- 27 ม.ค. 2560
ดังไกลไปทั่วโลก !?!? "ไทย" สอบตกคอรับชั่น อันดับลดฮวบ ...เพราะสาเหตุที่ทุกคนทำกันจนชิน (รายละเอียด)
องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) Transparency International ได้เผยถึงรายงานผลการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 รวมถึงบทวิเคราะห์แนวโน้มงกระแสประชานิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ว่าการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันนั้นเสี่ยงถูกต่อการบั่นทอน
ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2559 (Corruption Perceptions Index 2016) ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกประจำปี 2558 ประเทศไทยได้ที่ 101 จาก 176 ประเทศ จากเดิมปีที่แล้วได้อันดับที่ 76
ส่วนกรณีของประเทศไทย ทีไอกล่าวเน้นว่า อันดับแย่ลง ซึ่งคะแนนลดลงเหลือเพียง 35 คะแนน ลดลงไปอยู่ที่อันดับ 101 สื่อถึงภาพลักษณ์การคอร์รัปชันกับความวุ่นวายทางการเมือง นอกจากนี้ การกดขี่ปราบปรามของรัฐบาล, การขาดการตรวจสอบอย่างอิสระ และการลดทอนสิทธิเสรีภาพ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศนี้
ประเทศที่ได้คะแนนโปร่งใสมากที่สุด ได้แก่ นิวซีแลนด์และเดนมาร์ก ได้คะแนนเท่ากัน อันดับที่ 90
ประเทศที่คะแนนต่ำที่สุดยังคงเป็นโซมาเลีย เป็นประเทศที่อยู่อันดับล่างสุดมา 10 ปีติดต่อกัน
ส่วนประเทศที่คะแนนตกต่ำลงมากที่สุดคือกาตาร์ ลดลงจากการจัดอันดับในปีก่อน 10 คะแนน องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้อ้างถึงคำกล่าวหาการทุจริตติดสินบนเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022
เรามาดูประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้น ประเทศที่ยังครองแชมป์โปร่งใส่ที่สุดก็ไม่พ้นสิงคโปร์ ซึ่งได้คะแนนถึง 84 คะแนน อยู่อันดับที่ 7 ของโลก รองลงมา ได้แก่ บรูไน (อันดับ 41 ได้ 58 คะแนน), มาเลเซีย (อันดับ 55 ได้ 49 คะแนน), อินโดนีเซีย (อันดับ 90 ได้ 37 คะแนน), ไทยและฟิลิปปินส์ ได้อันดับ 101 เท่ากัน ที่ 35 คะแนน, เวียดนาม (อันดับ 113 ได้ 33 คะแนน), ลาว (อันดับ 123 ได้ 30 คะแนน), พม่า (อันดับ 136 ได้ 28 คะแนน) และกัมพูชา ได้อันดับที่ 156 ของโลก มี 21 คะแนน
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ของไทยในปี 2559 ว่า ต้องดูว่าต่ำลงเรื่องอะไรบ้าง เพราะบางอันก็สูงขึ้น บางอันก็ต่ำลง จึงต้องไปดูว่าที่ต่ำลงเพราะอะไร แล้วอะไรดีขึ้น ไม่ใช่มันแย่ลงทั้งหมด อย่ามองประเทศไทยอย่างนั้น มันดีขึ้นหมด แต่จะแย่ลงก็ตรงที่ข่าวที่ออกมา อย่าลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันตนสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ร้องเรียนให้หน่วยงานหรือองค์กรอิสระดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว ตนไม่เคยไปห้ามใครเลยตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินของตนมาโดยตลอด
"ดูแล้วกันตามคำโหราศาสตร์ในหนังสือ ปีนี้เป็นปีแห่งคนไม่ดีที่จะต้องถูกอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นให้ทำตัวเป็นคนดี มีคุณธรรม อยู่ในศีลธรรมอันดี ทำงานเพื่อประเทศชาติ ช่วยกันไม่โกงกิน ไม่ทุจริต ผมว่ามันอยู่ได้ หมอดูเขาบอกไว้แล้ว โหราศาสตร์ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ไทยสอบตกแก้คอร์รัปชัน!!! คนไทยฝากความหวัง"พล.อ.ประยุทธ์"กำจัดการทุจริตคอรัปชั่นในเชิงนโยบาย...ตัวถ่วงทำประเทศเดินหน้าไม่ได้!!(รายละเอียด)
ข้อมูลจาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ถึงความก้าวหน้าของกฎหมายคอร์รัปชัน 2559 โดย ดร. มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2559 ได้เผยแพร่ไว้ที่เว็บไซต์ http://www.anticorruption.in.th/ ระบุว่า
กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน
การปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันให้ได้ผลในระยะยาว นอกจากต้องมีการรณรงค์สร้างความตื่นตัวและให้ความรู้กับประชาชน นักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมียุทธศาสตร์ ต่อเนื่องและทุ่มเทแล้ว ผู้นำรัฐบาลต้องแสดงถึงความมุ่งมั่นและทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี ให้ความร่วมมือและสนับสนุนในการกำหนดนโยบายหรือกลไกที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านคอร์รัปชันได้อย่างหลากหลายและได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม รวมทั้งจำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างของสังคมที่สำคัญ เช่น การแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ การปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปการศึกษาแก้ไขระบบอุปถัมภ์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้การดำเนินการทุกด้านมีความคืบหน้าไปตามสมควร
เอกสารนี้เป็นการรายงานความคืบหน้าเฉพาะด้านกฎหมาย ดังนี้
1. กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว
มี 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย และการแก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช.
