ลึก! “แถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร” เปิดปมปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก่อน “บิ๊กตู่”  ใช้ ม. 44 ผ่าทางตัน

ลึก! “แถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร” เปิดปมปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก่อน “บิ๊กตู่” ใช้ ม. 44 ผ่าทางตัน

            การแถลงของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวานนี้ (16 พ.ค.)ว่า ที่ประชุมฯ  คสช.เห็นชอบในหลักการที่จะออกคำสั่งหัวหน้า คสช. 4 เรื่อง โดยหนึ่งในนั้นก็คือ การยุบคณะกรรมการที่มีอยู่ 3 คณะของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  แล้วให้ตั้ง “คณะกรรมการเฉพาะกิจ” เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกร และยกเครื่องสางปัญหาทั้งหมดของกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น เป็นเรื่องมีที่มาที่ไป

 

ลึก! “แถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร” เปิดปมปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก่อน “บิ๊กตู่”  ใช้ ม. 44 ผ่าทางตัน

 

              โดยก่อนหน้าที่ นายละม้าย เสนขวัญแก้ว ผู้แทนเกษตรกรภาคใต้พร้อมคณะ ผู้แทนทั้ง 4 ภาคเคยยื่นหนังสือถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐนมตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ โดยนอกเหนือจากหนังสือที่ยืนยังมีเอกสารแถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร เนื้อหาประมาณ 8 หน้า เผยที่มาที่ไปของสถานการณ์ในกองทุนฟื้นฟูฯ

 

ลึก! “แถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร” เปิดปมปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก่อน “บิ๊กตู่”  ใช้ ม. 44 ผ่าทางตัน

 

            “ทีนิวส์” ของนำเนื้อหาแถลงการณ์นำเสนอ เพื่อความเข้าใจ เหตุที่มาของการใช้ ม. 44 ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา เพื่อแก้ปัญหานี้

          

               "1.ความเป็นมา...คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประชุมครั้งที่ 3/2560 วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง จบลงด้วยการประชุมไม่ครบตามระเบียบวาระ เรื่องราวที่กำหนดไว้ในระเบียบ วาระในอันที่จะเป็นผลได้ผลเสียของเกษตรกรสมาชิกโดยตรง ไม่นำมากล่าวถึง

         

                  ผู้แทนเกษตรกรและผู้ทรงคุณวุฒิของกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรจำนวน 17 คนริเริ่ม เตรียมการเสนอโครงการเพื่อบริหารความเสี่ยงในงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ก็ไม่สามารถนำเสนอที่ประชุมให้ทราบเป็นเบื้องต้นได้ จากสถานการณ์ในวันนั้นมีความกดดันจนประธาน (พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) ต้องใช้คำว่า "กรรมการผิดหรือไม่ผิดแต่เราทำงานต่อไม่ได้" และรองประธานฯ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) ต้องกล่าวว่า "...ฯลฯ...ลูกค้าของผมคือเกษตรกรและผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่มานั่งประชุม ทำไมติดขัดอะไร ทำไมคนที่เป็นหนี้สินที่เป็นลูกค้าของผม ผมทำอะไรไม่ได้ แต่ทุกท่านเห็นอยู่ในที่ประชุมนี้ว่าแท้จริงแล้วอยู่ในกระบวนการขัดแย้ง...ฯลฯ...แต่ วันนี้ที่ท่านทำอยู่ และไปฟ้องศาลปกครองอย่างนี้ และศาลปกครองใช้เวลาเท่าไหร่...ฯลฯ..."

