจฉัย

2.หากศาลไม่ให้ทุเลา น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องนำเงินมาจ่าย หรือ

รัฐสามารถบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินได้หาก ไม่นำเงินมาจ่าย

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

ทีมทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุส่วนการเพิกถอนคำสั่งจะเป็นเนื้อหาของคดีที่ฟ้องร้องกันในเรื่องการเพิกถอนคำสั่งศาลจะนัดอีกครั้ง ซึ่งรูปแบบของศาลปกครองอาจไม่มีการสืบพยานเลย ถ้าเห็นว่าเอกสารที่มีอยู่แล้ววินิจฉัยได้ หรือถ้าศาลเห็นว่าจำเป็นต้องให้สืบพยานหรือให้ส่งเอกสารเพิ่มก็จะมีกระบวน การขั้นตอนต่อ เมื่อศาลปกครองรับคำร้องแล้ว ศาลต้องให้อีกฝ่ายยื่นคำให้การโต้แย้งก่อน จากนั้นจะให้ฝ่ายโจทก์แก้คำให้การอีกครั้ง และให้จำเลยทำอีกรอบ โจทก์จะฟ้องและแก้คำให้การ จำเลยจะแก้ฟ้องคำให้การของโจทก์อีกรอบ คนละ 2 รอบ เมื่อเสร็จสิ้นจะเป็นขั้นตอนของศาล ที่จะวินิจฉัยว่าสมควรจะสืบพยานหรือไม่สืบพยาน

 

 หากเราย้อนกลับไป แหล่งข่าวจากระทรวงการคลัง. เปิดเผยว่า ได้มีการการจัดส่งเอกสารคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว. ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามอำนาจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นั้น นายวิสุทธิ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งดังกล่าวแล้ว จะได้ให้เจ้าหน้าที่ทำการจัดส่งเอกสารลงทะเบียนไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนและเวลาเชื่อว่าไม่เกินวันที่ 20 ตุลาคม 2559 คำสั่งต้องถึงอดีตนายกรัฐมนตรี

หลังจาก นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งได้เคาะตัวเลขให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้เงิน จำนวน 35,717 ล้านบาท อันเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้สร้างความเสียหายขึ้น ตอนนี้ก็รอเพียงกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้เสียหาย ออกหนังสือคำสั่งทางปกครองส่งไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ชดใช้เงินตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว โดยในหนังสือจะให้เวลา 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือในการชดใช้เงิน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวกระทรวงการคลังก็จะมีหนังสือเตือนอีกฉบับให้ชดใช้เงินภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหนังสือ

        
ทั้งนี้ การเรียกให้ชดใช้เงิน กระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 57 ที่ระบุว่า คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงินถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสืิอเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม

ส่วนการออกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าวโดยไม่มีการฟ้องต่อศาลก่อนว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองมีการใช้มานานถึง 20 ปีแล้ว และที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นกว่าพันคดี จึงไม่ใช่เพิ่งนำมาใช้กับกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นมาตรการที่กระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล และจะตรงกันข้ามกับการฟ้องในคดีแพ่งตามปกติ คือ ในคดีแพ่งจะต้องฟ้องร้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดจึงจะสามารถยึดทรัพย์ได้ตามคำพิพากษา แต่ในคดีละเมิดทางปกครองที่ผู้รับผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  รัฐจะใช้อำนาจสั่งให้ชดใช้ได้ทันทีและยึดทรัพย์ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย หากผู้ต้องชดใช้ไม่พอใจ ต้องไปฟ้องศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย  จะเห็นได้ว่าสุดท้ายเรื่องก็ไปที่ศาลอยู่ดี  จึงไม่ใช่การลัดขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และการบังคับทางปกครองไม่ต้องรอคำพิพากษาในคดีอาญาจำนำข้าว ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกฟ้องและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต่างจากการยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ที่ต้องรอผลการพิจารณาคดีอาญาเสียก่อน

       
ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางรอดจากการไม่ถูกบังคับคดี ก็คือ การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับแต่ได้รับหนังสือฉบับแรกจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้เงิน พร้อมกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าศาลปกครองจะพิจารณาคดีเสร็จสิ้น 24 กันยายน 2016

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

 

หลังจาก “คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด” ที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นประธานฯ สรุปความเสียหายโครงการจำนำข้าวสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วงเงิน 286,640 ล้านบาท ส่งให้ “คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง” ของกระทรวงการคลัง ที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานฯ เพื่อพิจารณาและออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

โดยทางด้านนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ตนได้ลงนามรับรองมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ให้เรียกค่าเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท พร้อมกับทำหนังสือผ่านรองปลัดกระทรวงการคลัง นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรี ร่วมกันลงนามคำสั่งทางปกครองแจ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าว หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เห็นด้วย สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ แต่ถ้าไม่ดำเนินการใดๆ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ต่อไป