2. กฎหมายที่อยู่ในกระบวนการของ สปท. สนช. และรัฐบาล
มีร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำหนดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ได้แก่ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ร.บ. การกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. คุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต และยังมีร่างกฎหมายสำคัญอีก 4 ฉบับ ที่จะช่วยสร้างเงื่อนไขไปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันระยะยาว ได้แก่ แก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ออก พ.ร.บ. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐฯ และกฎหมายจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา โดยมีหลักการและวัตถุประสงค์ของกฎหมายพอสรุป มีดังนี้
1.กฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว
1.1 พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558
เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนที่มีมานานของประชาชน ทั้งคนทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงพ่อค้าและนักลงทุนจากต่างประเทศที่จำเป็นต้องติดต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อขออนุญาต อนุมัติ จดแจ้ง จดทะเบียน ขึ้นบัญชี หรือ ออกเอกสารสิทธิ์ เช่น ทำบัตรประชาชน เสียภาษี ทำใบขับขี่ ขอสร้างบ้าน ขอใช้ไฟฟ้าใช้น้ำประปา เปิดร้านขายของ แจ้งความที่โรงพัก ลงทะเบียนผู้สูงอายุ จดทะเบียนการค้า สร้างโรงงานหรือจ้างแรงงาน เป็นต้น
ที่ผ่านมาการให้บริการของรัฐจำนวนมากนอกจากจะยุ่งยากสร้างภาระเกินจำเป็นให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเรียกร้องสินบนเอาจากผู้ไปติดต่อใช้บริการจนสร้างความเดือดร้อน และเป็นต้นทุนแก่ทุกคน ทำให้ประเทศต้องเสียโอกาส เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของประชาชน ความไม่เท่าเทียมทางสังคมเศรษฐกิจ และปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก
กฎหมายนี้จึงกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นแห่งต้องทบทวนการให้บริการประชาชนให้รวดเร็วมีขั้นตอนชัดเจนตรวจสอบได้ ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และต้องมีคู่มือบริการที่ชัดเจน เป็นข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้เมื่อใช้ร่วมกับ พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพสูงมากในการทบทวนขอบเขตและความจำเป็นในการใช้อำนาจอนุญาตอนุมัติของรัฐ
1.2 แก้ไข พ.ร.บ. ป.ป.ช.
เพื่อให้ ป.ป.ช. มีอำนาจมากขึ้นในการตรวจจับและดำาเนินคดีคอร์รัปชัน และให้กฎหมายของไทยสอดคล้องกับอนุสัญญา UNCAC 2003 โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมที่สำคัญ เช่น เพิ่มฐานความผิด การเอาผิดกรณีคนไทยไปติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือองค์กรนานาชาติ เพิ่มความชัดเจนในบทลงโทษคดีคอร์รัปชันให้มีโทษถึงประหารชีวิต เพิ่มบทบัญญัติที่เอาผิดผู้ให้สินบนมากขึ้น
1.3 พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย
เพื่อให้มีการทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจและสังคมยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจยุ่งยากหรือสร้างภาระเกินจำเป็นให้แก่ประชาชนหรือกฎหมายที่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต เป็นต้น โดยกำหนดให้ต้องมีการทบทวนกฎหมายเมื่อจำเป็นหรืออย่างน้อยทุก 5 ปี กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยหลักสากล ก่อนการออกกฎหมายควรต้องมีการพิจารณาผลกระทบของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment) ว่าจะส่งผลกระทบกับใครมากน้อยเพียงใด และเมื่อเวลาผ่านไปเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายในสังคมรวมทั้งมีกฎหมายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาก ก็ควรที่จะมีการทบทวนกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่เหมาะสม
2. กฎหมายที่อยู่ในกระบวนการของ สปท. สนช. และรัฐบาล
2.1 กฎหมายเร่งด่วนของ สปท.
