ย้อนรอย!!! "ศุภชัย" ข้องเกี่ยวอะไร ...กับ "ธัมมชโย" พร้อมแกะรอยเส้นทางเงินคดีฉ้อโกงสหกรณ์ (รายละเอียด)

ย้อนรอย!!! "ศุภชัย" เกี่ยวอะไร ...กับ "ธัมมชโย" พร้อมแกะรอยเส้นทางเงินคดีฉ้อโกงสหกรณ์ (รายละเอียด)

อัยการขอศาลเลื่อนตรวจสอบพยานหลักฐาน นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวก รวม 15 คน ในคดีสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เนื่องจากยังต้องรอเอกสารสำนวนจากคดี “ร่วมกันฉ้อโกง” ก่อน 
 

วันนี้ ( 20 ก.พ.) เมื่อเวลา 09:00 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เจ้าหน้ากรมราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว 
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวกรวม 15 คน จากเรือนจำบางขวาง และทัณฑสถานหญิง มายังศาลอาญา เพื่อฟังการไต่สวนและตรวจพยานหลักฐานรวม 2 คดี ที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวกรวม 15 คน ในความผิดฐาน ร่วมกันฟอกเงินฯ และฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ที่ ห้อง909 ศาลอาญารัชดา


โดยเมื่อถึงเวลานัดหมาย ทางพนักงานอัยการได้แจ้งต่อศาล ว่า อัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางราย ในคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และขณะนี้เอกสารสำนวนทั้งหมดได้ส่งไปให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พิจารณาว่าจะมีความเห็นชอบหรือเห็นแย้ง จึงไม่มีเอกสารสำนวนมายื่นต่อศาลให้ตรวจพยานหลักฐาน รวมถึงคดีสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่น ยังต้องรอเอกสารสำนวนจากคดีร่วมกันฉ้อโกงก่อน จึงขอศาลเลื่อนตรวจสอบพยานหลักฐานอีกครั้ง เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2560

ย้อนรอย!!! "ศุภชัย" ข้องเกี่ยวอะไร ...กับ "ธัมมชโย" พร้อมแกะรอยเส้นทางเงินคดีฉ้อโกงสหกรณ์ (รายละเอียด)

 

ทั้งนี้เราจะไป ย้อนรอยเส้นทางเงินธัมมชโย-ศุภชัย คดีฉ้อโกงสหกรณ์ กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง


 ประเด็นร้อนกรณีของวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยคือการเข้าไปมีส่วนพัวพันของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หลังจากมีการสืบพบว่าได้มีการโอนเงินจากผู้ต้องหามาให้กับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยกว่า 829 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ได้หารือร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยได้สรุป ประเด็นข้อสงสัยกรณีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเงินประชาชน บริจาคเงินให้กับพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย กว่า 829 ล้านบาท

โดยเงินจำนวนดังกล่าวถูกจำแนกออกเป็น 3 ส่วนคือ 
1. มอบเช็คให้กับพระธัมมชโย จำนวน 8 ฉบับ มูลค่า 348,780,000 บาท โดยพระธัมมชโยสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีมูลนิธิมหาอุบาสิกา เพียงบัญชีเดียว 

2. มอบเช็คให้กับวัดพระธรรมกาย จำนวน 6 ฉบับ 436 ล้านบาท โดยวัดพระธรรมกายสั่งจ่ายเงินผ่านบัญชีดังกล่าวไปในการก่อสร้างศาสนสถาน 

3. มอบเงินให้กับพระลูกวัดที่รู้จักในนาม "ปลัดวิจารณ์" จำนวน 119,020,000 บาท โดย "ปลัดวิจารณ์" ถอนเงินจากบัญชีเงินสด ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้

จากประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวทางคณะกรรมการปฏิรูปศาสนาจึงมีข้อเสนอแนะต่อปปง.ให้ดำเนินการให้กับวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย 3 เรื่อง
1.ควรอายัดบัญชีทั้งหมดของพระธัมมชโย ซึ่งมีทรัพย์สินในบัญชีกว่า 300 ล้านบาท เพื่อคืนให้กับประชาชนที่ฝากเงินไว้กับ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 

2.กรณีที่วัดธรรมกายอ้างว่านำเงินที่ได้รับบริจาคจากนายศุภชัยไปก่อสร้างศาสนสถาน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ธรณีสงฆ์ ปปง. ทราบหรือไม่ว่าวัดพระธรรมกายมีพื้นที่เพียง 196 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นที่ดิน ซึ่งถือในนามของมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย จึงไม่ถือเป็นเขตธรณีสงฆ์ ฉะนั้นควรดำเนินการอายัดทรัพย์สินที่ถือครองในนามมูลนิธิอื่น เพื่อนำทรัพย์สินคืนให้กับวัดพระธรรมกายหรือไม่ 

3. กรณี "ปลัดวิจารณ์" ควรมีการตรวจสอบต่อไป รวมถึงควรมีการส่งเรื่องไปยังดีเอสไอ เพราะมีคดีบางส่วนที่เป็นความผิดทางอาญา ฉะนั้นในการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งหน้าจะมีการเชิญดีเอสไอร่วมประชุมด้วย
ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน   สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เน้นย้ำว่ากรณีพระธัมมชโยและผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯจะต้องศึกษา เพราะพระถือทรัพย์สินไม่ได้ แต่กลับรับเงินมหาศาล เท่าที่ฟัง ปปง. มีเงินผ่านบัญชีมหาศาล พระธัมมชโยและวัดธรรมกายน่าจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งเมื่อนายศุภชัยถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง พระธัมมชโยในฐานะวิญญูชนย่อมรู้ดี ต้องคืนให้เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ยังถืออยู่ต่อไป ซึ่งต้องถูกดำเนินคดี ดังนั้นเห็นว่าพระธัมมชโยน่าจะปาราชิกอีกครั้งหนึ่ง แต่ตามหลักก็ไม่สามารถปาราชิกซ้ำอีกครั้งได้

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเอกสารทางบัญชีและทางการเงินเกี่ยวกับเช็ค ใบสำคัญจ่าย รายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆ ของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น และที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานกรรมการดำเนินการ สหกรณ์ฯ คลองจั่น พบว่ามีการสั่งจ่ายเช็คสหกรณ์ฯ คลองจั่น เบิกจ่ายเงินสด นำเช็คเข้าบัญชีเลขที่ หรือการถอนเงินสด หรือซื้อแคชเชียร์เช็ค เพื่อนำเข้าบัญชีเงินฝากอื่นทั้งของตนเองและของบุคคลอื่น หรือนำไปกระทำการอื่นใด หรือนำไปสั่งจ่ายให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
เช็คที่จ่าย พระราชภาวนาวิสุทธิ์  ชื่อเดิมหลวงพ่อธมมชโย ปัจจุบันคือพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกาย โดยตรง 4 ใบ รวม316,780,000 บาท


ทั้งหมดถือเป็นข้อมูลชัด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ศุภชัย โอนเงินให้กับวัดพระธรรมกาย และผู้ที่เกี่ยวข้องจริง อย่างไรก็ดีล่าสุด ปปง. ออกมายืนยันว่า กรณีนี้ได้ตรวจสอบธุรกรรมดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว โดยพบว่ามีการสั่งจ่ายเช็คจากนายศุภชัยออกไปจริงหลายครั้ง แต่ไม่สามารถอายัดทรัพย์ได้เนื่องจากมีกฎหมายที่ชัดเจนว่า ห้ามยึดที่ธรณีสงฆ์ เพราะถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่แล้ว

นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ชุดที่ 30 เปิดเผยว่าเคยหารือกับ ปปง. ถึงเรื่องการติดตามเงินบริจาค หากวัดธรรมกายนำเงินบริจาคไปก่อสร้างถาวรวัตถุแล้วคงจะตามทวงคืนยาก เช่น นำไปซื้อปูนซีเมนต์ อิฐ หิน กระเบื้อง เพราะทางวัดธรรมกายรับบริจาคเงินจากนายศุภชัย ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงผ่านทนายของวัดธรรมกายไปว่า เงินบริจาคจำนวนนี้เป็นเงินของสมาชิกสหกรณ์ฯ ไม่เต็มใจบริจาคเงินให้วัด สมาชิกหลายรายเดือดร้อน อยากได้เงินคืน จึงขอความเมตตาจากวัดธรรมกาย ผมพูดได้แค่นี้ และไม่อยากไปต่อสู้กันในชั้นศาล จึงนัดเจราจาไกล่เกลี่ยกับวัดธรรมกายวันที่ 16 มีนาคม 2558 ซึ่งทนายของวัดธรรมกายจะนำหลักฐานที่นายศุภชัยโอนเงินให้วัดธรรมกาย จริงๆ คิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ที่เหลือเข้าบัญชีใครบ้าง และจะช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้อย่างไร

และทั้งหมดนี้ก็คืออีกเงื่อนงำที่ต้องที่ต้องจับตามองกันต่อว่าวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยได้เข้าไปมีส่วนรู้เห็นกับคดีฉ้อโกงของนายศุภชัยกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นหรือไม่ซึ่งล่าสุด มีการจับตามองไปที่การสร้างเจดีย์ชื่อเจดีย์ทัตตะชีโว ในจ.กาญจนุรี ว่าที่ดินดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องในการฉ้อโกงในครั้งนี้หรือไม่
นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ เฟซบุ๊กระบุว่า "ด่วน !!!! บานเป็นกระด้งแล้วครับ กรรมการศาสนา สปช กำลังสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้แทน ปปง ได้ข้อมูลเพิ่มว่าการโกงเงินสหกรณ์คลองจั่น 15,000 ล้านบาทนั้น นอกจากจ่ายเช็คแก่ธรรมกาย 436 ล้าน แก่ธัมมชโย 348 ล้านบาท แก่พระปลัดวิจารณ์ที่เคยอยู่ธรรมกาย 119 ล้านบาท แล้วยังมีอีกรายหนึ่งรับเช็คไปสามพันล้านบาท แล้วเอาไปซื้อที่ดินที่กาญจนบุรี ซึ่ง ปปง.อายัดที่ดินแล้ว บนที่ดินนี้จะสร้างเจดีย์ชื่อเจดีย์ทัตตะชีโว!!! เอ้า ก๊วนเดียวกันทั้งนั้นนะเนี่ย สปช.จะให้กรรมการศาสนา สปช.สอบเรื่องพวกนี้ต่อหรือจะยุบเลิกละครับ"
สำหรับ พระมหาเจดีย์ทัตตชีโว ตั้งอยู่ที่ ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรีสร้างขึ้นโดยใช้สถาปัตยกรรมพุทธศิลป์ประยุกต์ เป็นเจดีย์ทรงดวงบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการบังเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา และการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสูง 15 เมตร สร้างขึ้นบนพื้นที่ของศูนย์อบรมเยาวชนกาญจนบุรี ซึ่งใช้ในการอบรมและปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสามเณร รวมทั้งอบรมศีลธรรมแก่สาธุชนและเยาวชนในเขตพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง 
 

ศาลเบิกตัว "ศุภชัย" สอบคดียักยอกสหกรณ์คลองจั่น 

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ตกเป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้อื่น และจัดการทรัพย์สินผู้อื่นโดยทุจริตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อกล่าวหากรณีฉ้อโกงและยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น โดยที่ผ่านมาสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้นำเสนอมาโยตลอดว่า เงินจำนวนหนึ่งถูกโอนไปให้กับวัดและพระในเครือข่ายของวัดพระธรรมกาย กระทั่งในเวลาต่อมาได้เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความและวัดพระธรรมกายยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ในขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานว่าจะสั่งฟ้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายฐานสมคบคิดกับนายศุภชัยหรือไม่

ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยและตรวจพยานหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อ.1739/2558 ที่พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 58 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้อื่นและจัดการทรัพย์สินผู้อื่นโดยทุจริตในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2558 นี้ ระบุความผิดสรุปว่า ขณะที่นายศุภชัยเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ในเวลาต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ฯได้ตรวจสอบพบว่า การเรียกประชุมใหญ่เป็นไปอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย รวมไปถึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินทำการเบิกจ่ายเงินสดของสหกรณ์ฯ หลายครั้งหลายหน จำนวน 22,132,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน

โดย 3 ก.ค.2558 อัยการโจทก์ จำเลย และทนายจำเลยเดินทางมาศาล ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาอัยการโจทก์แถลงขอยื่นส่งพยานเอกสารจำนวน 15 ฉบับ และขอนำพยานเข้าสืบรวม 15 ปาก ใช้เวลา 4 นัด ส่วนจำเลยแถลงขอยื่นส่งพยานเอกสารจำนวน 3 ฉบับ และขอนำพยานเข้าสืบต่อสู้คดี รวม 5 ปาก ใช้เวลา 1 นัด ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้สืบพยานตามที่โจทก์และจำเลยแถลง โดยกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก วันที่ 8 มี.ค.2559 เวลา 09.00 น.

ในคดีดังกล่าวของนายศุภชัยเป็นเพียงคดีย่อยคดีหนึ่งจากมูลค่าความเสียหายทั้งกว่า15,000ล้านบาท ซึ่งจนถึงทุกวันนี้สังคมล้วนแต่มีความสงสัยว่าเงินทั้งหมดทั้งมวลถูกยักยอกและฉ้อโกงไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่วัดพระธรรมกายใช่หรือไม่เนืองจากเป็นที่ทราบกันดีว่านายศุภชัยมีความศรัทธราต่อวัดพระธรรมกายอย่างถึงที่สุด 

ประกอบกับพระธัมมชโยก็เป็นเจ้าอาวาสผู้ที่แต่งตั้งให้นายศุภชัยเป็นไวยาวัจกรของวัด และยังมีการใช้จ่ายเงินรวมกันในหลายๆด้าน ยกตัวอย่างเช่นการนำเงินจำนวนหลายร้อยล้านบาทจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นมาให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนมงคลเศรษฐีซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ปล่อยสินเชื้อให้คนสามารถกู้เงินเพื่อไปทำบุญกับวัดพระธรรมกายได้

โครงข่ายการโอนเงินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร
-วัดพระธรรมกาย  เป็นจำนวนเงิน 350 ล้านบาท
-พระราชภาวนาวิสุทธิ์  เป็นจำนวนเงิน 434.78 ล้านบาท
-พระครูปลัดวิจารย์ธีรังกุโร  เป็นจำนวนเงิน 119.02 ล้านบาท
-มูลนิธิรัตนคีรี เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท
- 27 บริษัท  เป็นจำนวนเงิน 12,000 ล้านบาท
-บัญชีส่วนตัวนายศุภชัย  เป็นจำนวนเงิน 3,298 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามที่ผ่านมานายศุภชัยได้พยายามออกตัวปกป้องวัดและพระในเครือข่ายวัดพระธรรมกายมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับฉ้อโกงเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของทางสหกรณ์พบว่านายศุภชัยได้มีการยักยอกเงินไปกว่า15,000ล้านบาท และถ้าลงในรายละเอียดของวัดและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย ก็จะสามารถจำแนกรายละเอียดได้ ดังต่อไปนี้

รายละเอียดการสั่งจ่ายและเบิกเงินจากเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น 
1.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 3มีนาคม 2552 จำนวน16,780,000บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

