- 14 มี.ค. 2560
"สุเทพ"ขึ้นศาล!!! เบิกความฟ้อง"ธาริต"แถลงข่าว หมิ่นสร้างโรงพัก ชูปฎิรูปประเทศ 5 ด้าน เชื่อมั่นบิ๊กตู่ ทำสำเร็จ (รายละเอียด)
เมื่อเวลา 9.30 น.วันที่ 14 มีนาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1940/2556ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. และอดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กับพวก ซึ่งเป็นสื่อมวลชน เป็นจำเลยที่ 1-5 จากกรณีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคม2556 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ จำเลยที่ 1 ได้แถลงข่าวกล่าวหาโจทก์ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นว่าทำเรื่องของเปลี่ยนแปลงโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนจำนวน 396 โรงพัก จากรายภาครวมเป็นรายเดียวซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นข้อความเท็จทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 ให้ยกฟ้องก่อนชั้นพิจารณาคดี แต่ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ให้ศาลชั้นต้นประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่จะต้องมีการพิสูจน์พยานหลักฐานกันต่อไป
ในวันนี้นายสุเทพเดินทางมาศาลพร้อม นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความ
โดยก่อนการเข้าสืบพยาน นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่ กปปส.จะเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นต่อคณะอนุกรรมการรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในวันที่ 17 มีนาคม นี้ ว่า จะเสนอสิ่งที่มวลมหาประชาชนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 5 ด้าน คือ
1.การปฏิรูปการเมือง เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชน ไม่ใช่การเมืองของนักการเมืองและนายทุน
2.การทำให้กระบวนการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ไม่มีการทุจริตเลือกตั้งซื้อสิทธิ์ขายเสียงโดยเด็ดขาด เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยังทำหน้าที่ได้ไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพ ต้องปรับปรุงจัดการใหม่
3.การปฏิรูประบบราชการ ตั้งแต่ค่านิยมไปจนถึงการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นให้จังหวัดเป็นนิติบุคคล มีอำนาจที่จะทำยุทธศาสตร์แผนพัฒนาจังหวัด การใช้งบประมาณของตัวเองได้ เสนอให้นายกฯ แต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดจากบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นพิเศษ และให้สภาจังหวัดเป็นผู้เห็นชอบ เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดตอบสนองนโยบายรัฐบาลและความต้องการของประชาชน
4.การปฏิรูปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องแก้เรื่องการศึกษา รื้อกระทรวงศึกษาธิการทำกันใหม่ จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพประชาชน ต้องสอนให้รู้จริงทำได้จริง ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาให้เรียนฟรีและมีคุณภาพ การศึกษาทุกระดับตั้งแต่ชั้นประถมต้องรู้เรื่องการปกครอง หลักนิติรัฐนิติธรรม หน้าที่พลเมือง และธรรมะ ทั้งนี้ ยังต้องมีการส่งเสริมอาชีพ ทำสำมะโนประชากรให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมกำหนดเส้นมาตรฐานของความพอเพียง ให้ประชาชนมีชีวิตพอเพียงให้ได้ ใครรายได้ต่ำกว่าเส้นพอเพียงรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล รวมถึงให้จัดตั้งชุมชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และ
5.การปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจัดองค์กรแบบทหารไม่ได้ เพราะมีหน้าที่รักษากฎหมายต้องอยู่ใกล้ชิดประชาชน กระจายอำนาจรวมศูนย์ไปยังแต่ละจังหวัดให้ตั้งเป็นกองบัญชาการตำรวจจังหวัดขึ้น ไม่มีการโยกย้ายแต่งตั้งข้ามจังหวัด ทำให้ไม่เกิดการวิ่งเต้นและรู้จักพื้นที่คนในจังหวัดเป็นอย่างดี รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้สอบสวนบันทึกเข้าระบบดิจิตอลเพื่อความรวดเร็ว
“ทั้งหมดนี้ถ้าเราทำได้หมดปรองดองไปเองครับ ทุกอย่างมันเนรมิตไม่ได้วันนี้พรุ่งนี้ ต้องใช้เวลา แต่ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เขามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานให้กับประเทศไทย ให้กับประชาชนคนไทย ถ้าในเวลาที่เขายังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ผมเชื่อว่าเขาทำสำเร็จ” นายสุเทพ กล่าว และระบุว่าจะนำแกนนำ กปปส. ทั้งหมดเท่าที่มาได้เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นในวันที่ 17 มีนาคม ด้วย
โดยในวันนี้ นายสุเทพขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากแรกเบิกความสรุปว่า การที่ นาย ธาริต แถลงต่อสื่อมวลชนเป็นการใส่ร้ายให้เสียหายต่อตนเองและพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหวังผลทางการเมือง ช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น เพื่อทำให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้เปรียบ ซึ่งในวันดังกล่าวนายธาริตได้นำ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ ร่วมการแถลงข่าวพร้อมใส่เสื้อที่มีหมายเลขหาเสียงด้วย สิ่งที่นายธาริต บิดเบือนคือ 1.พูดให้เข้าใจว่ารัฐบาลชุดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีมติให้จัดซื้อจัดจ้างกรณีการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนด้วยการกระจายเป็นรายภาค ซึ่งนายธาริตได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีดีเอสไอในปี 2552 สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่รัฐบาลนายสมชายพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ที่นาย ธาริตกล่าวถึงจึงไม่ใช่มติคณะรัฐมนตรีชุดรัฐบาลนายสมชาย และ 2.มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ได้เห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอเรื่องการสร้างโรงพักดังกล่าว และไม่มีข้อความใดที่ระบุว่าตนอนุมัติยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างรายภาคตามที่นายธาริต กล่าวอ้าง
ภายหลังนายสุเทพ เบิกความเสร็จในช่วงเช้า ศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ปากต่อไปในวันที่ 15 มีนาคม 60
นายสวัสดิ์ กล่าวภายหลังว่าในเป็นเพียงการสืบพยานโจทก์ปากแรก และอาทิตย์นี้ศาลกำหนดให้มีการสืบพยานโจทก์ต่อเนื่อง และหากมีการสืบพยานปากนายสุเทพเสร็จก็จะมีการนำพยานโจทก์อีกหลายปากเข้าสืบต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากคดีนี้แล้วนายสุเทพมีการฟ้องนายธาริตกรณีแถลงข่าวหมิ่นประมาทเรื่องการจัดสร้างโรงพักทั้งหมด2 สำนวน จากกรณีที่ นายธาริตให้สัมภาษณ์หลายครั้ง โดยสำนวนแรกคดีหมายเลขดำ ที่ อ.495/2556 นั้นศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2559
----------------------------------------
ภัทราพร วโรภาสพิมาน สำนักข่าวทีนิวส์