 

               2.ข้อเท็จจริง...เมื่อนำบันทึกการประชุมมาศึกษาแล้ว จะพบว่าการประชุมเป็นจุดเริ่มต้นและพัฒนาสู่ความสุกงอมของความขัดแย้ง เกิดเมื่อการประชุมกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร 3 ครั้งหลัง สามารถสรุปสถานการณ์การขัดแย้งได้ดังนี้

 

2.1 ที่มาของการขัดแย้ง

ก. เกิดจากความอยากเป็น อยากมี อยากได้ ไม่รู้จักแพ้ รู้แต่ชนะ ชนะแล้วทำไม่ได้ พอแพ้โวยวายร้องเรียน เช่น ต้องการเป็นกรรมการ เมื่อไม่ได้เป็นก็ร้องเรียนว่าคนได้เป็นมีที่มาไม่ถูกต้อง ใครทำอะไรผิดหมด (แต่ผิดจากความคิดเห็นของตน ไม่ได้ผิดระเบียบแบบแผนหรือกฎหมาย) ที่ประชุมมีมติไม่ตรงกับความคิดตนเองก็ฟ้องศาลปกครองกลาง เป็นต้น

 

ข. เกิดจากความกลัวกรณีการจัดการหนี้บุคคลค้ำประกัน ปรากฏตามข้อมูลการจัดการหนี้ของเกษตรกร ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ยอดการจัดการหนี้ เป็นเงิน 5,897.89 ล้านบาท แยกเป็นกรณี ดังนี้

          วิเคราะห์ได้ ดังนี้

          (1) การค้ำประกัน สมาชิกที่ได้รับการจัดการหนี้ มีอัตราส่วนการใช้หลักประกัน ดังนี้

          ก. การใช้บุคคลค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 50.87 ของผู้ได้รับการ จกน.ทั้งหมด

          ข. การใช้หลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 4.18 ของผู้ได้รับการ จกน.ทั้งหมด

          ค. การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 44.95 ของผู้ได้รับการ จกน.ทั้งหมด

          แสดงว่ากว่าครึ่งของผู้ที่ได้รับการจัดการหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน

          (2) จำนวนเงินที่สมาชิกได้รับการจัดการหนี้ มีอัตราส่วนการใช้หลักประกัน ดังนี้

          ก. การใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 77.55 ของเงินที่ได้รับการ จกน. ทั้งหมด

          ข. การใช้หลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 5.93 ของเงินที่ได้รับการ จกน.

          ค. การใช้บุคคลค้ำประกัน คิดเป็นร้อยละ 16.52 ของเงินที่ได้รับการ จกน. ทั้งหมด

 

          แสดงว่าการจัดการนี้เพียงร้อยละ 16.52 ของจำนวนเงินที่ใช้ในการจัดการหนี้โดยการใช้บุคลค้ำประกัน

 

          จากข้อมูลนี้บอกให้ทราบได้ว่า การจัดการหนี้ของ กฟก. ส่วนใหญ่ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ที่มีฐานะยากจน และใช้บุคคลค้ำประกัน (กว่าร้อยละ 50.87 ของจำนวนคนที่ได้รับการจัดการหนี้)

 

          แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ใช้บุคคลค้ำประกัน และยังมีเกษตรกรรายย่อยอีกจำนวนไม่มากนัก (ร้อยละ 4.18) ที่มีหลักทรัพย์มาช่วยค้ำประกัน (แสดงความจริงใจซื่อสัตย์ของเกษตรกร ที่มีอาชีพเลี้ยงโลก ไม่ได้คิดว่าคนในโลกที่เขาเลี้ยง รู้จักบุญคุณเกษตรกรหรือไม่)

 

          จึงมั่นใจได้ว่านี่คือการทำงานจัดการนี้ตรงตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.กฟก พ.ศ.2544 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)

 

          จึงกล่าวได้ว่ากรรมการชุดก่อนๆ เขารักและศรัทธาต่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เขามีความกล้า (ไม่มีความกลัว) ในการจัดการหนี้ กรรมการชุดนี้ไม่กล้าสู้เพื่อเกษตรกรใช่หรือไม่ จึงต้องส่งเรื่องการจัดการหนี้ใช้บุคคลค้ำประกันให้กฤษฎีตีความ

 

          เพราะความกลัวภัยจะมาถึงตัวในภายหลังใช่หรือไม่

 

