ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น !!! ดุเดือดวาทะศิลป์ "สุชาติvsเนาวรัตน์" โต้ผ่านกลอน ...อยู่เป็นต้องดูเป็น (มีคลิป)

ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น !!! ดุเดือดวาทะศิลป์ "สุชาติvsเนาวรัตน์" โต้ผ่านกลอน ...อยู่เป็นต้องดูเป็น (มีคลิป)

จากกรณีเมื่อวันที่30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ช่วงหนึ่งระบุว่า “ เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันสุนทรภู่ ผู้ซึ่งได้รับยกย่องเป็น กวีเอก แห่งรัตนโกสินทร์ และบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การ UNESCO ผมขอสืบสานงานกวี วันนี้ผมของฝากบทกลอน ประเทศไทย 4.0ไว้แล้วนะครับ 

แล้วก็มีการแต่งเพิ่มเติมมาจาก คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นะครับ ผมเคยได้มอบบทกลอนไปแล้วนะครับ เมื่อวันก่อนนี้ แล้วก็มีท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีแห่งชาติได้กรุณาแต่งเพิ่มเติมมานะครับ เดี๋ยวก็กรุณาอ่านเอานะครับ ตามจอภาพนะครับ และผมก็ได้แต่งเพิ่มเติมตอบคุณเนาวรัตน์ไปด้วย ผมขอขอบคุณ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นกลอนที่กระชับได้ใจความ

ทำการเมืองไทยไปสู่อนาคต                
เลิกละลดทุจริตคิดโปร่งใส เร่งสร้างเสริมคุณธรรมประจำใจ                   
ก้าวต่อไปวันหน้าธรรมาภิบาล จิตสำนึกแบ่งปันอันแน่วแน่                
จะช่วยแก้ใช้อำนาจให้เหมาะสม คิดและทำตามยุทธศาสตร์ชาตินิยม      
ร่วมชื่นชมศิลปวัฒนธรรม การศึกษา สร้างคน สร้างอนาคต                        
ให้หมดจด รักษ์ศีลธรรม ทำได้ไหม 
ไม่ช่วยกันคนไทย จะให้ใคร             
 หากเขาเย้ย ไยไพ ก็ไทยเอง

จากนั้น นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์เมื่อปี2554 

ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวด้วย ซึ่งมีเนื้อหาทั้งหมดว่า
“ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็นไม่เคยรู้ก็จะได้รู้
ลูกชายขอไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
บอกว่า ปล่อยเขาไปเถอะพ่อ
ปล่อยแล้วครับ ทางใครทางมัน โลกใครโลกมัน
อย่าพบกันเป็นดีที่สุด
แต่จำพวก เงาของเขา ที่วางตัวเหยียบเรือสองแคมนี่สิ ทำใจลำบาก
นี่กระมังครับ 1 ใน 250 ของ สว.ลากตั้ง ทางวัฒนธรรม

จำพวก เงาของเขาในกระทรวงวัฒนธรรม และพวกพ้องที่เลือกแล้วเตรียมตัว "เลีย" ล่วงหน้าได้ ขณะนี้ก็เป็น 1 ใน 15 ของคณะกรรมการกลาง วัฒนธรรมแห่งชาติ อยู่แล้ว ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ไม่เคยรู้ก็ได้รู้ เอาตามที่เลือก ที่สบายใจกันต่อไปตามที่นิยมยินดี
เขาคือใคร ไม่ สำนึกพลาด อย่างไร
เขา เลือก ของเขา เรา ก็เลือกของเรา
และอย่าพบกันได้เป็นดี --
บางทีจำพวก คณะเงา ของเขา อาจจะรู้สึกสมเพชผมก็เป็นได้
ลาก่อน - บทกวีที่แสนไพเราะ
เวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมานี้ ผมโง่ไปเองที่ไม่เชื่อฟังลูกชาย”

ต่อมาภายหลังที่มีการเผยแพร่ ข้อความจากนายสุชาติ ปรากฏว่า นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ประจำปี2536 ก็ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กในทำนองตอบโต้เช่นกัน

