- 14 เม.ย. 2560
“มาร์ค”ยุสนช.แก้พ.ร.บ.พรรคการเมืองอีกรอบ โอดหลักการดีแต่ปฏิบัติจริงยาก หวั่นทำยอดสมาชิกหดเพราะต้องเก็บเงินค่าบำรุงพรรค .....
เมื่อวันที่ 14 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปฏิทินการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่า ตนเห็นด้วยกับการที่กรธ.จะส่งร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาก่อน เนื่องจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และพรรคการเมืองต้องเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับการปรับเปลี่ยนตามกฎหมายใหม่ เพราะถ้าต้องปรับตัวช่วงเลือกตั้ง ก็จะสร้างความสับสนวุ่นวายได้ ดังนั้น การที่นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. วางยุทธศาสตร์ว่าควรเร่งทำกฎหมาย 2 ฉบับนี้ก่อนจะทำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง จึงน่าจะสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติของร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองมีความสับสนค่อนข้างมาก อาทิ การให้สมาชิกเสียค่าบำรุงพรรค ซึ่งระหว่างนั้นจะตีความสถานะสมาชิก องค์ประกอบสาขาพรรคที่ประชุมใหญ่ และการเรียกจะประชุมสมาชิกครั้งแรกกันอย่างไร ตนเชื่อว่าหลังจากการขอความเห็นจากพรรคการเมืองแล้ว สนช.จะต้องปรับแก้ไขเนื้อหาของกฎหมายนี้มากพอสมควร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการที่กฎหมายจะกำหนดกรอบเวลาที่พรรคการเมืองต้องแก้ข้อบังคับให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่อยู่แล้ว ตนคาดว่าหลังจากประกาศใช้พ.ร.ป.พรรคการเมือง 3-4 เดือน พรรคต้องทำข้อบังคับให้เสร็จ แต่ยังติดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ห้ามพรรคการเมืองประชุม จะทำให้พรรคการเมืองทำตัวไม่ถูก ดังนั้น เมื่อกฎหมายพรรคการเมืองออกมาแล้ว ตนคิดว่าคสช.ต้องทบทวนและผ่อนคลายคำสั่ง ส่วนการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่มีปัญหา เพราะโครงสร้างพรรคให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากกว่าที่กฎหมายเขียน แต่ปัญหาใหญ่คือทำอย่างไรในการทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคจำนวนล้านคนถึงการจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคที่ถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งอาจทำให้ทุกพรรคมีจำนวนสมาชิกลดลง และต้องมีความชัดเจนเรื่องสิทธิของสมาชิกพรรคด้วย
“หลักคิดที่ให้สมาชิกจ่ายค่าบำรุงพรรคจะสร้างความเป็นเจ้าของนั้นเป็นหลักการที่ดี แต่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม ถ้ายังมีการกีดกันโดยสะท้อนผ่านกฎหมาย ก็สวนทางกัน ถ้าทำแบบอารยะประเทศได้จริง อาทิ การเป็นเจ้าของมีส่วนร่วม ไม่ถูกตัดสิทธิหรือถูกกลั่นแกล้งเพ่งเล็งโดยฝ่ายตรงข้าม ก็ไม่มีปัญหา แต่บางเรื่องก็แปลก อาทิ การเขียนบทลงโทษการซื้อขายตำแหน่ง เช่น การระบุว่าถ้าพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคซื้อขายทางการเมืองต้องมีโทษ ขอถามว่าถ้าคนที่ไม่เป็นสมาชิกไปกระทำอย่างนั้นจะไม่ถูกลงโทษใช่หรือไม่ ตอนนี้จึงไปเติมคำว่า ‘ผู้ใด’ เข้าไปแทน ซึ่งบทบัญญัตินี้ไม่ควรอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง แต่ควรอยู่ในกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตหรือการบริหารราชการแผ่นดน”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
