- 18 มิ.ย. 2560
ถึงเวลาปิดเกมการเมือง !?!? ปปช.ชี้มูลทุจริตบ้านเอื้ออาทร "วัฒนา" ...ย้อนบทบาทสำคัญ ขาประจำในการต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ (รายละเอียด)
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรว่า เป็นเรื่องการเมือง เป็นความพยายามของผู้มีอำนาจ โดยนำเรื่องคดีมาบีบไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องคดีก็ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ผู้มีอำนาจมักนำเรื่องคดีมาขู่ เวลาตนวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยระบุ นักการเมืองบางคนไม่กลัวหรือ ยังมีคดีอยู่ในป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีแรงกดดันใดๆ ยังทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นมีการแทรกแซง มีใบสั่ง จะให้มาปิดปาก
เรื่องนี้ คตส.เคยส่งเรื่องไปอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดี จากนั้นมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับป.ป.ช. และมีมติให้รอผลไต่สวนจาก ป.ป.ช. จนการไต่สวนมานานกว่า 10 ปี เรื่องนี้ถ้ามีช่องก็คงเสร็จไปนานแล้ว ถ้าถูกดำเนินคดีคงติดคุกไป 3 รอบ ผู้มีอำนาจพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ย้ายอัยการสูงสุดก็เคย รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เองก็พูดถึง ป.ป.ช. เวลาที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ เหมือนว่ากระบวนการยุติธรรมถูก พล.อ.ประยุทธ์แทรกแซงได้หรือไม่
หากว่าได้ย้อนกลับไป ในทุกๆวันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า บทบาทสำคัญของผู้ที่รับใช้ระบอบ”ทักษิณ” ชนิดที่ดุเดือด เลือดพล่าน คงนี้ไม่พ้นกระบอกเสียงสำคัญอย่าง ”วัฒนา เมืองสุข” ขาประจำในการต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ไม่มาเรื่องใด สถานการณ์ใด
นายวัฒนาผู้นี้ก็ได้ออกมาตอบโต้ ยั่วยุ ปลุกปั่น ท้าทายอำนาจคสช. จนถูกเรียกตัวเข้าค่ายทหารอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีครั้งใดที่จะหลาบจำเพราะเห็นว่าคสช.คงไม่กล่ากระทำรุนแรง เนื่องจากคสช.ปฏิบัติอยู่กรอบของกฎหมายมาโดยตลอด ถึงขนาดกล่าวว่า”หากต่อไปจะมีการปรับทัศนคติ 3วัน หรือ7วันก็ไม่ขัดข้อง และไม่รู้สึกกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะสะกดคำนี้ไม่เป็น
เมื่อวันที่3 มี.ค.59 ภายหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวถึงบ้านพักเพื่อปรับทัศนคติ หลังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคสช. ที่มณฑลทหารบกที่11 (มทบ.11) ก่อนแจ้งข้อหาผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งนายวัฒนาได้ใช้หลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเงินสด 100,000 บาท
สำหรับครั้งล่าสุดที่ 27 ก.พ.60เป็นอีกครั้งที่ นายวัฒนา ถูก คสช. เชิญตัวเข้าพูดคุยที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งการเชิญตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง นายวัฒนา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ตำหนิ คสช. ที่ใช้มาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ในครั้งนั้นนายวัฒนา กล่าว ก่อนเข้าไปยังกองทัพภาคที่ 1 “ผมยินดีให้ความร่วมมือ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการให้เชิญที่ให้เกียรติกัน”
และ4 มิ.ย.60ที่ผ่านมานายวัฒนา โจมตีรัฐบาลและคสช.ผ่านทางเฟสบุ๊คส่วนตัวโดยอ้างว่ากรณีคดีทุจริตที่เกี่ยวกับกองทัพไม่มีความคืบหน้า บางช่วงระบุว่า
"ร่วมด้วยช่วยกัน...แถ"
หัวหน้าเผด็จการออกมายอมรับแล้วว่าเศรษฐกิจไม่ดี โดยแก้ตัวว่ามาจากการปราบคอร์รัปชั่นหนักเลยทำเศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกันและเมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วมีอัตราการเจริญเติบโตถึง 3.8% พร้อมทั้งประณามคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวกไม่หวังดี แต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจัดอันดับความโปร่งใสของไทยในปี 2559 ให้สอบตกโดยไทยอยู่
ลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย สรุปคือมีการโกงมากขึ้นแต่คดีทุจริตที่เกี่ยวกับกองทัพไม่มีความคืบหน้า คือ
(1) คดีการจัดซื้อเรือเหาะของคนใกล้ตัวหัวหน้า คสช.
(2) คดีการจัดซื้อเครื่องมือตรวจสอบวัตถุระเบิด GT 200 ที่หัวหน้า คสช. เคยยืนยันว่าใช้งานได้ดี แต่ศาลสหราชอาณาจักรพิพากษาจำคุกผู้ผลิตเพราะเห็นเป็นการลวงโลก
(3) คดีญาติพี่น้องหัวหน้า คสช.
