- 15 เม.ย. 2560
ผมตัดสินใจวางมือทางการเมือง !?!? “กก.ปฏิรูป” หรือ “ส.ว.สรรหา” 2 ทางเลือกตัดสินอนาคตของ “อลงกรณ์ พลบุตร”
ในขณะที่นักการเมืองซึ่งเข้าไปร่วมปฏิรูปกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เตรียมตัวลาออก รอสู่ศึกการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 เป็นเวลาเดียวกับที่รองประธาน สปท. ผู้คร่ำหวอดในวงการการเมืองมาเกือบ 30 ปี อย่าง “อลงกรณ์ พลบุตร” ออกโรง ประกาศจะขอยุติบทบาททางการเมือง และขอทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศในฐานะ สปท.จนไปถึงวาระสุดท้าย
หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ มีสมาชิก สปท.อย่างน้อย 20 คน เตรียมตัวลาออกเพื่อรอสมัครรับเลือกตั้ง เพราะขืนอยู่ต่อจนหมดวาระของ สปท. พวกเขาจะขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อคิดว่างานของ สปท.เป็นแค่เรื่องชั่วครั้งชั่วคราว และเพื่อให้สามารถลงเล่นการเมืองได้เหมือนเคย นักการเมืองใน สปท.จึงต้องชิงลาออกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะไม่อย่างนั้นจะถือว่าขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถเป็น ส.ส.ได้
วันนี้มี สปท.ที่ยืนยันจะลาออกแล้วหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น นายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา นายวิทยา แก้วภราดัย จากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นอกจากนี้ยังมี นายกษิต ภิรมย์ นายสมพงษ์ สระกวี นายดำรง พิเดช นายสุชน ชาลีเครือ นายชัย ชิดชอบ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ที่เตรียมลาออกในเวลาอันใกล้นี้
แต่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เป็นนักเมืองซึ่งอยู่ใน สปท.ในไม่กี่คน ที่กล้าปฏิเสธการเลือกตั้ง โดยบอกว่า “เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างอนาคตทางการเมืองกับอนาคตของประเทศ ผมจึงตัดสินใจวางมือทางการเมือง เพื่อทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจนถึงวาระสุดท้าย”
เขา กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมพูดเสมอว่า ต้องแยกการเมืองออกจากการปฏิรูป การปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศของเรา”
การที่นายอลงกรณ์ บอกว่าจะวางมือทางการเมือง ถือว่าได้ใจมิตรรักแฟนคลับที่ไม่ชอบนักการเมืองไปเต็มๆ กระนั้นก็ตาม การวางมือจากการเมืองของเขา หาใช่ว่าจะวางมือจากการปฏิรูปไม่ เมื่อบอกว่าจะปฏิรูปจนวาระสุดท้าย หากไม่ได้เบื่อการเมืองและต้องการพักผ่อนนอนอยู่บ้านจริงๆ เขาจึงมี 2 ทางเลือกในอนาคต
1.หลัง สปท.ถูกยุบ เมื่อมี พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ 120 วันหรือ 6 เดือน เขายังมีโอกาสเข้าไปนั่งในกรรมการปฏิรูป ด้านต่างๆ 11 ด้าน ตามบทบัญญัติของกฎหมาย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อมวลชน 10.ด้านสังคม 11.ด้านอื่นๆตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)กำหนด
กรรมการปฏิรูปแต่ละด้านจะประกอบด้วย ประธาน 1 คน กรรมการ ไม่เกิน 14 คน ซึ่ง ครม.จะแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ คณะกรรมการปฏิรูปนี้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี หากนายอลงกรณ์ เข้าไปเป็นกรรมการปฏิรูป เขามีโอกาสได้นั่งในชุดปฏิรูปด้านการเมือง เพราะอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน รู้ถึงปัญหาของการเมืองไทยเป็นอย่างดี
นอกจากด้านการเมืองแล้ว อีกตัวเลือกของเขาคือ ด้านสื่อมวลชน เพราะก่อนหน้าลงเล่นการเมือง เขาเคยทำงานเป็นสื่อมวลชนเนินนานหลายปี มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสหภาพแรงงานนักหนังสือพิมพ์ ซึ่งตัวเลือกนี้ก็ไม่เลวร้ายสำหรับเขา
2. ส.ว.สรรหา แม้จะขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส.แต่การที่นายอลงกรณ์ ไม่ลาออกจากการเป็น สปท.นั้น ไม่มีผลต่อคุณสมบัติของ ส.ว.สรรหา 250 คน ที่จะถูกแต่งตั้งขึ้นโดย คสช. ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป และหากมีโอกาสได้รับเลือกเข้าเป็น ส.ว.สรรหา เขาจะอยู่ทำหน้าที่นี้นานถึง 5 ปี
อนาคตของ “นายอลงกรณ์ พลบุตร” จะเป็นไปตาม 2 ทางเลือกนี้ก็ต่อเมื่อเขาได้รับความไว้วางใจจาก คสช. แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวด้วย ว่าจะอยากอยู่ต่อหรือต้องการวางมือจากการเมืองจริงๆ
