ประชาชนเอาไง !?!? มหากาพย์ เลิก “กำนัน – ผู้ใหญ่ฯ” เกษียณ 60 ปี ยื้อๆยุดๆ ไม่หยุดสักที

วาระการดำรงตำแหน่งของบรรดากำนันผู้ใหญ่บ้าน กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.ด้านกา

วาระการดำรงตำแหน่งของบรรดากำนันผู้ใหญ่บ้าน กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.ด้านการเมือง นำข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองส่วนท้องที่ พ.ศ.2457 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยให้ลดวาระจากดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปี เป็นวาระละ 5 ปี ค่อยจัดเลือกตั้งใหม่

ร้อนถึงสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมฯ ได้นำตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน บุกถึงรัฐสภา เพื่อขอฟังการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวของ สปท. นั่นเป็นเพราะบรรดากำนันผู้ใหญ่ฯ ไม่เห็นด้วยกับการถูกลดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยให้เหตุว่าการเลือกตั้งภายในหมู่บ้านตำบลทุกๆ 5 ปีนั้น สร้างความขัดแย้งแก่ชุมชน อีกทั้งจะมีปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างมหาศาล และในวันเดียวกันเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่ฯทั่วประเทศก็ออกมาแสดงพลังต่อต้าน

ย้อนกลับไปดูวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้านที่ผ่านมา ในอดีตนั้นกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่มีวาระการทำงานอย่างชัดเจน กระทั่งปี 2489 ได้กำหนดให้มีอายุไม่เกิน 60 ปี จากนั้นปี 2535 กำหนดชัดขึ้นโดยให้อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี ต่อมาปี 2551 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปีเช่นเคย ระหว่างนั้นให้มีการประเมินในทุก 5 ปี

                                หลังหมดยุค พล.อ.สุรยุทธ์ ได้มีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงการเลือกตั้งกลับไปยังหมู่บ้านตำบลคราวละ 5 ปีอีกครั้ง อย่างเช่น รัฐบาลพรรคเพื่อไทย(พท.) เคยมีความพยายามแก้ไขให้วาระการทำงานของกำนันผู้ใหญ่บ้าน กลับไปเป็น 5 ปีเหมือนเคย ทว่าความพยายามนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อเกิดม็อบกำนันผู้ใหญ่บ้านครั้งใหญ่ขึ้น

                                ครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านจากทั่วประเทศกว่าหมื่นคน รวมตัวชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงทรงม้า กดดันรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  เรียกร้องให้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น มายืนยันต่อหน้ากลุ่มผู้ชุมนุมบนเวทีด้วยตัวเอง ว่าจะไม่นำเสนอร่าง พ.ร.บ.กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ที่มีการปรับลดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ถ้าไม่มาทางผู้ชุมนุมก็จะปักหลักชุมนุมคัดค้านต่อไปจนถึงที่สุด

                                กระทั่ง นายจารุพงศ์ พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยฯ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก นายประชา ประสพดี และอีกหลานคน ได้เดินทางมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับปากกับผู้ชุมนุมว่าจะยังไม่นำร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ที่มีเรื่องการแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ สร้างความพอใจแก่ผู้ชุมชุมจนแยกย้ายกันกลับบ้าน

หลังการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีความพยายามแก้ไขวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่ฯมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2557 กำนันและผู้ใหญ่บ้านหลายจังหวัดได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ทบทวนร่างกฎหมาย ซึ่งมองว่ามีเป้าหมายยุบกำนันผู้ใหญ่ฯ

                จนเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้ยื่นหนังสือถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ขอเพิ่มบทบัญญัติให้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่า “รัฐต้องดำเนินการนโยบายการบริหารราการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ จัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้มีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่การพัฒนาประเทศและสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” นั่นเพราะเกรงว่า กรธ.จะยุบกำนันผู้ใหญ่บ้าน

                ทุกครั้งที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะลดวาระการดำรงตำแหน่ง เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่ฯจะอออกมารวมตัวแสดงพลังเสมอ ขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามแก้ไขกฎหมายเรื่องวาระของกำนันผู้ใหญ่บ้านอย่างต่อเนื่อง กระนั้น ก็ไม่มีครั้งใดเป็นที่ผลสำเร็จ เพราะแค่จะเริ่มต้น เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่ฯก็ออกมารวมตัวต่อต้านแล้ว

                                ข้อมูลเมื่อปี 2552 พบว่า ประเทศไทยมี 7,255 ตำบล 74,956 หมู่บ้าน แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่ฯนั้นใหญ่โตมโหฬาร คงไม่ต้องพูดถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะนักการเมื่อย่อมไม่กล้าท้าทายฐานเสียง

                                สุดท้ายเรื่องนี้คงสุดแท้แล้วแต่รัฐบาล และ คสช.ว่าจะเดินหน้าหรือยอมถอย

                                กระนั้นก็ตาม ประชาชนเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด ว่ามหากาพย์นี้ควรจะจบลงอย่างไร