- 03 มี.ค. 2560
ใครกันแน่ ที่ไม่กล้าสู้ความจริง !?!? ดูกันเอาเอง "พระสนิทวงศ์" หรือใคร ควรเอา"ความจริง" มาเปิดเผย (รายละเอียด)
บนเฟสบุ๊คของ พระสนิทวงศ์ ได้แชร์ข้อความถึงเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งระบุว่า ใครกันแน่ ที่ไม่กล้าสู้ความจริง !!! ถ้ารัฐบาล "มีความจริง" ต้องกล้าสู้ "ความจริง" เอา "ความจริง" มาเปิดเผย ทำไมปิดกั้นสื่อเสรี นักข่าวต่างประเทศของอัลจาซิรา โพสต์ ข่าวที่เขียนเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ถูกบล็อก !!! ทำตัวให้โลกรู้ด้วยตัวเอง #ม44ยิ่งใช้ยิ่งเสื่อม
ทั้งนี้หากย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 พระสนิทวงศ์ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ขอเจริญพรญาติโยมลูกศิษย์ทั่วประเทศ วันนี้ดีเอสไอได้นำหมายจับมาที่วัดพระธรรมกายโดยวัดยินดีให้ความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายในวัด ที่ผ่านมาพอเจ้าหน้าที่มา ทางวัดก็ให้ความร่วมมือไม่ได้มีการปิดกั้นใดๆ ส่วนจะค้นส่วนใดบ้างในรายละเอียดระบุไว้ในหมายค้นแล้ว ขอให้ดูการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ซึ่งจะมีการชี้แจงในภายหลัง โดยเจ้าหน้าที่จะต้องพูดคุยเจรจากับศิษยานุศิษย์ก่อน "ขอยืนยันว่า หลวงพ่อธัมมชโยยังอยู่ในวัดพักรักษาตัวด้วยอาการอาพาธหนักอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์"
แต่ทว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2559 พระสนิทวงศ์ กล่าวว่า วัดไม่มีแผนจะให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้า ที่แต่อย่างใด และยืนยันว่าไม่พบเห็นพระธัมมชโยมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากแพทย์จากประเทศเยอรมนีเข้าตรวจร่างกาย
ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม 2560 ภายหลังจากที่มีการแชร์ภาพ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในความผิดฐานยุยง ปลุกปั่นฯ ความผิดมาตรา 116 นั่งรับประทานอาหารอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีการหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะที่ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ก็ได้แฉว่า พระธัมมชโย ก็ได้หนีออกนอกประเทศไปแล้วเช่นกันโดยการซ่อนตัวในตู้คอนเทนเนอร์นั้น
วันเดียวกันในเฟซบุ๊ก Phra Sanitwong Charoenrattawong ของ พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...
ประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย วันนี้ 9 ม.ค. 2560
1. จากภาพที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียเป็นภาพของนายองอาจ ธรรมนิทา กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้านอาหารที่ต่างประเทศนั้น หลายท่านที่เห็นภาพแล้วมีความเห็นว่าภาพขององอาจเมื่อเทียบกับภาพล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ดูจะมีความแตกต่างกันเพราะในภาพที่ส่งต่อกัน องอาจดูผอมกว่าเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมมาก แต่ก็ไม่มั่นใจว่าเป็นภาพถ่ายปัจจุบันหรือไม่ ความจริงเรื่องนี้ ผู้ที่จะตอบได้ชัดเจนที่สุด ก็คือผู้ที่นำภาพมาเผยแพร่เป็นครั้งแรกว่าได้ถ่ายหรือได้รับภาพมาเมื่อไหร่อย่างไรมากกว่า องอาจไม่เคยได้ติดต่อกับอาตมา และอาตมาก็ไม่ได้ติดต่อไปที่องอาจด้วยเช่นกันเพราะดูจากหลายวันที่ผ่านมา คิดว่าเขาเองคงยังไม่อยากจะติดต่อกับใครๆ