ที่ต้องกล่าวไว้ในที่นี้ คือ 1. ระเบียบวาระอันเป็นที่มาของกรณีนี้

                ก. เป็นระเบียบวาระเพื่อทราบ เพราะความกลัว จึงพยายามจนเป็นระเบียบวาระเพื่อพิจารณา

                ข. กรรมการ(โดยตำแหน่ง) ถามว่า” คือ ประเด็นเรื่องบุคคลค้ำประกันเป็นประเด็นหนึ่งที่ สตง.ท้วงติงด้วยใช่หรือไม่  ขอถามสำนักงานก่อน” รก.ผอ.สน.จกน.ตอบว่า” สตง.ท้วงติงว่า เราดำเนินงานการบางส่วน อาจจะไม่สอดคล้องกับ พรบ. ในข้อที่ท้วงติงคือว่า เราจ่ายเงินไปก่อน แล้วโอนทรัพย์ทีหลัง ท้วงติงข้อนี้ไม้ไดเกี่ยวกับบุคคลค้ำประกัน”  กรรมการถามซ้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลค้ำประกัน  รก.ผอ.สน.จกน.ตอบ ใช่ครับ ท้วงติงว่าเราจ่ายเงินไปแล้วโอนหลักทรัพย์ทีหลังครับ (รายงานการะประชุมครั้งที่ 3/2560 วันที่ 21 มีนาคม 2560 หน้า 15)

 

                                กรรมการที่มาจากผู้แทนเกษตรกรพยายามอภิปรายทักท้วงให้เห็นแก่เกษตรกรอันเป็นคนจนของประเทศที่กำลังจะสูญเสียทรัพย์สิน

 

                                กรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการจากการสรรหายืนยันต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความ โดยอ้างว่าเพื่อความรอบคอบและอ้างว่าไมใช่เรื่องเร่งด่วน (หน้า15-17) ทั้งที่ทรัพย์สินของเกษตรกรต้องถูกศาลตัดสินและบังคับคดีและ ถูกขายทอดตลาดทุกวัน

 

                                ค. เกิดจากการไร้ระเบียบกฎเกณฑ์

                     กรรมการส่วนหนึ่ง(น่าจะส่วนน้อย)คิดอะไร ทำอะไร เอาใจตนเอง อัตตาสูง มีมิจฉาทิฐิสูง ไร้วินัย   สังเกตได้จากการอภิปรายในที่ประชุม  อภิปรายอยู่ในระเบียบวาระหนึ่ง แต่จะนำเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องในระเบียบวาระมาอภิปราย    สามารถอภิปรายในระเบียบวาระเพื่อทราบ  จนเป็นระเบียบวาระเพื่อพิจารณา  ประธานทักท้วง ก็ไม่ฟัง  ดื้อรั้น  และหรือ  ตีความกฎหมายเข้าข้างตนเอง

2.2 เรื่องที่ขัดแย้ง

          เรื่องที่ขัดแย้งจนเกิดสภาพที่มีการอภิปรายในที่ประชุมว่าคงเดินต่อไปไม่ได้แล้ว ด้วยความเป็นจริงที่ว่าคงเดินหน้าไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องอันเนื่องมาจากการทำงานเพื่อช่วยเหลือ พัฒนา ฟื้นฟู และการจัดการหนี้ ให้แก่เกษตรกรแต่ประการใด กลับเป็นเรื่องของกรรมการเอง กล่าวคือ

ก.เรื่องการร้องเรียนว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรและคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตร มีที่มาไม่ถูกต้อง

 

ในประเด็นนี้ คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรลาออกเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง หากจัดให้มีการเลือกตั้งให้ถูกต้องโดยเร็วก็จะได้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันท่วงที ส่วนคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯตามมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้สรุปแล้วว่าไม่มีระเบียบ ข้อบังคับที่ใช้ในการสรรหาคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรและคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตร กฟก. และเมื่อศึกษาย้อนหลังไป 10 ปี พบว่ามีแนวทางสรรหาที่ไม่เหมือนกัน สรุปเป็น 3 กรณี คือ

