- 17 พ.ค. 2560
ยังยึดโยง “อำนาจประชาชน” หรือเดินสู่ “กับดักการเมือง”จับตาทิศทางหลัง “บิ๊กตู่” งัด ม.44 สางปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ
เป็นการคลี่คลายความอึมครึมกว่า 2 เดือนต่อทิศทางและอนาคตของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ 3/2560 วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 ซึ่งบรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง จนที่สุดกรรมการฯในส่วนผู้แทนเกษตรกรเสนอให้อำนาจประธานในที่ประชุมคือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาผ่าทางตันเพื่อสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรเป็นสำคัญ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวปิดประชุมครั้งนั้นโดยระบุทิ้งท้ายว่า “จะนำเรื่องนี้หารือท่านนายกรัฐมนตรี” และในที่สุดก็คลี่คลายมาเป็นตามที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วันนี้ (16 พ.ค.)ว่า ที่ประชุมฯ คสช.เห็นชอบในหลักการที่จะออกคำสั่งหัวหน้า คสช. 4 เรื่อง โดยหนึ่งในนั้นก็คือ การดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดย ให้ คณะกรรมการอยู่ 3 คณะตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คือ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร สิ้นสุดภารกิจ โดยให้จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาใหม่ 1 คณะ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เร่งด่วนของเกษตรกร
ตามข่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆว่า มีอยู่ถึง 15,000 ราย วงเงิน 3,000 ล้านบาท นั้น จากการตรวจสอบของผู้ส่อข่าวทีนิวส์พบว่า ในข้อเท็จจริงน่าจะหมายถึง ยอดหนี้เร่งด่วนที่กองทัพร่วมกับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯสำรวจแล้วเสร็จล่าสุดคือจำนวน 3,737 ราย 4,403 บัญชี มูลหนี้ 3,540,771,638.34 บาท
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า อำนาจของคณะกรรมการเฉพาะกิจที่จะจัดตั้งขึ้น ยังรวมถึง ภารกิจในการศึกษาจุดอ่อนของกฎหมายฉบับเดิม เพื่อเสนอครม.ให้แก้ไข โดยคณะกรรมการชุดนี้มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานเบื้องต้น 6 เดือน หากยังดำเนินงานไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถขอขยายระยะปฏิบัติงานจาก ครม.ได้
เหล่านี้เป็นสถานการณ์ล่าสุด ที่ไม่เกินเลยจากที่ สำนักข่าว “ทีนิวส์” เคยนำเสนอข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้
ปัญหาที่ต้องจับตา ทิศทางต่อไปก็คือ โครงสร้างของคณะกรรมการเฉพาะกิจ จะถูกออกแบบมาอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมีตัวแทนจากรัฐบาลและคสช.เข้าไปร่วมอย่างแน่นอน นอกจากนั้นก็น่าจะเป็นตัวแทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรกร มหาดไทย กระทรวงคลัง สภาพัฒน์ ฯลฯเป็นต้น
แต่ที่ต้องให้น้ำหนักด้วยก็คือ โครงสร้างของคณะกรรมการเฉพาะกิจ นี้จะยึดโยงกับ “อำนาจประชาชน” ด้วยหรือไม่ ซึ่งความหมายในทีนี้ก็คือ ยังจะมีคณะกรรมการในสัดส่วนของ “ผู้แทนเกษตรกร” ที่มาจากการเลือกตั้งของเกษตรกร และใช้งบประมาณของรัฐไปถึงกว่า 80 ล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนเกษตรกรจำนวน 20 คน ซึ่งปัจจุบันเหลือ 18 คน เนื่องจากเสียชีวิตไป 2 คน หรือไม่
เพราะถ้าว่า ถึงสูตรที่ควรจะเป็น ของโครงสร้างคณะกรรมการเฉพาะ ถ้ามีแต่ข้าราชการ หรือจะไปเอานักวิชาการก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าจะรู้ลึกรู้จริงถึงปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่
นี่เป็นประเด็นที่ นายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาให้หนักแน่น !
อย่างไร และที่พอจะมองเห็นสัญญาณชัดๆ ก็คือ การปรากฏบทบาทของนายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่มานั่งเป็นประธานประชุมกับผู้บริหารสำนักงาน กฟก. เมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา และมีกำหนดนัดประชุมในวันนี้และวันที่ 18 พ.ค.อีกนัด เพื่อจัดเตรียมข้อมูลหนี้สินของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมดนั้นก็น่าเชื่อว่า นายอำนวย จะเข้ามาอยู่ในโครงสร้างของ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ฯ
อย่างไรก็ตาม จะลืมไม่ได้ว่า นายอำนวย เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ และครั้งหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยเข้ามามีบทบาทในกองทุนฟื้นฟูฯ ประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้เป็นมาอย่างไรเข้าใจว่า คสช.หาข้อมูลได้ไม่ยาก
วันนี้ คสช.ถือกระบองมีอำนาจ ม. 44 เป็นอาญาสิทธิ ถ้ามีธงผ่าตัดปัญหาของกองทุนฟื้นฟูฯเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่พี่น้องเกษตรกรจริง ก็ต้องกล้าที่จะทำในวิถี “รัฐบุรุษ” เพราะบทเรียนในอดีตบอกไว้แล้วว่า การเดินในวิถี “นักการเมือง” แล้ว กองทุนฟื้นฟูฯไม่สามารถทำหน้าที่ได้สมเจตนารมณ์ก็ต้องถือ สุ่มเสี่ยงต่อคำครหาว่า “เสียของ”