2. ส่วนประเด็นที่คุณมโนออกมาให้ข้อมูลผ่านสื่อหลายสำนักหลายครั้ง โดยพยายามเชื่อมโยงเรื่องหลวงพ่อธัมมชโย และข่าวการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ภายในวัดนั้น ทางวัดไม่ได้มีความเห็นใดใดเป็นพิเศษและเชื่อว่าสังคมเมื่อได้รับฟังข้อมูลแล้ว น่าจะแยกแยะและตัดสินได้ ซึ่งทางวัดเองก็ไม่มีการเคลื่อนย้ายอะไร เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ มีแต่ญาติโยมมาสวดมนต์ข้ามปีกันตลอดทั้งสัปดาห์ และช่วงนี้ก็อยู่ระหว่างการเตรียมจัดงานวันเด็กแห่งชาติที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม และสวดมนต์บูชาธรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 108 ปี คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง ผู้สร้างวัดพระธรรมกาย ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม ส่วนในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ก็จะมีการจัดงานวันมาฆบูชาและฉลอง 47 ปีที่ได้สร้างวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้จัดมาเป็นประจำทุกปีอีกด้วย
3. ประเด็นความคืบหน้าเรื่องของคดีความขณะนี้ทางวัดพระธรรมกายได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดี จัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ และได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายคัดทนายความผู้มีความชำนาญในคดีแผนกนั้นๆเข้ามาทำงาน เชื่อว่าจะมีความคืบหน้าออกมาเป็นระยะ
และภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ม.44 กับทางวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมตัวพระธัมมชโย โดยที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอสนธิกำลังทหาร ตำรวจ ปูพรมค้นวัดพระธรรมกายนานกว่า 5 ชั่วโมง เป้าหมาย 19 จุดใน 3 โซน โดย เป้าหมายสำคัญที่เข้าไปตรวจค้นอยู่ที่อาคารดาวดึงส์ ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นที่พักพระธัมมชโย ที่เคยรักษาอาการอาพาธ แต่กลับไร้เงาพระธัมมชโย เหลือแค่เตียงคนไข้ แว่นตา และอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์บางส่วน รวมทั้งข้อความที่เขียนไว้ “ใจไม่สงบ อยู่จักรวาลไหนมันก็ไม่สงบ”
ต่อมามีการแพร่ภาพการเข้าตรวจค้น โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถึงสภาพภายในห้องที่ปรากฏว่าเตียงคนไข้ที่เคยมีภาพเผยแพร่ว่า พระธัมมชโย นอนพักรักษาตัว แต่เมื่อวานนี้ มีเพียงหมอนที่วางเรียงกัน และมีผ้าคลุมปกปิดไว้
พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ยอมรับว่า ภาพห้องรักษาอาการอาพาธของพระธัมมชโยที่เผยแพร่ผ่านสื่อ อยู่ที่อาคารดาวดึงส์ ฝั่งพื้นที่ 196 ไร่ เป็นห้องที่พระธัมมชโย เคยรักษาอาการอาพาธจริง
ส่วนที่มีหมอนและผ้าห่มคลุมไว้ พระสนิทวงศ์ชี้แจงว่า ไม่ใช่การจัดฉากถ่ายภาพ พร้อมยังยืนว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดธรรมกาย แต่อ้างว่า พระลูกวัดอาจจะนำมาวางไว้ เพื่อคลุมกันฝุ่นเท่านั้น
นอกจากนี้ พระสนิทวงศ์ ยังบอกอีกว่าการที่ไม่พบตัวพระธัมมยโย และไม่ขอแสดงความเห็นเพราะส่วนตัวไม่พบพระธัมมชโยมานานแล้ว
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเครื่องไฮเปอร์แบริก ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ที่ทำให้ ผิวใสเปร่งปรั่ง ผุดผ่อง และพระสนิทวงศ์ ขอยืนยันว่าเครื่องดังกล่าวเป็นเครื่องผลิตออกซิเจน เพื่อทำการหมุนเวียนโลหิต โดยลูกศิษย์ได้นำมาถวาย เพราะเป็นห่วงสุขภาพ แต่ไม่ใช่เครื่องทำเบบี้เฟซ ตามที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล นอกจากนี้พระสนิทวงศ์ ยังระบุว่า การที่ดีเอสไอเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย และไม่พบตัวพระธัมมชโย นั้น อาตมาไม่ทราบ เพราะไม่ได้มีหน้าที่ดูแลพระธัมมชโย แต่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์สื่อสารองค์กรภายในวัด จึงไม่สามารถตอบได้ว่า พระธัมมชโย อยู่ในวัดหรือไม่ และส่วนตัวก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อมา 8-9 เดือนแล้วตามที่เคยให้ข่าวไป
ทั้งนี้จึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาล คสช. ยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้ วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้ามาปฏิบัติธรรมได้ รวมถึงพระสงฆ์ ที่จะสอบบาลี และสามเณร ที่ต้องสอบโอเน็ต ะได้มีความสะดวกในการเดินทางไปสอบ นอกจากนี้ คำสั่งคสช.ตามมาตรา 44 ยังส่งผลกระทบหมู่บ้านโดยรอบวัดพระธรรมกาย กว่า 10 หมู่บ้าน
อย่างไรก็ตามในเพจของ Tavatchai Kanchanarin ซึ่งเป็นแพทย์ที่เริ่มต้นออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องไฮเปอร์แบริก ได้โพสต์ยืนยันว่าคุณสมบัติของเครื่องดังกล่าวมีส่วนในการช่วยเรื่องการชะลอวัยได้จริงๆ
ต่อมาพระสนิทวงศ์ ถูกตรวจสอบพบว่าเป็นผู้โพสต์เบอร์โทรศัพท์มือถือของนายสุวพันธ์ ลงเฟสบุ๊คทำให้มีคนโทรมาหายามวิการ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ตนและครอบครัวอย่างมาก พระสนิทวงศ์ที่จำนนต่อหลักฐานได้ออกมาชี้แจงว่า
"กรณีมีข่าวว่า นายสุวพันธ์ ออกมาโอดครวญว่า มีผู้โทร.ไปต่อว่าในยามวิกาลนั้น ขอชี้แจงว่า ผู้เป็น รัฐมนตรีต้องฟังเสียงประชาชน และน่าจะขอบใจ ผู้โพสต์ข้อความเชิญชวน เพราะเป็นสื่อช่องทาง ให้ประชาชนเข้าถึงท่านได้ แต่ท่านกล้าพูดได้อย่างไรว่า "รบกวนยามวิกาล" เพราะการเป็นรัฐมนตรี ต้องพร้อมรับฟังปัญหาประชาชน 24 น. ไม่มียามวิกาล และ ท่านนอนหลับตาลงได้อย่างไร ในขณะที่พระสงฆ์สามเณรประชาชนของรัฐบาลท่าน ต้องตื่น 24น. เพื่อเฝ้าระวังการใช้กำลังจากทหารตำรวจของรัฐบาลท่าน ท่านในฐานะผู้บริหารประเทศ ท่านต้องรับผิดและรับชอบ ต้องฟังทั้งเสียงติ และเสียงชม เพื่อนำมาพัฒนางานของตนเอง ท่านต้องเคารพเสียงของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ
เพราะท่านเป็นรัฐมนตรี คือ มนตรีแห่งรัฐ ฉะนั้น อย่ารำคาญเสียงประชาชน ขอให้ฟังเสียงสงฆ์ทั้งแผ่นดิน ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ขอให้ท่านให้ฟังนักวิชาการพุทธ ท่านอื่นด้วย ทั้ง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เช่น รท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ, ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์, ศ.ดร.สมภาร พรมทา, อ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรสิริ ฯลฯ และขอให้ท่านฟังนักกฏหมายทั้งแผ่นดิน อาทิ สภาทนายความ หรือสมาพันธ์ทนายความ เป็นต้น"
และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ได้มีหนังสือเผยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติครั้งที่ 5/2560 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคที่ 1 โดยเรียกพระธัมมชโยพร้อมพระลูกวัด 14 รูปรายงาน โดยมีพระสนิทวงศ์เป็นหนึ่งในนั้น แต่ในวันถัดมา พระสนิทวงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยพระสนิทวงศ์ กล่าวว่า หลังจากที่มีข่าวว่า คสช.เรียกพระธัมมชโยพร้อมพระลูกวัด 14 รูปรายงานตัว อาตมายังไม่เห็นเอกสารที่เป็นเนื้อหาดังกล่าว แต่ได้เห็นเพียงข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียล และข่าวที่ออกไป
นอกจากนี้พระสนิทวงศ์ยังออกมาแถลงการณ์คำชี้แจงต่างๆของวัดพระธรรมกายอยู่เสมอ โดยใจความหลักๆอยู่ที่การเรียกร้องให้ยุติการใช้ม.44ต่อวัดพระธรรมกาย จนกระทั่งเมื่อวานนี้พ.ต.ตวรณัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนกรณีพระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ที่ไม่มารายงานตัวตามหมายเรียก ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ออกคำสั่งเรียกอีก ถ้าพบเจอที่ไหนสามารถเข้าจับกุมได้เลย
และในวันนี้ ในการแถลงคำชี้แจงกลับไร้เงาของพระสนิทวงศ์โดยได้ส่ง พระมหาทศพร ปุญญังกุโร เจ้าหน้าที่วัดพระธรรมกายฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้มาแถลงคำชี้แจงแทน โดยพระมหาทศพร ปุญญังกุโร ให้เหตุผลว่าตนก็ไม่ทราบว่าพระสนิทวงศ์ไปไหน เพียงได้รับมอบหมายจากกรรมการวัดให้มาแถลงแทนเท่านั้น
อ้างอิงข้อมูลจาก เฟสบุ๊ค Phra Sanitwong Charoenrattawong
....สินีนุช ทีนิวส์.....