1. แบบสัดส่วนผู้แทนเกษตรกร ไปหารือตกลงกันเพื่อเสนอรายชื่อ

2. แบบเสนอชื่อเพื่อโหวตลงคะแนน

3. แบบเสนอชื่อเพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโดยไม่มีการโหวต และในครั้งล่าสุดที่มีการร้องเรียนก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา

แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมา ถือว่าได้ดำเนินการถูกต้อง

              กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เมื่อพิจารณาขนาดขององค์กร จัดว่าเป็นองค์กรขนาดเล็ก แต่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตเกษตรกร 6,648,879 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ของคนทั้งประเทศ เป็นครอบครัวเล็กที่มีความรับผิดชอบสูง เป็นสิ่งที่คนในองค์กรควรภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น คือ การมีมิจฉาทิฐิต่อกัน มุ่งเอาชนะคะคานซึ่งกันและกันมาแล้ว 16 ปี น่าจะยุติได้แล้ว ศูนย์รวมของเราต้องอยู่ที่เกษตรกรไม่ใช่จะอยู่ที่ตัวเรา ไม่น่าจะต้องถึงขั้นฟ้องร้องกัน แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว การร้องเรียนเป็นมูลเหตุแห่งการแตกแยก ทุกคนที่มีหน้าที่ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไรก็ทำกันไป และด้วยความเป็นจริงพวกเราก็ตั้งใจทำงาน ลดความขัดแย้ง แก้ปัญหาข้อท้วงติงของ สตง.ร่วมกับพี่น้องพนักงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ฯลฯ ทำกันมาดีๆ แต่พอมีการร้องเรียน ซึ่งเป็นการร้องเรียนที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เสียเวลา เกษตรกรซึ่งประดุจลูกค้าหรือผู้เดือดร้อนรอการเยียวยาก็เกิดผลกระทบ หาผู้รับผิดชอบไม่ได้เพราะผู้ร้องเรียนก็ร้องเรียนตามสิทธิ ผู้หาข้อมูลเพื่อทำความจริงให้ประจักษ์ก็เสียเวลา เมื่อนำเรื่องเข้าที่ประชุมทำให้คณะกรรมการสิ้นเปลืองเวลาไปโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร

 

ข. เรื่อง กรณีคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร 5 คน ฟ้องร้องดำเนินคดีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ต่อศาลปกครองกลาง

 

                ตามที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการประเมินการปฏิบัติงานของเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร) ว่าเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบครบถ้วน เป็นธรรมหรือไม่ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ให้เสร็จภายใน 30 วัน ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร และเลขาธิการฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จนกว่าผลการสอบสวนจะแล้วเสร็จ

 

ค. เรื่องการประเมินการปฏิบัติงานของเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ปรากฏว่า เลขาธิการฯ ได้รับการประเมิน 45.9 จาก 100 คะแนน ต้องได้ 70คะแนน จึงมีมติเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2560 เป็นเหตุให้ความขัดแย้งก็เกิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเด็น ที่สำคัญจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ที่แต่งตั้งตามมติคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พบว่าการประเมินไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรส่วนหนึ่งขาดคุณสมบัติจึงเพิ่มปัญหาความขัดแย้งยิ่งขึ้นอีก

 

