แบบที่"อริสมันต์"พูดใช่ไหม? กองกำลังไม่ทราบฝ่าย สนับสนุนประชาชน แต่ฆ่า"พล.อ.ร่มเกล้า และทหาร" (มีคลิป)

แบบที่"อริสมันต์"พูดใช่ไหม? กองกำลังไม่ทราบฝ่าย สนับสนุนประชาชน แต่ฆ่าพล.อ.ร่มเกล้า และทหาร

กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มต้นการชุมนุมครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 โดยให้หลังจากนั้นเพียง 3 วัน คือวันที่ 15 มีนาคม2553 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงความไม่ปรกติของการชุมนุม ที่เปลี่ยนไปจากเมื่อคราวเมษาเลือด 2552  ซึ่งก็คือการใช้อาวุธสงครามเข้ามาสร้างสถานการณ์

เวลาประมาณ 13.30 น. ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนพลไปกดดันรัฐบาล ที่บริเวณด้านหน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์  ซึ่งตั้งอยู่ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน

อีกฟากฝั่งหนึ่ง ห่างออกไปนับ10กิโลเมตร คนร้าย ยิงเอ็ม 79 เข้าไปภายใน กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งตั้งอยู่ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นายท่ามกลางข้อสงสัยจากสังคมว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุและอยู่เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตาม การสร้างสถานการณ์ดังกล่าวแม้จะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ที่ต้องการยกระดับสถานการณ์ทางการเมืองให้มีความตรึงเครียด และเข้มข้น มากยิ่งขึ้น

และที่สำคัญยังได้ก่อให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างฝ่ายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงกับรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

 

หลังจากเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 เข้าใส่กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยการใช้ อาวุธสงครามยิงถล่มหน่วยงานราชการ หน่วยงานความมั่นคง สถานที่เอกชน ธนาคาร พรรคการเมือง และสื่อสารมวลชน คู่ขนานมากับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มาอย่างต่อเนื่องถึงกว่า 90 ครั้งคำถามมีอยู่เพียงคำถามเดียว คืออาวุธยุทโธปกรณ์ระดับพร้อมรบ และผู้ที่ก่อเหตุเป็นใครมาจากไหน

 

ซึ่งพิจารณาได้จากคำปราศรัยของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรองที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 เอาไว้แบบนี้

จากการถอดคำพูดของนายอริสมันต์ เริ่มจากประโยคแรกที่ระบุว่า“เดิมทีคนเสื้อแดงมีแค่พรรคการเมืองและมวลชนเท่านั้น”

น่าสนใจว่า คำว่าเดิมทีของนายอริสมันต์หมายถึงการต่อสู้เมื่อคราวเมษาเลือด 2552 ใช่หรือไม่ เนื่องจากเป็นการพูดถึงการต่อสู้ด้วยพรรคการเมือง และมวลชน อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

หลังจากนั้นนายอริสมันต์ก็พูดต่อว่า “แต่วันนี้แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอคือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเขาพร้อมปกป้องคนเสื้อแดงและพร้อมเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”

ตรงนี้ชัดเจนว่า เป็นการพูดถึงการต่อสู้ในปัจจุบัน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งนายอริสมันต์เปรียบว่าเป็นแก้วอีกประการ ซึ่งก็เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากแนวทางการต่อสู้ของแก้ว 3 ประการ ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคยหยิบขึ้นมาต่อสู้กับกองทัพไทยในอดีต ซึ่งประกอบไปด้วย

แก้วประการที่1.คือพรรค ซึ่งในที่นี้หมายถึงพรรคเพื่อไทย แก้วประการที่ 2 มวลชน คือกลุ่มคนเสื้อแดง และแก้วประการที่ 3 กองกำลังติดอาวุธ ซึ่งก็หมายถึงกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

 

แต่จะเป็นกองกำลังติดอาวุธ ที่ไม่ทราบว่าเป็นฝ่ายไหน ตามที่นายอริสมันต์ระบุหรือไม่ สามารถพิจารณากันต่อจากข้อมูลของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ที่เคยให้สัมภาษณ์พิเศษ หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์  ภายหลังเดินทางกลับจากการไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ดูไบว่า