โดยก่อนหน้านี้นายจิรชัย มูลทองโร่ย คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด สรุปความเสียหายกว่า 280,000 ล้านบาท เหตุใดคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง วินิจฉัยว่ามีความเสียหายแค่ 178,000 ล้านบาท รวมทั้งกำหนดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบความเสียหายแค่ 20%

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

นายมนัสกล่าวว่า สำหรับสำนวนการสอบข้อเท็จจริงที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งวินิจจัยนั้น เป็นความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเฉพาะสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มี 4 ฤดูการผลิต เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วได้แบ่งความเสียหายจากการดำเนินโครงการดังกล่าวออกเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2554/55 และนาปรัง ปี 2555 มีความเสียหาย 115,342 ล้านบาท ในช่วงปีการผลิตดังกล่าวนี้ ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำข้อเสนอแนะ ประเด็นปัญหา และความเสี่ยงต่างๆ ถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้หามาตรการป้องกัน และหลังจากที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับหนังสือทักท้วงจากหน่วยงานตรวจสอบทั้ง 2 แห่งแล้ว ได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุง เมื่อคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้ว ยังถือไม่ได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ประมาทเลินเล่อ หรือปล่อยปะละเลย ทำให้รัฐเสียหาย ซึ่งในจุดนี้ทำให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งมีความเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด

ช่วงที่ 2 โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/2556 และปี 2556/2557 มีความเสียหายเกิดขึ้น 178,586 ล้านบาท โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งตรวจพบว่า กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี ขอให้ระงับ ยับยั้ง โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว สรุปผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการดังกล่าวกว่า 2 แสนล้านบาท และมีหนี้สินคงค้างกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนว่าโครงการรับจำนำข้าวเสียหาย และเมื่อหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทำหนังสือทักท้วงแล้ว ก็ไม่ระงับ ยับยั้ง ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบความเสียหายในส่วนนี้

ด้าน น.ส.เยาวนุช วิยาภรณ์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและระเบียบการคลัง กล่าวถึงสาเหตุที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งลงความเห็นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบความเสียหายเฉพาะปีการผลิต 2555/2556 และ 2556/2557 เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาจากหลักฐาน 3 ส่วน ดังนี้ คือ

1. ทั้ง สตง. และ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือเตือนเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ระบุถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจน

2. ช่วงที่มีการประเมินโครงการรับจำนำข้าว กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือเสนอความเห็นว่าโครงการนี้ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณและมีภาระเงินกู้

 3. คณะอนุกรรมการปิดบัญชีรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาล สรุปตัวเลขวงเงินความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวอย่างชัดเจนเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ทบทวนหรือสั่งชะลอ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ดำเนินการ นี่คือความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด ที่มองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

นายมนัสชี้แจงถึงเหตุผลที่คณะกรรมการฯ ลงความเห็นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น 20% ว่า ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 วรรคที่ 2 ระบุว่าการเรียกค่าเสียหายให้คำนึงถึงความร้ายแรงของการกระทำ และต้องให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องชดใช้ความเสียหายเต็มจำนวนก็ได้ วรรคสุดท้าย ระบุกรณีมีเจ้าหน้าที่ร่วมกระทำความผิดหลายคน กำหนดให้รับผิดชอบเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น เมื่อพิจารณาจากการคดีที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ประชุมไปทั้งหมด 13 ครั้ง จึงลงความเห็นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบความเสียหาย 20% ของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น 178,586 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 35,717 ล้านบาท ส่วนปีการผลิต 2554/2555 และนาปรัง 2555 ไม่ได้จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

“หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ทำไมต้องรับผิดทางละเมิด ประเด็นต้องแยกระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้บังคับบัญชา กรณีผู้กำหนดนโยบายไม่ถือว่ากระทำผิดทางละเมิด แต่กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา มีอำนาจหน้าที่ต้องระงับ ยับยั้ง เมื่อมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าโครงการรับจำนำข้าวเกิดความเสียหาย แต่ไม่สั่งชะลอหรือทบทวนโครงการ ถือว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” นายมนัสกล่าว

ดิ้นทุกทางยิ่งลักษณ์ขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน!!! สู้ระทึก 26 ม.ค.นี้ (รายละเอียด)

โดย เอกสิทธิ์ สำนักข่างทีนิวส์

ขอบคุณข้อมูล จาก Thaipublica

 ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/contents/td/217804/  กรมบังคับคดีฟิตสุดๆตั้งทีมรอยึดทรัพย์ "บุญทรงแอนด์เดอะแก๊ง" แล้ว # จับตาท่าที "บิ๊กตู่" รู้อยู่แล้วได้ค่าเสียหายจีทูจีเก๊คืนไม่ครบ 2 หมื่นล้าน??