- 12 พ.ค. 2560
คนไทยควรรู้ !“คณะราษฎร์” เว้นวรรค “วันพืชมงคล” กว่า 20 ปี
นอกเหนือ ข่าวสาร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และข้อมูลประวัติความเป็นมาของวันพืชมงคลแล้วข้อมูลประวัติศาสตร์ ที่ระบุว่า การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทำเต็มรูปบูรพประเพณี ครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ แล้วก็ว่างเว้นไปจนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟู พระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่ และดำเนินการสืบเนื่องจวบจนถึงปัจจุบันนั้น ประวัติศาสตร์ของพระราชพิธีดังกล่าวที่ขาดช่วงไปนี้ มีตัวละครสำคัญก็คือ “คณะราษฎร์”
ข้อมูลในเว็ปไซด์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายความมุ่งหมายของ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยอ้างอิง พระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ซึ่งพระราชทาน ว่า
"การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมนิยมมีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีนสี่พันปีล่วงมาแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงตัวไหม ส่วนจดหมายเรื่องราวอันใดในประเทศสยามที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้ก็มีอยู่เสมอเป็นนิจไม่มีเวลาว่างเว้น ด้วยการซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่น และความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซึ่งมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่างเหมือนอย่างชาวนาทั้งปวงลงมือไถนาของตนตามปกติก็ด้วยความหวาดหวั่นต่ออันตราย คือ น้ำฝนน้ำท่า มากไปน้อยไปด้วงเพลี้ยและสัตว์ต่างๆ จะบังเกิดเป็นอันตรายไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิและมีความปรารถนาที่จะให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิเป็นกำลังจึงต้องหาทางที่จะแก้ไขและทางที่จะอุดหนุนและที่จะเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าจะได้เป็นที่มั่นอกมั่นใจโดยอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้งบ้าง ทำการซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์บ้างให้เป็นการช่วยแรงและเป็นที่มั่นใจตามความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งคิดไม่มีที่สิ้นสุด”
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร์ ข้อมูลประวัติศาสตร์ได้บันทึกความพยายามเปลี่ยนแปลงและลดความสำคัญของพระราชพิธีต่างๆหลายๆเรื่อง และ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
บทความ “ให้ชาวนาเป็นผู้แรกนา: ข้อเสนอปรับเปลี่ยนพิธีแรกนาขวัญในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรยุคต้น” ของ “ปราการ กลิ่นฟุ้ง” ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความพยายามเปลี่ยนแปลงพระราชพิธีแรกนาขวัญให้มีความสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองของผู้นำไทยรุ่น 2475 ยุคที่พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า
“กลางเดือนมีนาคม 2476 ตามปฏิทินเก่า เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าพระราชพิธีแรกนาขวัญประจำปี 2477 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 และ 18 เมษายน จะให้ผู้ใดเป็นประธานในพิธี และจะจัด ณ สถานที่ใด[1] ก่อนจะนำเรื่องเข้าที่ประชุม มีบันทึกของเจ้าหน้าที่เสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความเห็นของคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้
