ไม่เห็นด้วย!?!? "อภิสิทธิ์" เห็นต่าง ขอค้านไพรมารีโหวต พร้อมแจงร่าง พ.ร.บ. ทำพรรคการเมืองสับสน (มีคลิป)

รายการทีนิวส์สด ลึก จริงวันนี้(23 มิ.ย.60)นำเสนอประเด็น นายอภิสิทธิ์ออกมาแสดงความเห็นต่างเรื่องไพรมารีโหวต ชี้ ทำพรรคการเมืองสับสน

     นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงระบบไพรมารีโหวตว่า เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์คิดมาก่อน และเคยได้ทดลองทำมาแล้วเมื่อช่วงปี 56-57 แต่ไม่พอใจ เนื่องด้วยว่าจำนวนสมาชิกที่มาลงคะแนนนั้นมีไม่มากพอ เนื่องจากต้องให้ลงคะแนนที่จุดกลางเพียงจุดเดียว จึงต้องดูว่าผู้เกี่ยวข้องจะทำอย่างไร หากจะมีการแก้ไขในทางปฏิบัติ ก็ควรให้ กกต.และรัฐมารับผิดชอบในการจัดไพรมารีโหวต อำนวยความสะดวกให้พรรคการเมือง แทนที่จะเลือกตั้งในจุดเดียว มีคนใช้สิทธิประมาณร้อยกว่าคน ก็ช่วยทำให้มีคนมาลงคะแนนสักพันหรือหมื่น ก็จะทำให้มีความสบายใจมากขึ้น โดยสามารถที่จะไปดำเนินการได้ ทั้งในส่วนของกฎหมาย กกต. พรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง

    ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ยังบอกด้วยว่า เคยถามไปแล้วหลายประเด็น แต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน เช่น กรณีพรรคเก่าในช่วงการเลือกตั้งครั้งแรก จนสมาชิกที่จ่ายเงินค่าบำรุงกับไม่จ่ายเงินมีสิทธิเหมือนกันหรือไม่ และสมมติว่าทำระบบไพรมารีโหวตแล้วมีการร้องเรียนว่ากระบวนการไม่ชอบ ไม่สุจริตใครจะเป็นผู้ชี้ขาด ผลคืออะไร และการเตรียมตัวก่อนการเลือกตั้งจะปฏิบัติมีปัญหาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความขลุกขลักในทางปฏิบัติ โดยในส่วนของ กกต.บอกว่าถ้ามีการร้องเรียน กกต.จะดูว่าต้องมีใบเหลืองใบแดงหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสับสน

    "ผมเคยเรียนแล้วว่าระบบนี้ใช้ในการเมืองระบบรัฐสภาไม่มาก เนื่องจากไม่เหมือนกับรูปแบบประธานาธิบดี ที่มีการเลือกตั้งแน่นอน 4 ปีครั้ง มีเวลาล่วงหน้าเป็นปี แต่ในระบบรัฐสภาทำแบบนั้นไม่ได้ อีกทั้งในระบบนี้กรรมการบริหารพรรคและพรรคการเมืองต้องมีบทบาทพอสมควรในการคัดเลือกผู้สมัคร" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

    ขณะที่ทางด้านของพรรคเพื่อไทยนั้น เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 60 น.ส.จารุพรรณ กุลดิลก อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า สนับสนุนสนุนแนวคิดการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยระบบไพรมารีโหวต แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ระบบดังกล่าวเป็นการให้เกียรติเสียงของประชาชนในการเลือกตัวแทนของตัวเอง มากกว่าให้คนใดหรือกลุ่มใดในพรรคการเมืองมีอำนาจสูงสุด ที่จะตัดสินใจส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ในอีกทางหนึ่งก็จะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของประชาชนในระดับท้องถิ่นด้วย ว่ามีความพร้อมกับการทุ่มเทให้ภาคการเมืองแค่ไหน เนื่องจากพบว่าประชาชนในส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับปัญหาปากท้อง การทำมาหากินมากกว่า 

    ทั้งนี้ ตนนั้นก็เป็น ส.ส.จากการคัดเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งไม่กลัวว่า ระบบไพรมารีโหวต จะทำให้ตนซึ่งเป็นคนหน้าใหม่หรือไม่มีชื่อเสียง จะไม่ได้รับการคัดเลือกโดยสาขาพรรคหรือตัวแทนประจำจังหวัด เพราะตนก็ทำงานต่อสู้กับประชาชนมมาอย่างต่อเนื่อง