2.1.1 พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ
เพื่อให้เงินของแผ่นดินถูกใช้ไปอย่างรอบคอบกล่าวคือ ต้องเกิดประโยชน์คุ้มค่าของเงิน (Value of Money) มีการควบคุมและลดการบริหารจัดการที่ผิดพลาด (Mismanagement) เช่น การเลือกโครงการที่ไม่เหมาะสม การวางแผนบริหารผิดพลาด คัดเลือกบริษัทที่ปรึกษา ผู้รับเหมาหรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ การกำหนดวงเงินลงทุน การเลือกผลิตภัณฑ์หรือเทคนิคการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ กำหนดเวลาส่งมอบสินค้าที่เหมาะสม การรับประกันคุณภาพและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน เป็นต้น และสุดท้ายต้องป้องกันไม่ให้มีการรั่วไหล (Corruption) และการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
ดังนั้น กฎหมายนี้จึงวางหลักสำคัญ เช่น กำหนดกรอบปฎิบัติที่เป็นมาตรฐานขั้นต่าให้บังคับใช้ครอบคลุมทุกหน่วยงานของรัฐ ทุกประเภทการจัดซื้อจัดจ้าง กำหนดให้การใช้เงินของแผ่นดินต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด ลดการใช้ดุลยพินิจของผู้มีอำนาจ มีมาตรการเพื่อความคล่องตัวและยืดหยุ่นในกรณีที่จำเป็น ยึดหลักความคุ้มค่าและประสิทธิภาพจากการจัดซื้อจัดจ้าง มีคณะกรรมการหลายคณะที่มีผู้แทนภาคประชาชนเข้ามาร่วม โดยแต่ละคณะได้แบ่งแยกหน้าที่กันเพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ด้วยการนำมาตรการเชิงป้องกันมาใช้ เช่น ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการแนวร่วมปฎิบัติภาคเอกชน (Collective Action Coalition : CAC) สร้างระบบจัดเก็บ และการเปิดเผยข้อมูลด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์ มีแนวทางการปฎิบัติอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย มีการพัฒนาบุคลากรด้านการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง โดยได้รับการปลูกฝังด้านจริยธรรมในวิชาชีพ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อลดแรงจูงใจในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลโดยมิชอบ รวมถึงเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และผู้สั่งการที่ทุจริต
2.1.2 พ.ร.บ. การกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม
เนื่องจากมีพฤติกรรมคอร์รัปชันมากมายที่ไม่สามารถเอาผิดได้ตามกฎหมายทั่วไป เช่น การใช้อำนาจหน้าที่หรือมีพฤติกรรมหรือใช้อิทธิพลและบารมีของนักการเมืองที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลในครอบครัว บุคคลใกล้ชิดหรือพวกพ้อง การกระทำที่ทำให้ผลประโยชน์ของรัฐเสียหาย เช่น การใช้ทรัพย์สินเวลาราชการ บุคลากร สิ่งอำนวยความสะดวกของหน่วยงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือบุคคลอื่น เป็นต้น
แม้เรื่องนี้จะมีการบัญญัติไว้บางส่วนในรัฐธรรมนูญแต่ก็ยังขาดความชัดเจนจึงต้องมีการกำหนดรายละเอียดขึ้นมาว่าอะไรบ้างที่เป็นความผิด เช่น คนที่ได้รับประโยชน์ การกระทำใดเป็นความผิด ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ลักษณะของผลประโยชน์ อะไรผลประโยชน์ส่วนรวมหรือส่วนตัว การกระทำต้องห้าม และบทลงโทษ เป็นต้น กฎหมายนี้จึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐตามหลักการแยกบทบาทและผลประโยชน์ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้ปฏิบัติงานหรือผู้บริหารออกจากหน่วยงานของรัฐอย่างเด็ดขาด ทั้งหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ องค์การมหาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พฤติกรรมตัวอย่าง เช่น การรับของขวัญของที่ระลึกมูลค่าเกินกว่า 3 พันบาท รับเลี้ยงอาหาร การพาเที่ยว การออกกฎหมาย/คำสั่ง/นโยบาย ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลใด การห้ามข้าราชการที่ออกจากราชการแล้วไปทำงานให้เอกชนที่มีลักษณะงานตรงกับงานในอำนาจหน้าที่ของตนขณะรับราชการ ภายในเวลา 2 ปี กำหนดให้สัญญาใดๆ ก็ตามตกเป็นโมฆะ หากพบว่ามีลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ห้ามการก้าวก่าย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เป็นต้น
Conflict of Interest อาจเรียกในภาษาไทยได้แตกต่างกัน เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน การมีส่วนได้ส่วนเสีย การขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่การที่กฎหมายใช้ชื่อขึ้นต้นว่า “การกระทำ......” เป็นเพราะการขัดกันแห่งผลประโยชน์จะถือเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีการกระทำหรือการใช้อำนาจ คือมีการกระทำเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเกิดประโยชน์แก่บุคคลต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
2.1.3 พ.ร.บ. คุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต
เพื่อสร้างหลักประกันว่าทรัพย์สินของแผ่นดินที่ถูกโกงไปจะถูกนำกลับคืนมาได้ไม่ว่าจะถูกโยกย้ายซุกซ่อนอยู่ในหรือนอกประเทศแม้จะถูกแปรสภาพไปแล้วก็ตาม โดยกฎหมายนี้จะแสดงให้ประเทศอื่นเห็นว่า ไทยจะโอนย้ายทรัพย์สินที่เกิดจากการคอร์รัปชันของชาติอื่นกลับคืนไปเช่นกันตามหลักการในอนุสัญญา UNCAC 2003 5
กฎหมายนี้ยังกำหนดให้คนโกงและผู้ใดก็ตามที่รู้เห็นเป็นใจ ผู้สนับสนุนช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ต้องส่งคืน รับผิดชอบและชดใช้ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และหากผู้กระทำเช่นว่านั้นเป็นนิติบุคคล คนที่เป็นปรึกษา กรรมการและผู้จัดการของนิติบุคคลก็ต้องร่วมรับผิดด้วย โดยความรับผิดนี้ไม่มีอายุความ
2.2 กฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ที่จะช่วยสร้างเงื่อนไขไปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันระยะยาว
2.2.1 แก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540 เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐ โดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปติดตามตรวจสอบข้อมูลและการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องที่เขาเกี่ยวข้องโดยตรงและเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อสร้างความรับผิดชอบในการใช้งบประมาณ การดำเนินโครงการและการบริหารงานของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาอยู่มาก เป็นเหตุให้ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทำให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นเรื่องบังคับและได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ข้อมูลต้องถูกเปิดเผยโดยเร็วในรูปแบบที่เหมาะสม เป็นระบบและเข้าถึงง่าย
2.2.2 การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้การดำเนินคดีเอาผิดและลงโทษคนโกงเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษที่มีความชำนาญในการพิจารณาคดีทุจริตประพฤติมิชอบที่ใช้วิธิพิจารณาคดีแบบไต่สวนเช่นเดียวกับ ป.ป.ช.
2.2.3 ตรา พ.ร.บ. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐฯ เพื่อป้องกันคอร์รัปชันและการแทรกแซงครอบงำสื่อมวลชนด้วยงบประมาณและทรัพยากรของรัฐ โดยกำหนดเงื่อนไขการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมและวางกลไกตรวจสอบการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า ไม่รั่วไหล เพื่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานและประชาชน มิใช่ประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อประชาสัมพันธ์ตัวผู้มีอำนาจและพรรคการเมือง
2.2.4 จัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจำรัฐสภา เพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลการใช้อำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการจัดทำงบประมาณของประเทศ โดยจัดตั้งสถาบันทางวิชาการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง ดำเนินงานตามหลักวิชาการ มีระบบศึกษา ติตตามและประเมิน เก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งบประมาณ มีการวิเคราะห์เพื่อให้การจัดทำงบประมาณสอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะสั้นและระยะยาวของประเทศ โดยศึกษาความสัมพันธ์กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของชาติ
กฎหมายเหล่านี้จะเป็นหลักประกัน เป็นกติกาและเป็นแนวทางปฏิบัติของสังคมที่มีความหลาก หลาย และเมื่อนามาใช้รวมกันกฎหมายทั้งหมดจะกลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ ช่วยให้การทำงานของรัฐมีความโปร่งใสและเป็นธรรม ลดโอกาสลดแรงจูงใจของนักการเมืองและข้าราชการในการแสวงหาอำนาจ และทำให้รัฐสามารถติดตามเอาผิดและลงโทษคนโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จากการติดตามพบว่ากฎหมายที่บังคับใช้แล้ว คือ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตฯ และ พ.ร.ฎ. การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายฯ มีความก้าวหน้าในการนำไปทาความเข้าใจกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายังน้อยมาก ขณะที่กฎหมายสำคัญอื่นๆ ที่อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติก็ดำเนินไปอย่างล่าช้าเช่นเดียวกัน ส่วนการแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540 และการตรา พ.ร.บ. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐฯ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ จึงต้องขอให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องร่วมกันสร้างความเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังต่อไป
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ชัดเลยใครเป็นใคร??!! ตรงเป๊ะ มติครม. 23 พ.ย.2547 ตรงเผงกับเอกสารสินบนของ"โรลส์-รอยซ์" หักจ่ายเน้นๆค่าคอมมิชชั่น 4 เปอร์เซ็นต์(รายละเอียด)
----------------------------------------
ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์