เรื่องพระราชพิธีแรกนาขวัญนี้ เมื่อครั้งปรึกษาเรื่องพิธีตรียัมปาวายโล้ชิงช้า พ.ศ.2476 คณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรเลิกพิธีโล้ชิงช้าเสีย เพราะเป็นของพ้นสมัย ถ้าจะจัดทำก็ควรให้เป็นหน้าที่เทศบาลจัดทำ และถ้าจะเลิกพิธีโล้ชิงช้าก็ควรเลิกพระราชพิธีแรกนาขวัญเสียด้วย เพราะเป็นพิธีที่เกี่ยวกับการทำนาด้วยกัน แต่เห็นว่ามีข้อที่ควรระลึกว่า พิธีนี้เป็นพิธีเก่าและเกี่ยวกับการทำนา ถ้าเลิกเสียแล้วข้าวเกิดไม่ได้ผลดีในปีนั้น ราษฎรจะครหารัฐบาลได้ จึ่งได้รอเรื่องนี้ไว้ว่าจะพิจารณาในเมื่อถึงเวลาพิจารณาพระราชพิธีแรกนาขวัญ พ.ศ. 2477”
นี่คือร่องรอยความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มก่อขึ้น โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตอนนั้นมีความเห็นให้มีพระราชพิธีนี้ต่อไปอีก 1 ปี ส่วนปีต่อๆ ไปจะให้เทศบาลรับผิดชอบ
บทความของปราการ ระบุต่อไปว่า “ในปี 2477 รัฐบาลมีท่าทีจริงจังกับการปรับเปลี่ยนพระราชพิธีแรกนาขวัญมากขึ้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ตกลงให้มีการจัดพิธีขึ้นในทุกจังหวัดแทนการจัดเฉพาะในพระนครเช่นเดิม ที่สำคัญคือ มีการตกลงให้เปลี่ยนแปลงใจกลางของพระราชพิธี
ปรึกษาเรื่องงานพระราชพิธีแรกนาขวัญ
ที่ประชุมตกลงว่า งานพระราชพิธีแรกนาขวัญสำหรับปีต่อๆ ไป ควรให้ทุกๆ จังหวัดทำการแรกนา ผู้ที่จะทำการแรกนาให้เลือกเอาชาวนาผู้ที่ทำนาตามหลักวิทยาศาสตร์ที่กรมเกษตร์วางไว้ในการกสิกรรม และในการนี้ควรมีรางวัลให้แก่ผู้ที่ทำการแรกนาด้วย โดยตั้งเงินรางวัลไว้ในงบประมาณ ให้กระทรวงเศรษฐการรับเรื่องไปดำริต่อไป
ประมาณสองเดือนหลังจากได้รับมอบหมาย พระยาศรยุทธเสนีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ได้จัดทำบันทึก “รูปพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่จะทำทุกจังหวัด” เสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในบันทึกดังกล่าว ความแตกต่างสำคัญจากพระราชพิธีสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็คือ การกำหนดให้มีการจัดพิธีแรกนาขวัญขึ้นในทุกจังหวัด ให้ชาวนาเจ้าของข้าวที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดของจังหวัดนั้นเป็นผู้แรกนา และ “ควรเชิญภรรยาหรือญาติของผู้แรกนา” เป็นนางเทพี
ในด้านพิธีกรรม บันทึกของกระทรวงเศรษฐการเสนอให้มีพิธี 2 วัน วันแรกมีการสวดมนต์แบบพุทธ การอ่านประกาศเทวดา และการเจิมผู้แรกนาโดยข้าหลวงประจำจังหวัด วันที่ 2 เป็นการแห่และพิธีแรกนา อย่างไรก็ตาม ควบคู่ไปกับการเสนอให้ปรับเปลี่ยนพระราชพิธี บันทึกได้เสนอให้มีการจัดประกวดและแสดงผลผลิตทางการเกษตร การหัตถกรรม และพาณิชยกรรม และเห็นได้ชัดว่าบันทึกให้ความสำคัญกับการจัดประกวดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเสนอให้จัดเป็นงานใหญ่ประจำปีของจังหวัดเป็นเวลา 3 วัน ให้ตัดสินการประกวดในวันแรกเพื่อคัดเลือกผู้ชนะมาเป็นผู้แรกนา บันทึกได้เสนอขั้นตอนการประกวดอย่างละเอียด ทั้งเกณฑ์การตัดสิน งบประมาณ คณะกรรมการตัดสิน รวมทั้งประวัติข้าวพันธุ์ที่สนับสนุนให้ชาวนานำเข้าประกวด
เมื่อคณะรัฐมนตรีนำบันทึกข้อเสนอของกระทรวงเศรษฐการเข้าพิจารณา ได้ส่งต่อไปให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงวังพิจารณาให้ความเห็น (เพราะกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับการสั่งการจังหวัด และกระทรวงวังเกี่ยวข้องกับพระราชพิธี) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ในงานพระราชพิธีนี้ควรให้ผู้แทนราษฎรเข้าร่วมด้วย”
ทางกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการ เสนอความเห็นกลับมาในอีกเกือบ 2 สัปดาห์ถัดมา
กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแล้ว ขอเสนอความเห็นดั่งนี้ คือ
๑. การที่จะจัดให้มีงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีต่อๆ ไปทุกจังหวัดนั้น ดีมาก
๒. ผู้กระทำการแรกนาขวัญ ควรจะเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดนั้น
๓. กำหนดเวลาจำเป็นต้องเลื่อนให้เหมาะกับพื้นภูมิประเทศและเมื่อผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้แรกนาขวัญแล้ว ก็ควรจะมอบให้ไปกระทำการปรึกษาหารือพร้อมกับคณะกรรมการจังหวัด พิจารณาดูว่าจะสมควรกำหนดวันเดือนปีใด
๔. สถานที่แรกนานั้น เมื่อผู้แทนราษฎรเป็นผู้แรกนาแล้ว ก็จะได้ปรึกษาหารือถึงสถานที่แรกนาต่อไปด้วย
๕. การที่ดำริจะให้รางวัลแก่ผู้ที่นำเข้ามาประกวด และได้รับรางวัลเลิศของจังหวัดนั้น เป็นการสมควรอย่างยิ่ง
ขณะที่การดำเนินงานของกระทรวงวัง เมื่อได้รับหมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาข้อเสนอของกระทรวงเศรษฐการบทความของปราการ ระบุ ว่า เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง ได้นำเรื่องขึ้นกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และได้ทำหนังสือแจ้งพระดำริมาถึงนายกรัฐมนตรี ความว่า
วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๗
เรื่อง งานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง เรียน นายกรัฐมนตรี
หนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ ว.๙๓๖๖/๒๔๗๗ ลงวันที่ ๒๔ มกราคมปีนี้ ได้รับทราบแล้ว เรื่องนี้เนื่องด้วยอยู่ในแบบแผนประเพณีเดิม ข้าพเจ้าจึ่งได้นำความกราบทูล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อขอประทานพระดำริ ก็โปรดประทานพระดำริอันเป็นหลักของพิธีนี้มาว่า
จะให้ความเห็นในชั้นนี้ได้แต่เพียงรูปการ คือว่าการพระราชพิธีจรดพระนังคัลนั้น หมายความว่าองค์พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหษีเสด็จลงทำนาในต้นฤดูฝน ชักนำราษฎร์ให้ช่วยกันทำกิน ประเพณีอันนี้มีมาช้านานเมื่อนับพระเจ้าแผ่นดินเป็นแต่เพียงพ่อเมืองก็เป็นการกลมเกลียวดี แต่เมื่อมานับพระเจ้าแผ่นดินมีฐานะสูงใหญ่ขึ้น การที่จะเสด็จลงแรกนาด้วยพระองค์เองกับพระมเหสีนั้นก็เป็นการเกินสมควรไป จึ่งได้เปลี่ยนธรรมเนียมเป็นโปรดตั้งผู้แทนพระองค์และแทนพระมเหษีให้ไปทำการแรกนา
ความคิดกระทรวงเศรษฐการก็คือจะประกวดพันธุ์เข้า [ข้าว] ให้รางวัลหาใช่คิดการแรกนาไม่ แต่อยากให้เป็นพิธีรีตองขึ้น จึงคิดเอาพิงเข้ากับพิธีแรกนา แต่ข้า [พ] เจ้าเห็นว่าขวางอยู่ ถ้าหากจะทำอาจทำได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดั่งจะว่าต่อไปนี้
๑. ถ้าจะทำพิธีแรกนา ควรมีคำสั่งตั้งข้าหลวงประจำจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ลงมือแรกนานำราษฎรทุกจังหวัดไป เช่นนั้นพอจะเข้าระบอบได้ ที่จะจัดให้ข้าหลวงประจำจังหวัดว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งชายชาวนาเป็นพระยาแรกนา ตั้งหญิงชาวนาเป็นนางเทพีนั้น เป็นการเท่ากับเล่นละครตลก
๒. เจตนาของกระทรวงเศรษฐการก็มีอยู่ที่จะตั้งการประกวดพืชน์ผลแสดงการกสิกรรม และจะแห่ผู้ชะนะการประกวดให้เป็นเกียรติยศ อาจแห่เลียบรอบจังหวัดได้โดยไม่ต้องอาศัยพิธีแรกนาเลย
๓. หรือจะทำทั้งสองประการเช่นกล่าวมาแล้วนั้นรวมกันก็ได้ คือข้าหลวงประจำจังหวัดทำการแรกนาและในพิธีแรกนานั้นจัดให้มีการประกวดพืชน์ผลแห่งการกสิกรแจกรางวัลประกอบเข้าด้วย
ส่วนข้ออื่นๆ นั้นไม่เป็นการสำคัญ[7] (สะกดตามต้นฉบับและขีดเส้นใต้ในที่นี้)
จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ความพยามยามปรับเปลี่ยนพระราชพิธีนี้ก็เกิดขึ้นอีกต่อเนื่อง