2.3 ใครขัดแย้ง

คงไม่ต้องระบุตัวว่าใครขัดแย้งกับใคร ต้องพูดตามพฤติกรรม

ประเด็นแรก พฤติกรรมสังคม ย่อมมีความคิดแตกต่างกัน ถือเป็นธรรมชาติ แต่ใครที่ลดอัตตา ลดมิจฉาทิฐิของตนลงได้ ไม่คิดถึงความถูก/ผิดของตนเองและคนอื่นมากนัก มองโลกในแง่ดี ก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มด้วยกันได้ นี่คือธรรมชาติ หรือธรรมะจัดสรร ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ขอพูดตรงๆ ว่า การฝืนธรรมชาติ ผิดแปลกไปกว่าธรรมะจัดสรร เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เป็นผู้ขัดแย้ง เป็นที่มาของการเกิดสิ่งที่หลายคนบอกว่าผู้แทนเกษตรกรแตกแยกเป็นกลุ่มเป็นก๊ก ในที่สุดหาวิธีการจนสามารถร้องเรียน หรืออาจจะเกรง(ด้วยจิตวิตก) ว่า ถ้าปล่อยให้ผู้ที่ไม่แตกแยกทำงานไปนานๆ กลัวเกษตรกรจะหมดหนี้หรือลดความยากจน และเมื่อคิดเปรียบเทียบงานที่ตนได้ทำมา 16 ปีที่แล้วมา คงรับไม่ได้ กลัวเสียท่าเสียที จึงต้องทำให้ปัญหาเกิดคิดว่าเมื่อตนเองไม่ได้ทำ หรือ ทำไม่ได้ คนอื่นก็อย่าทำเลย การที่กรรมการโดยผู้แทนเกษตรกรชุดนี้ทำงานได้ สร้างผลงานให้รัฐบาล และ เกษตรกรมีโอกาสเห็นผลงาน เห็นบารมีของประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรงานเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ จึงประสานเครือข่ายที่เคยทำงานร่วมกัน มาก่อกวน จะรุนแรงกว่านี้ ถ้า คณะ คสช.ไม่ประกาศว่า ปัจจุบันยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น(ความขัดแย้ง)เป็นการตั้งใจให้เกิดไม่ได้เกิดตามธรรมชาติ

 

ประเด็นที่สอง นอกจากเป็นเรื่องของการไม่ลดอัตตา ไม่ลดมิจฉาทิฐิ ไม่คิดว่าต้องแพ้ แต่ต้องชนะ คิดแต่ฉันแน่ฉันถูกต้องเท่านั้น ที่สำคัญยังไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ ไม่ยอมรับมติของที่ประชุม ประเภททำตนเป็นช้างไม่มีควาญ ถ้าเป็นคนเขาเรียกบุคคลเช่นนี้ว่า โวหารบุรุษ ใช้ความกล้าพูด พูดได้พูดเก่งเป็นอาวุธ เมื่อผู้มีความคิดเช่นนี้ทำเช่นนี้อยู่ในสังคมใด ยอมต้องมีความขัดแย้งใครขัดแย้งกับใครจึงเกิดขึ้น คนเหล่านี้ไม่ได้มาจากเกษตรกร หรือ เป็นเกษตรกรกำมะลอ อาศัยเกษตรกรสร้างฐาน สร้างฐานะและโอกาส เกษตรกรจะไม่ได้อะไรกับโวหารบุรุษเหล่านี้ ไม่เคยคิดว่าเกษตรกรจะได้อะไรจากสิ่งที่เขาทำ กลับตรงกันข้ามโวหารบุรุษเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดการหนี้ การฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่กำลังจะสูญเสียทรัพย์สิน เพราะถูกขายทอดตลาด เพราะไม่มีใครอนุมัติ

 

ทั้งสองประเด็นคงไม่ต้องระบุว่าใครขัดแย้งกับใคร ทุกคนมองเห็นทะลุปรุโปร่งที่สำคัญในระยะเวลาที่ไม่มีคณะกรรมกาจัดการหนี้ของเกษตรกร ใครจะเป็นผู้อนุมัติการจัดการหนี้ให้แก่เกษตรกร

 

(3) ข้อสังเกต

จากการวิเคราะห์รายงานการประชุมทั้งสามครั้งหลังสุด จะเห็นว่าผู้แทนเกษตรกรจำนวน 12-14 คน จากจำนวนผู้แทนเกษตรกร 18 คน พยายามวางตัวไม่ให้เข้าสู่วงขัดแย้งอภิปราย และขอให้ที่ประชุมมองความจำเป็นต้องทำงานแก้ปัญหาของเกษตรกร ซึ่งบางคนรอมานานนับสิบปีหวังให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรช่วยเหลือจัดการหนี้ เช่น

1. เรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือในกรณีที่เขาอยู่ระหว่างยึดทรัพย์และที่ถูกฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาล่วงหน้า เพราะตอนนี้ขึ้นศาลอยู่หลายร้อยราย โดยเฉพาะภาคอีสานที่เป็นหนี้สหกรณ์ ซึ่งใช้บุคคลค้ำประกัน และการใช้ความพยายามส่งให้กฤษฎีตีความเรื่อง การจัดการหนี้บุคคลค้ำประกัน จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรเพิ่มขึ้น

2 กรณีความขัดแย้งที่กล่าวมาในข้อเท็จจริง ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ผู้แทนเกษตรกรทัง 14 คน เพราะเราพยายามไม่เข้าร่วมวงไพบูลย์แห่งความขัดแย้ง เช่น เมื่อถูกร้องเรียนว่าที่มาไม่ถูกต้อง เราก็พร้อมใจกันลาออกให้มีโอกาสนับหนึ่งใหม่ (Set Zero) แทนการเสียเวลากับการแต่งตั้งผู้มาทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงว่าผิดหรือถูก เราเข้าใจดีว่ากระบวนการหาคนผิดถูก คือกระบวนการเชิงลบมากกว่าเชิงบวก อะไรที่ลดข้อขัดแย้งได้ก็ต้องทำ แต่ถ้าผิดก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ

3 สิ่งที่เกิดขึ้น เราเข้าใจความรู้สึกของท่านประธานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศอยู่ในปัญหาหรือไม่ ต้องเรียนท่านทั้งหลายด้วยความเคารพว่า พวกเราไม่ได้อยู่ในปัญหานั้นเลย เราพยายามอดทนทุกเรื่องเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้อย่างสะดวก เราเข้าใจว่า เราก็พยายามแกะตัวเองออกมาเพื่อต้องการให้กระบวนการดำเนินการโดยชอบ เราถอยมาแล้วเพราะฉะนั้นจึงยังเชื่อมั่นว่ากองทุนฯนี้เดินต่อไปได้อย่างแน่นอน เพราะถูกออกแบบได้เดินได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าทุกคนต้องตั้งใจที่จะเดินไปด้วยกัน ที่กล่าวมานี้ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ไม่ใช้ปัดความรับผิดชอบให้คนอื่น แต่เราแยกตัวออกจากความขัดแย้งจริงๆ จึงขอเรียกร้องว่าการที่จะนำกระบวนการแก้ปัญหาด้วยวิธีการนอกเหนือจากพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2542 และ 2544 กรุณาอย่าให้ผู้แทนเกษตรกรชุดนี้ต้องรับผิดชอบ ดุจนิทานอีสปตอน สุนัขป่ากับลูกแกะ

4. ผู้แทนเกษตรกร ชุดนี้อาจทำงานช้า การจัดการหนี้ช้า แต่ต้องขอความเห็นใจ สตง.ทักท้วงการทำงานของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตั้งแต่ ปี 2546-2557 พวกเราไม่ได้อยู่ในความบกพร่องผิดพลาดนั้น แต่ผู้แทนเกษตรกรชุดนี้ ต้องร่วมมือกับสำนักงานฯมาหาทางแก้ปัญหา แก้ระเบียบคำสั่งของคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร และคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รวมทั้งประกาศหรือระเบียบของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรหลายฉบับ

5. ผู้แทนเกษตรกรชุดนี้ถูกแรงเสียดทานมากมาย กว่าจะได้รับการแต่งตั้ง นับจากที่ทราบผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2558 จนถึงวันที่ 29 มกราคม 2559 จนมาถึงเกิดการร้องเรียนว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร มาโดยไม่ชอบ อยากถามว่านี่เป็นขบวนการ เมื่อข้าไม่ได้ เอ็งก็ต้องไม่ได้ใช่หรือไม่

6. แม้เวลาแห่งการทำงานเราน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมการที่ผ่านมา โปรดให้ความเป็นธรรมกับผู้แทนเกษตรชุดนี้ด้วย และมั่นใจว่างานยังเดินหน้าได้แน่นอน ขออย่าสนใจหุบเหวริมทาง ปิศาจหลอกหลอนระหว่างทางเดินให้เป็นสาระ อย่างน้อยกรรมการชุดนี้ใช่หรือไม่ที่ประกาศผลงานต่างๆ ดังนี้