และ (4) คดีการทุจริตขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ ครม. มีมติให้ยกเลิกการให้สิทธิพิเศษแล้ว อันเป็นการยืนยันว่าการให้สิทธิแก่ อผศ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การแสดงบทบาทของนายวัฒนา คงจะลืมไปว่าพฤติกรรมของ “วัฒนา เมืองสุข” ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของตนเอง
นายวัฒนา เริ่มทำงานเป็นทนายความ ประจำสำนักกฎหมายดิศญุตม์และวัฒนา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2539 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปราจีนบุรี สังกัดพรรคชาติพัฒนา และปี พ.ศ. 2543 สังกัดพรรคไทยรักไทย จนได้รับตำแหน่งทางการเมือง ในพ.ศ. 2541 - 2542 เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์)
พ.ศ. 2544 -2545 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ไม่โดดเด่นเท่ากับตอนที่มาเป็น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระหว่างวันที่ 2ส.ค.48- 19ก.ย.59 ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีโครงการยักษ์ นั่นก็คือบ้านเอื้ออาทร
การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการจัดทำแผนงานโครงการบ้านเอื้ออาทรนำเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี และนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรทั้งสิ้น 5 ระยะ จำนวนรวม 601,727 หน่วย กรอบวงเงินลงทุนจำนวน 273,209.125 ล้านบาท เป็นเงินอุดหนุนจำนวน 50,715.926 ล้านบาท และเงินกู้จำนวน 222,493.199ล้านบาท
ผลการดำเนินงาน ณ เดือนเมษายน 2550 โครงการมีสัญญาจ้างแล้วรวม 342 โครงการ จำนวน 397,152 หน่วย โดยมีสถานภาพของโครงการ ดังนี้
รอการส่งมอบสถานที่เพื่อก่อสร้าง 1 โครงการ จำนวน 499 หน่วย
ก่อสร้างแล้วเสร็จ 65 โครงการ จำนวน 64,737 หน่วย
อยู่ระหว่างก่อสร้าง 276 โครงการ จำนวน 331,916 หน่วย
ได้เบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้ว 82,984.682 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินอุดหนุน 20,722.596ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 93.32 ของเงินอุดหนุนที่ได้รับจัดสรร 22,204.950 ล้านบาท และเงินกู้ภายในประเทศ/เงินรายได้ 62,262.086 ล้านบาท
จากการตรวจสอบพบว่า ผลการดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมายและแผนงานที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยด้านการจัดหาที่อยู่อาศัยไม่เป็นไปตามเป้าหมายและแผนการดำเนินงานที่กำหนดทั้งอาคารที่อยู่อาศัยที่เริ่มก่อสร้าง และอาคารที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และด้านการบริหารการขายไม่มีประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้แก่ไม่สามารถดำเนินการจัดทำสัญญาจะซื้อจะขายได้เต็มจำนวนหน่วยก่อสร้าง ไม่สามารถส่งมอบอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้ผู้ได้สิทธิ์ได้ครบทั้งหมด และมีอาคารซื้อคืนที่รอการขายใหม่จำนวนมาก
ผลการดำเนินงานโครงการบ้านเอื้ออาทรไม่บรรลุเป้าหมายและแผนงานส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของการเคหะแห่งชาติ ทำให้ขาดเงินรายได้ที่จะนำมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่พึงได้รับประโยชน์จากโครงการ
ที่น่าสนใจเพราะ มีการทุจริตในคดีดังกล่าว ได้มี”เสี่ยเปี๋ยง” หรือ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ผู้ก่อตั้ง บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากกรณีโครงการทุจริตจำนำข้าว กรณีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ที่ถูกดำเนินคดีอยู่ ณ.ขณะนี้แต่ก่อนจะถูกดำเนินคดีเรื่องข้าว เสี่ยเปี๋ยงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับทุจริตบ้านเอื้ออาทร มาดูกันว่าเสี่ยเปี๋ยงและวัฒนาข้องเกี่ยวกันได้อย่างไร
การกระทำอันอื้อฉาวและเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นดังกล่าว เกี่ยวข้องกับใครบ้างและมีรายละเอียดหลักฐานชี้ชัดความผิดในประเด็นใดบ้าง ก่อนหน้านี้โดยนายแก้วสรร อติโพธิ คณะอนุกรรมการสอบสวนการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยสังเขปดังนี้โดยพบว่า มีโครงการก่อสร้างของบริษัท พาสทีญ่า ซึ่งพบว่าเป็นการก่อสร้างแบบเทิร์นคีย์ และการจัดซื้อราคาที่ดินเกินจริง ทั้งยังพบว่า มีการเรียกค่าหัวคิว 82 ล้านบาท โดยตรวจสอบพบว่า มีการนำไปจ่ายให้กับนักการเมือง และบริษัทดังกล่าว ยังเข้าข่ายการฟอกเงิน โดยเงินจำนวนนี้ ได้มีการโอนเข้าบัญชีของคนขับรถ - แม่บ้าน และพนักงานพิมพ์ดีด