อย่างไรก็ตาม จากรูปการทั้งหมด ก็น่าที่จะสรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้มาจากเมื่อคราวเมษาเลือด 2552 อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของแก้วประการที่ 3 อย่างกองกำลังติดอาวุธ และยังคงไว้ซึ่งเป้าหมายเดียวคือการนำพ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ

อีกด้านหนึ่งขณะที่กองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสงครามยิงถล่มสถานที่ต่างๆ เพื่อยกระดับสถานการณ์ให้มีความตรึงเครียดอย่างต่อเนื่อง กลุ่มคนเสื้อแดงก็ได้เคลื่อนไหว กดดันรัฐบาลคู่ขนานมากับการก่อเหตุ โดยใช้ยุทธวิธีแสดงพลัง เคลื่อนพลด้วยรถกระบะ รถจักรยานยนต์ ไปตามถนนสายหลักทั่วกรุงเทพมหานคร รวมถึงสถานที่สำคัญ อาทิ ราบ 11 กระทรวงสาธารณสุข  รวมถึงการระดมเลือดของผู้ชุมนุมไปเทที่หน้าทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักของนายกรัฐมนตรี

จนมาถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำนปช.ได้นำคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งบุกไปที่รัฐสภา และสามารถฝ่าแนวรับของเจ้าหน้าที่เข้าไปภายในพื้นที่รัฐสภาสำเร็จ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอีกกลุ่ม ที่ได้ตั้งคำถามถึงมาตรการในการรักษากฎหมายของเจ้าหน้าที่ ที่เบาบางเกินไป

ภายหลังเหตุการณ์บุกรัฐสภาของกลุ่มคนเสื้อแดง  ทำให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. แทน ศอ.รส.แต่ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ 7 ขั้นตอนที่จะนำมาใช้ป้องปรามกลุ่มผู้ชุมนุม  เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย

อย่างไรก็ตามกลุ่มคนเสื้อแดงยังเคลื่อนไหวกดดันเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบุกเข้าไปภายในสถานีไทยคม ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ขณะที่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในวันนั้น ได้ใช้แก๊สน้ำตา และน้ำฉีดเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรง และได้ยึดอาวุธของเจ้าหน้าที่ไว้เป็นจำนวนมาก

ตอกย้ำกับเหตุการณ์ในช่วงค่ำของวันที่ 29 เมษายน  เมื่อนายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำนปช.นำคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งบุกค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อย่างป่าเถื่อน ก็เป็นอีกครั้ง ที่ประชาชนหลายภาคส่วนได้ออกมาตำหนิการบังคับใช้กฎหมายของศอฉ.ทั้งที่พยายามประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดความสูญเสีย และระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุม

ดั่งที่ทราบไปแล้วว่า สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีความเข็มข้นขึ้นเป็นลำดับ คู่ขนานมากับการใช้อาวุธสงครามยิงถล่มสถานที่สำคัญ

จนกระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 12.30 น. นายขวัญชัย ไพรพณา ประธานชมรมคนรักอุดร หนึ่งในแกนนำนปช. ได้นำคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง บุกไปที่กองทัพภาคที่1 ซึ่งได้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง จนสถานการณ์ได้มีความต่อเนื่องไปสู่การปะทะกันขึ้น

แบบที่"อริสมันต์"พูดใช่ไหม? กองกำลังไม่ทราบฝ่าย สนับสนุนประชาชน แต่ฆ่า"พล.อ.ร่มเกล้า และทหาร" (มีคลิป)

ซึ่งต่อมา ศอฉ.ได้ประกาศขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยยืนยันว่าจะปฏิบัติการตามมาตรการ 7 ขั้นตอน และเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้อาวุธปืนจริงเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

สถานการณ์ตลอดช่วงกลางวันจนมาถึงช่วงเย็นก่อนพลบค่ำ ทหารใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ โดยการปะทะตลอดทั้งวันไม่ได้มีผู้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บหนักแต่อย่างใด

สถานการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10เมษายน  ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนกระทั่งในเวลาประมาณ 19.15 น.  ได้เกิดการปะทะกันอย่างหนักหน่วงบริเวณ 4 แยกคอกวัว

เป็นครั้งแรกที่สังคมไทยและทั่วโลก ได้ประจักษ์ถึงภาพของไอ้โม่งชุดดำที่แฝงตัวอยู่ทางฝั่งคนเสื้อแดง กลุ่มของไอ้โม่งชุดดำออกปฏิบัติการใช้อาวุธสงครามอย่างชำนาญ ทั้งทางภาคพื้น และการซุ่มยิงจากระยะไกล หรือที่เรียกว่าสไนเปอร์ ซึ่งล้วนเป็นการยืนยันว่า กลุ่มของไอ้โม่งชุดดำเหล่านี้ ได้รับการฝึกฝนในระดับมืออาชีพ

และก็เป็นทหารที่ประจำการอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธ ดั่งภาพที่เห็นอยู่นี้

แบบที่"อริสมันต์"พูดใช่ไหม? กองกำลังไม่ทราบฝ่าย สนับสนุนประชาชน แต่ฆ่า"พล.อ.ร่มเกล้า และทหาร" (มีคลิป)

ขณะที่การยิงสังหารเข้าที่ศรีษะของนายวสันต์ ภู่ทอง คนเสื้อแดงรายนี้ แม้จะมีความพยายามกล่าวหาว่า เป็นฝีมือของทหาร แต่จากการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด ก็พบว่าเป็นการยิงมาจากฝั่งตรงกันข้ามที่ทหารปักหลักประจำการอยู่

แบบที่"อริสมันต์"พูดใช่ไหม? กองกำลังไม่ทราบฝ่าย สนับสนุนประชาชน แต่ฆ่า"พล.อ.ร่มเกล้า และทหาร" (มีคลิป)

 

เหตุการณ์ปะทะในคืนมิคสัญญี 10 เมษา ส่งผลให้ทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงเสียชีวิต 26 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 800 ราย

ทั้งนี้ความสูญเสียในคืนมิคสัญญี อาจมากมายมหาศาลกว่านี้หลายเท่าตัว หากระเบิดซีโฟร์น้ำหนัก 1.5 ปอนด์ ที่คนร้ายนำไปวางไว้ที่ ฐานของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเสาส่งไฟฟ้ามายังกรุงเทพมหานคร ระเบิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และเสาไฟฟ้าโค่นล้มลง

ด้วยความต้องการของคนร้าย ที่จะให้กรุงเทพมหานครมืดดับสนิท ในเวลา 21.00น. หรือในระหว่างที่สถานการณ์บริเวณสี่แยกคอกวัวและอีกหลายจุดในกรุงเทพมหานคร กำลังโกลาหลอย่างถึงที่สุด

นับตั้งแต่ความสูญเสียเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10เมษายน2553 ยุทธวิธีการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธ ก็ถูกยกระดับให้มีความรุนแรงในระดับการก่อวินาศกรรมและหวังผลถึงชีวิต ตอกย้ำให้เห็นถึงปฏิบัติการในระดับมืออาชีพที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

กลางดึกของวันที่ 21 เมษายน 2553 กองกำลังติดอาวุธ ยิงอาร์พีจีจำนวน 2 ลูก เข้าใส่ถังเก็บน้ำมันของบริษัท แทปไลน์  ปทุมธานี

22 เมษายน 2553กองกำลังติดอาวุธ ยิงถล่มย่านสีลมโดยเป็นปฏิบัติการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ เวลา 19.55 น.คนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ระลอกแรก ถล่มสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดงจำนวน 3ลูก หลังจากนั้นอีกประมาณ 30 นาที คือในเวลา 20.30 น.คนร้ายได้ยิงระเบิดเอ็ม792ลูก ด้านหน้าโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอยู่ห่างจากแยกศาลาแดงประมาณ 20 เมตร เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 1 ราย สะท้อนให้เห็นถึงปฏิบัติการของคนร้ายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ  ขั้นตอนแบบแผนที่มีการเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อยกระดับสถานการณ์ให้เกิดความดุเดือด รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ถัดจากนั้นประมาณ 6 วัน หรือวันที่ 28 เมษายน 2553 ขณะการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงบนถนนวิภาวดี บริเวณอนุสรสถานแห่งชาติดอนเมือง  ก็เป็นอีกครั้งที่ได้มีการบันทึกภาพของไอ้โม่งชุดดำ พร้อมอาวุธปืนที่ได้เข้ามาแฝงตัวในสถานการณ์

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็เป็นฝ่ายของทหารที่ได้รับความสูญเสียอีกครั้ง โดยพลทหาร  ณรงฤทธิ์ สาละ ถูกซุ่มยิงจากระยะไกลเข้าที่ศรีษะ กลายเป็นเหยื่อรายที่ 27 ที่สังเวยชีวิตให้กับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ถึงนาทีนี้ก็เท่ากับว่าการชนกันจนครบของแก้ว 3 ประการ คือพรรค มวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองกำลังติดอาวุธ ได้นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

ซึ่งสามารถนำไปเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดีกับสถานการณ์เมื่อคราวเหตุการณ์เมษาเลือด 2552 ที่ทหารได้เข้าสลายการชุมนุมในลักษณะเดียวกัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต เนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนั้นยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากแก้วประการที่ 3 หรือกองกำลังติดอาวุธ

จากสถานการณ์ความรุนแรงที่ถูกยกลำดับขึ้นมาทุกขณะ ก่อให้เกิดความตรึงเครียดขึ้นในสังคมเป็นอย่างมาก และคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะยุติลงอย่างไร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงเสนอแผนปรองดอง เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม โดยพร้อมจะให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า

แต่ท้ายที่สุดแผนการปรองดองก็ต้องยุติลง เนื่องจากท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณที่ได้ส่งสัญญาณผ่านทวิตเตอร์ว่า แสดงความคิดเห็นต่อแผนเจรจาปรองดองของนายกรัฐมนตรีทำนองว่าผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วยกับแผนปรองดอง โดยใช้ถ้อยคำว่า “วันนี้พี่น้องมาชุมนุมเขามีความคิดไกลกว่าแกนนำ เขาขอความยุติธรรมและประชาธิปไตย ใครจะตัดสินใจแทนเขาโดยเขาไม่เห็นด้วยคงทำได้ยาก”

สอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของเสธ.แดงที่ระบุว่า.นายทักษิณได้ต่อสายตรงถึงตน เมื่อกลางดึกของวันที่ 9 พฤษภาคม สั่งการแต่งตั้งแกนนำ นปช. ชุด 2 ประกอบด้วยนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายขวัญชัย ไพรพณา และ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัต ขึ้นมาแทนใครก็ตามที่ไม่สู้ก็ให้กลับบ้านไป

จนมาถึงในช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ยิงสังหารเสธ.แดง ซึ่งก็ได้นำพาให้สถานการณ์ความรุนแรงที่เริ่มทุเลาลงไปกลับมาปะทุขึ้นอีกระลอก

 

ชี้ชัดว่าการสังหารเสธ.แดงเป็นแผนการที่คนร้ายตระเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ให้กลับมาดุเดือดอีกครั้ง

นับเป็นแผนซ้อนแผน เพราะการเลือกสังหารเสธ.แดงในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นเป้าประสงค์ของคนร้ายที่พยายามเชื่อมโยงการลอบสังหารเสธ.แดงกับการปฏิบัติหน้าที่ของศอฉ.เนื่องจากในวันเดียวกันนั้น ก่อนหน้าที่เสธแดง.จะถูกสังหารประมาณ2 ชั่วโมง ทางศอฉ.ได้ดำเนินการตัดน้ำตัดไฟ สัญญาณโทรศัพท์มือถือ และตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหารเข้าไปภายในพื้นที่การชุมนุม ซึ่งเป็นมาตรการขั้นต้นของการเข้ากระชับพื้นที่ 4 แยกราชประสงค์ เพื่อให้แกนนำประกาศยุติการชุมนุม

นับตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ที่ได้มีการลอบสังหาร เสธ.แดง สถานการณ์ก็ได้มีความดุเดือด รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ โดยกองกำลังติดอาวุธซึ่งสนับสนุนผู้ชุมนุมเสื้อแดง ได้สั่งการให้หน่วยติดอาวุธออกไปปะทะกับแนวของทหาร ที่เข้ามากระชับวงล้อมพื้นที่การชุมนุม

 

พิจารณาจากแผนที่ตั้งของแยกราชประสงค์ สถานที่ชุมนุมหลักของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ทหารได้พยายามบีบพื้นที่ในลักษณะของรูป 4 เหลี่ยม จากถนนเพชรบุรี เลี้ยวขวาถนนวิทยุ เรื่อยมาจนถึง ถนนพระราม 4 วกกลับขึ้นไปตามถนนพญาไท บรรจบถนนเพชรบุรีอีกด้านหนึ่ง ในรูปของสี่เหลี่ยม

 

และเริ่มกดดันผู้ชุมนุมจากการตัดน้ำตัดไฟ และเส้นทางลำเลียงเสบียง แต่ก็ปรากฎว่าได้มีการส่งกองกำลังติดอาวุธออกมาโจมตีเจ้าหน้าที่นอกเส้นที่เจ้าหน้าที่ประกาศจะบีบเข้าไป

แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เป็นการเข้าปะทะกับกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง  ซึ่งมีทั้งกำลังและอาวุธสงครามที่พร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา และเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นหลายจุด ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตก็เป็นตัวเลขที่สะสมมาหลายวัน

 

ขณะที่ปฏิบัติการของทหารก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของกองกำลังติดอาวุธที่ต้องการยกระดับสถานการณ์ให้เกิดความสูญเสียขึ้นมากที่สุด

ท้ายที่สุดจากการเข้ากระชับพื้นที่ของทหาร โดยไม่ได้บุกเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ ตลอด 5 วัน ในเวลาประมาณ13.30น.ของวันที่ 19พฤษภาคม 2553 แกนนำนปช.ได้ประกาศยุติการชุมนุม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความไม่พอใจของกลุ่มผู้ชุมนุม

พร้อมๆกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อประกาศยุติการชุมนุมตอนหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่ต้องการให้กลุ่มผู้ชุมนุมสู้ต่อไปแม้การชุมนุมจะยุติลงไปว่า

สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณที่ให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ในวันเดียวกันว่า

 

“การสลายการชุมนุมของรัฐบาล อาจทำให้เกิดสงครามกองโจรทั่วประเทศ”

ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เกิดปฏิบัติการวางเพลิงห้างสรรพสินค้า ธนาคาร สถานที่เอกชนทั่วกรุงเทพมหานคร นำมาซึ่งความเสียหายอย่างมหาศาล

รวมไปถึงการบุกเข้าไปวางเพลิงอย่างอุกอาจที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ขอนแก่น อุบลราชธานีและอุดรธานี

สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความตรึงเครียดและโกลาหล ภายหลังแกนนำนปช.ประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยนอกจากการลอบวางเพลิงสถานที่สำคัญต่างๆแล้ว ยังได้เกิดเหตุการณ์ที่มีความเศร้าสลดอย่างถึงที่สุด ซึ่งก็คือการยิงสังหาร6ศพในวัดปทุมวราราม

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง กองกำลังชั่วยังมีอยู่ในสังคมไทย!!! จากชุดดำ เม.ย.53 - M79อำมหิต คร่าชีวิตเด็กที่ราชดำริ!

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง คุก 10 ปี!!! กับแผนฆ่าพาคนไปตาย 10 เม.ย.เลือดโศกนาฏกรรมที่มีผู้บงการ (รายละเอียด)

 

-------------------------

 

ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์