2.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 6กันยายน 2552 จำนวน100,000,000บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์

3.เช็คสั่งจ่ายวันที่  6กันยายน 2552 จำนวน 1,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์

4.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 6ตุลาคม 2552 จำนวน 6,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์

5.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 15ตุลาคม 2552  จำนวน100,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์

6.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 6 มีนาคม 2553 จำนวน20,000,000บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

7.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม  2553 จำนวน66,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

8.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 27 สิงหาคม 2553 จำนวน20,000,000บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

9.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 2 กันยายน 2553 จำนวน100,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

10.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 5,000,000 บาท
ผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 

11.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 28 กันยายน 2552 จำนวน 50,000,000 บาท
ผู้รับเงินวัดพระธรรมกาย

12.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
ผู้รับเงินวัดพระธรรมกาย

13.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
ผู้รับเงินวัดพระธรรมกาย

14.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
ผู้รับเงินวัดพระธรรมกาย

15.เช็คสั่งจ่ายวันที่ 9 กุมภาพันธ์  2553 จำนวน 30,000,000 บาท
ผู้รับเงินมูลนิธิรัตนคีรี
รวมยอดเงินรวมเช็คทั้งหมด 15 ฉบับ 814,780,000 บาท

นอกจากนี้พบว่ามีการจ่ายเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ให้พระครูปลัดวิจารย์ ระหว่างปี 2552 – 2555 จำนวน22 ครั้ง รวมเป็นเงิน 119,020,000 บาท

ทั้งนี้จ่ายจากบัญชีกระแสรายวันของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ธนาคารกรุงไทย สาขาการเคหะแห่งชาติ เลขที่บัญชี 095-6-00106-8 จำนวน 21 ครั้ง และ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหัวหมาก เลขที่บัญชี 044-3-03979-9 จำนวน 1 ครั้ง  
1.สั่งจ่ายวันที่ 19 กุมภาพันธ์  2552 จำนวน 300,000บาท
2.สั่งจ่ายวันที่ 2 กุมภาพันธ์  2553 จำนวน 1,000,000บาท
3.สั่งจ่ายวันที่ 2 กุมภาพันธ์  2553 จำนวน 23,220,000บาท
4.สั่งจ่ายวันที่ 4 มิถุนายน  2553 จำนวน 14,000,000บาท
5.สั่งจ่ายวันที่  22 มิถุนายน  2553 จำนวน 21,000,000บาท
6.สั่งจ่ายวันที่  29 กรกฎาคม  2553 จำนวน 5,000,000บาท

7.สั่งจ่ายวันที่  3 สิงหาคม 2553 จำนวน 2,000,000บาท
8.สั่งจ่ายวันที่  18  สิงหาคม 2553 จำนวน 1,000,000บาท
9. สั่งจ่ายวันที่  26  สิงหาคม 2553 จำนวน 6,000,000บาท
10.สั่งจ่ายวันที่  21 กันยายน 2553 จำนวน 10,000,000บาท
11.สั่งจ่ายวันที่  7 ตุลาคม 2553 จำนวน 1,000,000บาท
12สั่งจ่ายวันที่  15  ตุลาคม 2553 จำนวน 500,000บาท
13.สั่งจ่ายวันที่  17  ธันวาคม 2553 จำนวน 9,000,000 บาท
14.สั่งจ่ายวันที่  17  กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 3,000,000บาท
15.สั่งจ่ายวันที่  25  มีนาคม 2554 จำนวน 3,000,000บาท
16.สั่งจ่ายวันที่  5  เมษายน 2554 จำนวน 4,000,000บาท
17.สั่งจ่ายวันที่  5  เมษายน 2554 จำนวน 1,000,000บาท
18.สั่งจ่ายวันที่  18  เมษายน 2554 จำนวน 3,000,000บาท
19.สั่งจ่ายวันที่  20  เมษายน 2554 จำนวน 1,000,000บาท
20.สั่งจ่ายวันที่  7  ตุลาคม 2554 จำนวน 1,000,000บาท
21.สั่งจ่ายวันที่  27  ธันวาคม 2554 จำนวน 2,000,000บาท
22.สั่งจ่ายวันที่  6  มกราคม 2555 จำนวน 2,000,000บาท
ทั้งนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ของดีเอสไอ ยังพบข้อมูลการโอนเงินจากนายศุภชัยไป ยังพบพระในวัดพระธรรมกาย อีก คือ พระวิรัช 100 ล้านบาท และ พระมนตรี 100 ล้านบาท
ก็เป็นที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นและรวมไปถึงวัดหรือพระในเครือข่ายของธรรมกายได้เข้าร่วมไปสู่การตรวจสอบของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทุกฝ่ายความขัดแย้งก็ควรต้องปล่อยให้การตรวจสอบต้องดำเนินไป โดยกระบวนการยุติธรรมและศาลเป็นผู้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาเป็นอย่างไรทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม

คุก "ศุภชัย" 32 ปี  คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่น

ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์นัดแรก คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หมายเลขดำ อ.1739/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 59 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้อื่น และจัดการทรัพย์สินผู้อื่นโดยทุจริต ในฐานะเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และ 354

อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มกระบวนพิจารณา นายศุภชัย ซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้แถลงต่อศาล ขอกลับคำให้การเดิมที่ปฏิเสธต่อสู้คดี เป็นยินยอมให้การรับสารภาพ
ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวมทั้งสิ้น 8 กระทง จึงพิพากษาให้จำคุก กระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 32 ปี คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี และเมื่อพิเคราะห์ พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว นับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา
          ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ต่อมาช่วงเย็น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้คุมตัว นาศุภชัย ที่มีสีหน้าหมองคล้ำ แววตาอิดโรย ผิวเข้ม ศีรษะล้าน ไปควบคุมไว้ตามคำพิพากษาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จัดให้มีประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่า การเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และกฎหมาย นายทะเบียน จึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย.2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการ
          ต่อมาสหกรณ์ฯ ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญครั้งที่ 1/ 2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย
กระทั่งวันที่ 10 เม.ย.-8 ต.ค.2556 จำเลย ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ หลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้งๆ ละระหว่าง 184,000 บาท- 6 ล้านบาท รวม 22,132,000 บาทเข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต
 
 อย่างไรก็ตาม สำหรับนายศุภชัย ยังมีคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ยูเนี่ยนฯ อีกสำนวน มูลค่าความเสียหายกว่า 12,000 ล้านบาท ที่รออัยการพิจารณาสั่งคดี โดยพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สรุปสำนวนกล่าวหานายศุภชัย, น.ส.ศรันยา มานหมัด อดีตรองผู้จัดการฝ่ายการเงิน, นายลภัส โสมคำ อดีตกรรมการสหกรณ์ฯ และนายกฤษฎา มีบุญมาก อดีตหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม
 
 รวมทั้งสำนวนนายศุภชัย ยักยอกและลักทรัพย์ สหกรณ์ 27,642,000 บาท เมื่อช่วงเดือน พ.ค.2556 อีกคดี และสำนวนคดีฉ้อโกงสหกรณ์ กว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งดีเอสไอสรุปสำนวนสมควรสั่งฟ้อง นายศุภชัย กับพวกรวม 12 ราย ให้กับอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2558 โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ

 

ผลจากคำพิพากษาที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า การที่นายศุภชัยได้ยักยอกเงินจากสหกรณ์ แล้วนำไปถวายให้กับพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดธรรมกายและบุคคลอื่นอีกเป็นจำนวนมาก และบรรดาผู้ที่รับเงินเหล่านั้นจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินหรือรับของโจรหรือไม่ 
เมื่อวันที่ 17 กุมพาพันธ์ 2559 พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุถึงผลการประชุมชุดตรวจสอบเส้นทางการเงินจากเช็ค 878 ฉบับ ที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นผู้สั่งจ่ายให้กับบุคคลและนิติบุคคล 7 กลุ่ม 
ซึ่งการพิจารณาความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย 
1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ 
2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย 
4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ 
5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย
6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค 
7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน 