บทความ “ศาสตร์และไสยในพิธีแรกนาขวัญ: ข้อเสนอปรับเปลี่ยนในสมัยรัฐบาลคณะราษฎรยุคต้น”ของปราการระบุว่า
“เดือนมกราคม 2478 พระสารสาสน์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่ารัฐบาลไม่ควรยกเลิกพิธีแรกนาขวัญ แต่ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยให้ข้าหลวงทุกๆ จังหวัดจัดพิธีแรกนาขวัญเป็นกุศโลบายในการแจกจ่ายพันธุ์ข้าวที่รัฐบาลต้องการเผยแพร่แก่ชาวนา เพื่อให้ชาวนาหันมานิยมพันธุ์ข้าวของรัฐบาล เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าพิจารณา หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เสนอว่า
พิธีแรกนานั้นเห็นควรเลิก แต่ควรสนับสนุนการประกวดพันธุ์ข้าว เช่นเพิ่มเงินรางวัลให้มากขึ้นอีกไม่พบว่าคณะรัฐมนตรีมีการอภิปรายข้อเสนอของหลวงธำรงฯ อย่างไร เราทราบเพียงที่ประชุมตกลงว่า รัฐบาลมีนโยบายในการชักจูงให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวของรัฐบาลอยู่แล้ว “แต่ไม่ใช่โดยวิธีทำพิธีแรกนาขวัญ ให้ใช้วิธีประกวดพันธุ์ข้าว” ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้กระทรวงเกษตราธิการสับสน คิดว่ารัฐบาลได้ยกเลิกพระราชพิธีแรกนาขวัญไปแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะมีพระราชพิธีจึงไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการ อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีแรกนาขวัญประจำปี 2479 ก็ยังคงจัดขึ้นในลักษณะเดิม”
ปราการระบุในบทความชิ้นเดียวกันนี้ว่า “ต่อมา กลางปี 2479 พระยาฤทธิอัคเนย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการคนใหม่ ได้จัดทำ “บันทึกหลักการเรื่องพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี
ตามความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ถึงจะเป็นพิธีโบราณทางไสยศาสตร์ก็ตาม แต่ก็มีประโยชน์สำหรับครั้งกระนั้น และถ้าได้มีการแก้ไขเสียใหม่โดยเอางานประกวดกสิกรรมเข้าแซกด้วย ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นอีกมาก
บันทึกของพระยาฤทธิอัคเนย์กล่าวว่า พระราชพิธีแรกนาขวัญเป็นเครื่องมือของรัฐบาลสมัยโบราณในการปลุกขวัญชาวนา และเพื่อเตือนชาวนาว่าได้เวลาทำนาแล้ว “ความจริงพิธีทางไสยศาสตร์นี้นับว่าเป็นของจำเป็นในสมัยกระนั้น เพราะเป็นสมัยที่การศึกษายังไม่เจริญและก็เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะชักจูงราษฎรให้เชื่อถือและนิยม” และแม้ว่าในเวลานั้น (พ.ศ.2479) การศึกษาของประเทศจะยังไม่เจริญถึงขั้นที่ต้องเลิกพิธีไปเสียก็ตาม แต่ก็ควรปรับปรุงให้เหมาะสม คือ ให้ทุกจังหวัดจัดงาน 3-4 วันโดยเนื้อหาหลักของงานเป็นการประกวดกสิกรรม อุตสาหกรรม และหัตถกรรม มีพิธีแรกนาขวัญในวันเริ่มต้น และให้สามัญชนเป็นผู้แรกนา อาจจะเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด ผู้ที่ราษฎรในจังหวัดให้ความนับถือ หรือผู้ที่มีความรู้ได้รับรางวัลในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้คณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นเป็นผู้จัดทำเนื้อหาอย่างละเอียดต่อไป จะเห็นได้ว่านี่เป็นข้อเสนอที่มีเนื้อหาเช่นเดียวกับบันทึกของกระทรวงเศรษฐการเมื่อปี 2477 นั่นเอง