คตส.จึงสรุปชี้มูลความผิด นายวัฒนา ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และความผิดฐานให้และรับสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 149 และนายมานะ วงศ์พิวัฒน์ กรรมการการเคหะแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการ พิจารณากลั่นกรองโครงการ และบริษัทพาสทีญ่า ไทย จำกัด พร้อมดำเนินคดีกับกรรมการบริษัท ที่เป็นทั้งคนไทย และชาวมาเลเซีย ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และพนักงานบริษัทของ พาสทีญ่า ในความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 ซึ่ง คตส.จะส่งให้ดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบเรื่องการฟอกเงินต่อไป
โดยพฤติการณ์ทุจริตในคดี พบว่าหลังจากที่ได้พิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และตรวจสอบตามแนวทางจนปรากฏพฤติการณ์ทุจริตในคดี มาโดยลำดับ พนักงานเจ้าหน้าที่และคณะอนุกรรมการได้เห็นพ้องต้องกันว่า แม้พยานหลักฐานในคดีจะมิใช่พยานโดยตรงระบุบ่งถึงการกระทำทุจริต เป็นรายละเอียดที่ชัดแจ้งก็ตาม แต่ก็ยืนยันเห็นเป็นความต่อเนื่อง ปรากฏเป็นพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะ พิสูจน์มูลคดีได้เป็นลำดับ คือ
1. กระบวนการจัดสรรโควต้า ที่ชี้บ่งว่า รัฐมนตรีเป็นผู้ผลักดันทั้งโครงสร้างของระบบและ แต่งตั้งบุคคลที่ไว้วางใจเข้ายึดกุม ใช้อำนาจในกระบวนการจัดสรรโควต้าตามระบบดังกล่าว
2. พยานบุคคลที่ยืนยันว่า รัฐมนตรีสั่งให้ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองนำข้อเสนอของบริษัทพาสทีญ่าเข้าสู่การรับรอง ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอน
3. หลักฐานทางบัญชีที่ยืนยันว่า เงินล่วงหน้าที่ได้จากสัญญานี้ มิได้นำไปใช้ในการพัฒนาโครงการทั้งหมด และได้นำมาเข้าบัญชีและแยกประเภทไว้ เป็นรายการค่าตอบแทนข้าราชการเป็นจำนวน
4. ปากคำพยานกรรมการ พนักงานในบริษัท และบริษัทบัญชี ที่สอดคล้องต้องกันว่าได้รับคำอธิบายว่าเงินก้อนนี้จะนำไปจ่ายให้แก่รัฐมนตรี
5. เส้นทางเดินของเงินที่ตรวจพบว่ามีความพยายามฟอกเงิน แล้วในที่สุดก็รวมเงินไปอยู่ในบัญชีบริษัทเพรสซิเดนท์และบริวาร เป็นจำนวน ๘๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท (แปดสิบสองล้านห้าแสนบาท) ตรงตามจำนวนที่พยานยืนยันว่ามีการเรียกรับ หน่วยละ ๑๑,๐๐๐ บาท จำนวน ๗,๕๐๐ หน่วย ซึ่งก็ได้ตรวจสอบยืนยันต่อไปได้ว่าบริษัทและกรรมการผู้จัดการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายวัฒนา ต่อเนื่องตั้งแต่สมัยที่รัฐมนตรีผู้นี้ดูแลกระทรวงพาณิชย์ และถือได้ว่ามีบทบาทรับผิดชอบจัดสรรโควตาข้าวให้แก่บริษัทนี้ อย่างมีเงื่อนงำ เป็นคดีที่ค้างคาไร้การตรวจสอบมาจนทุกวันนี้
ด้วยรูปคดีที่สอดคล้องต้องกันดังเช่นที่กล่าวมา คณะอนุกรรมการฯจึงเห็นว่าคดีมีมูลเพียงพอ ให้กล่าวหาและไต่สวนผู้เกี่ยวข้องต่อไป ในประเด็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่
1.ความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ นายวัฒนา เมืองสุข ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ระหว่างวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๘ – ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)
2.นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ ครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการ กคช. และประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการ (ระหว่างวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๘ – ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)
3.บริษัทพาสทิญ่า ไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ประกอบด้วย นายศักดิ์สิทธิ์ หรือเดชวรชิต อลังการกุล นายชาฮ์นน บิน ยาขอบ นาย ฮาฮ์มัด บิน ฮารอณ และนายโมฮ์ด ฮาณาเปียร์ บิน อับดุล อาซิส ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖
4.ความผิดฐานให้และรับสินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๔ และมาตรา ๑๔๙ นายวัฒนา เมืองสุข ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ระหว่างวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕
