- 23 เม.ย. 2560
"บิ๊กโด่ง" ประเมินผลงาน6 เดือน "คปต.ส่วนหน้าแก้ปัญหาใต้ รายงาน"บิ๊กป้อม-บิ๊กตู่" ให้คะแนน"ด้านความมั่นคง" แค่ระดับกลาง
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะ หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลฯ ได้สรุปผลการทำงาน 6 เดือน ของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะ ประธาน คปต. แล้วเมื่อ 7 เม.ย. 2560
โดย พลเอกประวิตร ได้เน้นย้ำให้ผู้แทนพิเศษของรัฐบาลร่วมแก้ไขปัญหาการก่อเหตุรุนแรงโดยมุ่งมาตรการป้องกันเป็นหลัก และร่วมขับเคลื่อนงานการพัฒนาให้บรรลุผลสัมฤทธิ์
จากนั้น พลเอกอุดมเดช ได้รายงานให้ ครม.ทราบ เมื่อ 18 เม.ย.2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานต่างที่เกี่ยวข้อง ร่วมบูรณาการกันในการแก้ไขปัญหา และขับเคลื่อนงานตาม Roadmap รวมทั้งให้มีการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่หัวหน้า คสช. มีคำสั่งเรื่องการปรับปรุงการบริหาร เพื่อแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกำหนดให้ ผู้แทนพิเศษของรัฐบาล มีหน้าที่ ประสานงาน เชื่อมโยงงาน ให้เกิดการบูรณาการ และปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น
คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ได้ร่วมขับเคลื่อนงานตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายที่ 3 การป้องกันและแก้ไขการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน และ Road Map ของผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ซึ่งในห้วง 6 เดือนที่ผ่านมา
มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนงาน
ด้านความมั่นคง ที่ มุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัย เสริมกลไกทางกฎหมาย และสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการพูดคุยสันติสุข โดยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของประชาชน
ด้วยการเสริมสร้างชุดคุ้มครองตำบล จำนวน 60ตำบล และการนำกำลังภาคประชาชนร่วมรักษาความปลอดภัย เฉลี่ยวันละ 35,000 คน โดยฝึกทบทวนห้วงละ 7วัน รวมทั้งการฝึกร่วมเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่ ผู้บังคับกองร้อย ปลัดประจำตำบล ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ และตำรวจอำเภอ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ความเป็นเอกภาพ ในการแก้ไขปัญหา
และเสนอแก้ไขมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง
รวมทั้งจัด “ชุดพนักงานสอบสวนคดีความมั่นคง” ตั้งแต่ระดับสารวัตร ถึงผู้กำกับการ จำนวน 9 ชุด ชุดละ 5 นาย เสริมการปฏิบัติงานใน 4 จังหวัด และจัดตั้งกองกำกับการเก็บกู้วัตถุระเบิด ให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
นอกจากนั้นยังสร้างความเข้าใจกับธนาคารโลกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนงบประมาณให้รัฐบาลในกระบวนการสร้างสันติสุข
นอกจากนี้ ยังมี ปลัดประจำตำบล ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ และตำรวจอำเภอ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ความเป็นเอกภาพ ในการแก้ไขปัญหา "รวมทั้งร่วมแก้ปัญหายาเสพติดผ่านโครงการประชารัฐญาลันนันบารู ซึ่งดำเนินการใน 472 หมู่บ้าน 96ตำบล ต่อเป้าหมายทุกหมู่บ้านใน200 ตำบล มีสมาชิกแล้ว 35,367ครัวเรือน
ค้นพบกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้เคยค้า เคยเสพ และกลุ่มเสี่ยง รวม3,875คน มีการปฏิบัติด้วยการเยี่ยมเยียน ชวนให้เลิกเสพ นำเข้าบำบัด และติดตามผล รวมทั้งสิ้น2,361 คน "
ด้านการพัฒนา---เน้นวางรากฐานการศึกษา จัดระบบแก้ไขปัญหา และเพิ่มมูลค่าการลงทุน โดยร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาแบบบูรณาการเพื่อรองรับการพัฒนาเมืองต้นแบบ
และแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 20 ปี เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม ยกระดับการเรียนภาษาไทย และการรับรองวุฒิการศึกษาของผู้เรียนจากสถานศึกษาอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ
มีการจัดตั้งและขับเคลื่อน “ศูนย์ประสานการบริการและการลงทุนจังหวัดชายแดนภาคใต้” (One - Stop - Service) เพื่อบูรณาการงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการให้เข้าถึงบริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan
รวมทั้งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินรอบอุทยานแห่งชาติ บูโด-สุไหงปาดี ซึ่งปัจจุบันออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรรวม7,824 แปลง และคาดว่าภายในเดือนกันยายน จะสามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรทุกรายจำนวน 15,750 แปลง
และสนับสนุนอาชีพการประมง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการประมงในพื้นที่รอบอ่าวปัตตานี พัฒนาและฟื้นฟูสภาพอ่าวปัตตานี โดยประสานงานกับกรมเจ้าท่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน ร่วมศึกษา และจัดทำโครงการขุดลอก พัฒนา และอนุรักษ์อ่าวปัตตานี ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืน
ด้านการสร้างความเข้าใจ---จากหลักคิด “ความเห็นต่างคือโอกาสสร้างความเข้าใจ” จึงร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม แก้ไขสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน โดยประสานการถอนฟ้อง 3 นักสิทธิมนุษยชน ส่งผลดีต่อการชี้แจงในเวที ICCPR เกิดความเข้าใจในหน่วยงานของรัฐ นำไปสู่ความร่วมมือป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนั้น ได้ร่วมต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะผู้แทนจาก OIC และผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุดทางศาสนาอิสลามจากอียิปต์ ในโอกาสเดินทางเยี่ยมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
การประเมินผล ---การประเมินผลตาม Road Map ในรอบ 6 เดือน สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการพัฒนา และด้านการสร้างความเข้าใจ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก
โดยด้านความมั่นคงอยู่ในระดับปานกลาง และเห็นว่าควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อให้เกิดจิตสำนึกรักและห่วงแหนผืนแผ่นดิน
ด้านการพัฒนาอยู่ในระดับมาก และเห็นควรเร่งรัดโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมกับวางแผนการศึกษาให้กับบุคลากรในสายอาชีพ เพื่อรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่วนด้านการสร้างความเข้าใจอยู่ในระดับมากเช่นกัน และควรสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจในระดับท้องถิ่นให้มากทุกพื้นที่ รวมทั้งสร้างเครือข่ายสู่ภูมิภาค ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ภายนอกประเทศ
สำหรับการประเมินการรับรู้ของประชาชนต่อแผนบูรณาการการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมาก ภาคประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้นำศาสนา อยู่ในระดับมาก ส่วนภาคประชาสังคมอยู่ในระดับปานกลาง
พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร หัวหน้าผู้แทนพิเศษของรัฐบาล กล่าวว่า การดำเนินการในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากส่วนราชการ ส่วนในห้วง 6 เดือนต่อไป จะขับเคลื่อนตาม Road Map ที่ได้รับอนุมัติจาก พลเอกประวิตร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) และ พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนต่อไป