เมื่อเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พระยาพหลฯ แย้งว่า พระราชพิธีแรกนาขวัญควรทำเฉพาะในกรุงเทพเท่านั้น ที่ต่างจังหวัดควรให้จัดเพียงการประกวดกสิกรรม “เพราะถ้าปล่อยให้ตามจังหวัดทำพิธีแรกนาขวัญอาจจะเกิดมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมขึ้นได้” ที่ประชุมเห็นตามนายกรัฐมนตรี ให้มีพิธีแรกนาขวัญเฉพาะในกรุงเทพ ส่วนต่างจังหวัดให้มีเฉพาะงานประกวด โดยให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล เทศบาลใดไม่พร้อมก็ให้จังหวัดช่วยเหลือ ส่วนข้อเสนอเรื่องผู้เป็นประธานในการแรกนานั้น ที่ประชุมเห็นด้วยกับหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ ที่เสนอให้ปรึกษาคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เสียก่อน “เพราะเกี่ยวกับพระราชพิธี ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัติวงศ์ทรงทักมาเกี่ยวกับเรื่องผู้แทนพระองค์ในพระราชพิธีนี้”ท่านวรรณทรงหมายถึงกรณีเมื่อ 2 ปีก่อนนั่นเอง
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ ทำหนังสือแจ้งผลการหารือกับคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ทราบแล้ว มีบัญชาว่า การที่คิดจะดัดแปลงดังที่ได้เสนอไปนั้น เป็นความคิดที่ดีและเหมาะด้วยประการทั้งปวง ส่วนที่หารือเรื่องผู้เป็นประธานในงานนี้นั้น เห็นว่าข้าหลวงประจำจังหวัดควรจะเป็นประธาน
อนึ่ง เนื่องจากงานได้เปลี่ยนแปลงไปดังนี้แล้ว มีบัญชาใคร่จะทราบว่าจะคงเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิม หรือจะควรแก้ไขอย่างใด
สิ่งที่คณะรัฐมนตรีตอบคณะผู้สำเร็จราชการ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลในขณะนั้นมีทัศนคติต่อพระราชพิธีแรกนาขวัญแบบเดิมอย่างไร
๒๔. เรื่องการทำพิธีแรกนาขวัญ (เนื่องจากรายงานประชุมครั้งที่ ๔๔/๒๔๗๙ ข้อ ๒)
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอว่า ราชเลขานุการในพระองค์รายงานว่า ได้นำมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการทำพิธีแรกนาขวัญซึ่งกระทรวงเกษตราธิการดำริแก้ไขขึ้นเสนอคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทราบแล้ว มีบัญชาว่าการที่คิดจะดัดแปลงนั้น เป็นความคิดที่ดีและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และเห็นควรให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นประธานในงานนี้ อนึ่งใคร่ขอทราบต่อไปว่าเมื่อได้เปลี่ยนแปลงไปดั่งนี้แล้ว จะคงเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิม หรือจะควรแก้ไขอย่างใด
ที่ประชุมตกลงว่าในจังหวัดพระนครและธนบุรีไม่ควรมีงานพระราชพิธีทางไสยศาสตร์อย่างเคย แต่ควรมีพิธีเกี่ยวกับทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น โดยหวังที่จะปลุกใจประชาชนให้นิยมไปในทางนั้น ฉะนั้นก็ไม่มีงานเสด็จพระราชดำเนินเช่นเดิมเป็นทางราชการ
หลังจากทราบมติคณะรัฐมนตรี คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ถามกลับมาอีกว่า “เมื่อไม่ได้กำหนดเป็นงานเสด็จพระราชดำเนินเป็นการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว ทางสำนักพระราชวังก็ไม่มีการเกี่ยวข้องที่จะต้องจัดทำอย่างใดทั้งในทางไสยศาสตร์ และทางพุทธศาสนาด้วย ทั้งนี้จะเป็นการถูกต้องหรือไม่”นายดิเรก ชัยนาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สั่งให้เจ้าหน้าที่ตอบกลับไปว่า “ที่วังซ้อมความเข้าใจมาถูกแล้ว”
สรุปสุดท้าย พิธีแรกนาขวัญถูกจัดรวมกับงานปีใหม่ เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2479 ถึง 1 เมษายน 2480 โดยพิธีแรกนามีเฉพาะในพระนครและธนบุรี ส่วนการประกวดพันธุ์ข้าวจัดทั่วประเทศและผู้ชนะแต่ละจังหวัดมาประกวดอีกครั้งในพระนคร
บทความของปราการทิ้งท้ายว่า “พิธีแรกนาขวัญจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญอีกครั้ง เมื่อหลวงพิบูลสงครามขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และบุคคลอย่าง หลวงวิจิตรวาทการ เข้ามามีบทบาทในงานด้านวัฒนธรรมของรัฐบาล”
นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้า ที่คนไทยควรรู้ ใน “วันพืชมงคล”
ขอบคุณข้อมูล “ปราการ กลิ่นฟุ้ง”