6.1 การจัดงานคืนหลักประกันของพี่น้องเกษตรกรที่ส่งชำระคืนการ. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2559

6.2 การส่งความปรารถนาดีของรัฐบาลผ่านประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง) ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่สุดของภาคใต้ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560

6.3 จัดสรรเงินเพื่อการจัดการหนี้เกษตรกรให้จังหวัดต่างๆ จังหวัดละ4 ล้านบาท

6.4 จัดสรรเงินฟื้นฟูและส่งเสริมอาชีพ จังหวัดละ 780,000บาทโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (โครงการละ 30,000 บาท)

  1. 6.5 จัดสรรเงินทุนสนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรโครงการที่จะเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดละ1 บาท(เงินให้กู้ยืม)

6.6 โครงการต้นแบบในการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรระดับภูมิภาค ภูมิภาคละ 4 ล้านบาท

6.7 เสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินแก้ปัญหาหนี้เร่งด่วนของเกษตรกร 3,000 ล้านบาท ซึ่งมติคณะทำงานเสนอมาตรการสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ทบทวนตรวจสอบรายชื่อ (Recheck)รายชื่อบุคคลเป้าหมาย 2. กระจายมาตรการการจัดการหนี้ของเกษตรกรตามข้อแนะนำของ สตง. ให้ครบทุกระดับความเร่วด่วนของหนี้

6.8 การกระจายอำนาจให้อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด และหัวหน้าสำนักงาน กฟก.สาขาจังหวัด ดังนี้

(1) ให้อำนาจในการจัดการหนี้ฯ ที่เป็นลูกหนี้สหกรณ์ รายละไม่เกิน 500,000.บาท โดยไม่ต้องขออนุมัติการจัดการหนี้ฯ มายังสำนักงานใหญ่ (ใช้เงินจังหวัดละ 4 ล้าน) เป็นช่องทางให้การจัดการหนี้ของเกษตรกรเร็วขึ้นกว่าเดิม จากที่จังหวัดต้องส่งเรื่องการจัดการหนี้ฯ ทุกรายให้สำนักงานใหญ่เป็นผู้อนุมัติ จึงเป็นแนวทางไปสู่การจัดการหนี้ฯ ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

(2) ให้อำนาจในการอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรขององค์กรเกษตรกร โครงการละไม่เกิน 30,000. บาทจังหวัดละ 780,000. บาท ทำให้การอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเร็วขึ้น กล่าวคือในปีก่อนๆเคยอนุมัติได้ปีละ 800 โครงการแต่ในปี 2559 (ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม) สามารถอนุมัติโครงการได้ถึง 2,000 โครงการ

(3) ให้คณะอนุกรรมการ. กฟก. จังหวัด มีอำนาจควบคุมการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนฯ ใน สนง. กฟก. สาขาจังหวัด

(4) ให้คณะอนุกรรมการ กฟก. จังหวัด มีอำนาจอนุมัติแผนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรขององค์กรเกษตรกร โครงการละ 30,000 บาทซึ่งกล่าวแล้วในข้อ 6.2

7. การแก้ไข ปรับปรุงระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับการท้วงติงและเสนอแนะของ สตง. รวมทั้งคำแนะนำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการของ กฟก. ตั้งแต่เริ่มต้น พ.ศ. 2544 จนถึงปี 2557ดังนี้

7.1 ประกาศกรรมการ จัดการหนี้ของเกษตรกร ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร พ.ศ. 2559

7.2 ประกาศของคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร พ.ศ. 2559

7.3 ประกาศของคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรเรื่องการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร

7.4 ประกาศของคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรหนี้ของเกษตรกรขอดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

 

ลึก! “แถลงการณ์ผู้แทนเกษตรกร” เปิดปมปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ก่อน “บิ๊กตู่”  ใช้ ม. 44 ผ่าทางตัน

              จึงเรียนมาเพื่อขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้โปรดให้มีการประชุมเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรและการดำเนินงานอื่นๆ ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรโดยด่วน!