และที่ผ่านมานายศุภชัยพยายามที่จะปกป้องพระธัมมชโยด้วยการกล่าวอ้างว่าเงินที่ตนนำไปถวายเป็นเงินทำบุญที่พระธัมมชโยไม่ได้มีส่วนรู้เห็น 
แต่จากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์กลับพบข้อมูลว่า นายศุภชัยถือว่าเป็นศิษย์เอกของวัดพระธรรมกายและมีความสนิทสนมกัน ถึงขั้นที่พระธัมมชโยแต่งตั้งให้เป็นไวยาวัจกรชองวัดเลยทีเดียว 

 เพราะฉะนั้นการบริจาคเงินให้พระธัมมชโยนั้นพระธัมมชโยก็จะไม่มีส่วนรู้เห็นแต่จากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์พบว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่น่าจะเป็นความจริงด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1. นายศุภชัยเคยเป็นไวยาวัจกรของวัดพระธรรมกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ที่จะเป็นไวยาวัจกรนั้นต้องเป็นบุคคลสำคัญและมีความสนิทสนมกับเจ้าอาวาสเป็นอย่างดี
โดยไวยาวัจกร ตามกฎหมายหมายถึงคฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัต และมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดได้ตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ และกำหนดให้ไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย
การแต่งตั้งไวยาวัจกรเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส วัดหนึ่งอาจมีไวยาวัจกรได้หลายคน ความเป็นไวยาวัจกรสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าอาวาสผู้แต่งตั้งให้ออกหรือเจ้าอาวาสผู้แต่งตั้งพ้นจากความเป็นเจ้าอาวาส เช่น ลาออก ลาสิกขา มรณภาพ
2. เมื่อปี 2552 นายศุภชัยเคยเป็นประธานกฐินวัดพระธรรมกายซึ่งเป็นที่รับรู้กับเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่างานทอดกฐินของวัดพระธรรมกายนั้นจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของวัดและใครก็ตามที่ได้เป็นคนถือผ้าไตรนั้นก็แสดงว่าเป็นคนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมานั้นทั้งนายศุภชัยและทนายความก็ต่างที่จะปฎิเสธมาโดยตลอดว่านายศุภชัยไม่ได้มีความสนิทสนมกับพระธัมมชโยและไม่ได้เป็นบุคคลของวัดพระธรรมกายซึ่งเมื่อพิจารณาจากการตั้งข้อสังเกตที่1และ2แล้วก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าจะเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นใช่หรือไม่
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นได้ออกมาเปิดแถลงข่าวกับสื่อมวลชน แต่เป็นเพียงการแถลงข่าวสั้นๆ โดยที่นายศุภชัย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมกับยืนยันว่าพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเงินที่นายศุภชัยได้นำไปมอบให้กับวัดธรรมกายก็เป็นเงินบริจาคทำบุญ ที่กู้กับสหกรณ์อย่างถูกต้องและได้คืนเงินทั้งหมดให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที4 มิถุนายน 2558 ผู้สื่อข่าวทีนิวส์ได้สอบถามนายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของวัดพระธรรมกาย ว่าพระธัมมชโยรู้จักกับนายศุภชัยหรือไม่ โดยนายสัมพันธ์ตอบว่า รู้จักในฐานะคนทำบุญทั่วไป แต่ที่น่าสังเกตก็คือการที่นายศุภชัยได้เป็นไวยาวัจกรและเป็นเป็นประธานกฐินวัดพระธรรมกายเมื่อปี 2552 และนายศุภชัยก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าตนได้รับความไว้วางใจ


------------------------------

 

ภัทราพร สำนักข่าวทีนิวส์