“อยู่เป็นต้องดูเป็น
เห็นด้านร้ายให้เป็นครู
ด้านดีมีให้ดู
เป็นไม้วัดบรรทัดฐาน

หมาเห่าอย่าเห่าตอบ
มันทดสอบสัญชาตญาณ
รู้ได้ในสันดาน
ว่าใครพาลและใครพระ

เด็กดื้อต้องมีดี
มีความคิดเป็นอิสระ
รู้แพ้และรู้ชนะ
ได้รู้ล้มแล้วรู้ลุก

เด็กอ่อนก็ติดเอว
กระเตงอุ้มอยู่จุมปุก
ชีวิตคือติดคุก
ไม่รู้ตัวไม่รู้โต

ดูเด่นให้เห็นด้อย
และเห็นสร้อยให้เห็นโซ่
เห็นพาลอย่าพาโล
ให้รู้เพ่งพินิจพลัน

ทุกสิ่งมาเป็นครู
ให้ได้ดูได้รู้ทัน
กราบไหว้ได้ทั้งนั้น
ถ้าอยู่เป็นและดูเป็นฯ ”

ทั้งนี้จากเหตุการตอบโต้รุนแรงด้วยวาทะศีลป์ เราก็จะได้มาทำความรู้จัก “ 2ศิลปินแห่งชาติ” เริ่มจาก 

นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี  เจ้าของนามปากกา สิงห์สนามหลวง ผู้ก่อตั้ง รางวัลช่อการะเกด เกิดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ที่ตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ่อเป็นหมอเสนารักษ์ แม่เป็นชาวนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขาประวัติศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2509

 สมรสแล้วกับ นางวรรณา สวัสดิ์ศรี (ทรรปนานนท์) นักเขียนเจ้าของนามปากกา "ศรีดาวเรือง" 

ประวัติและผลงานของนายสุชาติ เคยประกอบอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่เป็น ครูโรงเรียนราษฎร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน บรรณาธิการนิตยสาร บรรณาธิการสำนักพิมพ์ ร่วมก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรม ร่วมก่อตั้งกลุ่มละคร 

ที่ปรึกษากลุ่มกิจกรรมฯ เป็นผู้ก่อตั้งรางวัลช่อการะเกด และก่อตั้งสำนักช่างวรรณกรรม

นอกจากผลงานด้านวรรณกรรม สุชาติ สวัสดิ์ศรียังมีผลงานศิลปะจากการศึกษาด้วยตัวเอง โดยจัดแสดงเป็นนิทรรศการศิลปะแล้วหลายครั้ง ในเหตุการณ์ 14 ตุลา เขาเป็นบรรณาธิการ วารสารรายสามเดือนของสมาคม สังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์เมื่อปี พ.ศ. 2554

ขณะที่อ. เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ ผู้โด่งดังและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขว้าง  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปีพุทธศักราช 2536 และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หากพูดถึงผลงานการเขียน มีจำนวนมากมายเกินกว่าจะบรรยาย

ครอบครัวของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ชอบการแต่งโคลงกลอน ชอบดนตรีไทย มารดาชอบอ่านวรรณคดี เขาจึงอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 1 เป่าขลุ่ยได้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เขาเป็นคนช่างคิดช่างสังเกตมาตั้งแต่เด็กๆ ขณะที่เนาวรัตน์กำลังศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 3 ที่โรงเรียนวิสุทธรังษีอยู่นั้น เนาวรัตน์ได้พบโคลงสี่ที่บิดาเขียนไว้เมื่อยังหนุ่ม จึงเกิดแรงบันดาลใจเขียนโคลงส่งไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เขาเริ่มเขียนกลอนเมื่อชั้นมัธยมปีที่ 5-6 และเขียนจริงจังช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนั้นเขาไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ชอบเอลวิส เพรสลีย์เป็นชีวิตจิตใจ ไว้ผมทรงเดียวกับเอลวิส พกหนังสือ I.S. Song Hits กว่าจะเรียนจบปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงใช้เวลาถึง 7 ปี หลังจากเรียนจบแล้วไปบวช ระหว่างพ.ศ. 2511-12 หลังจากลาสิกขาแล้วได้ไปทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการ นิตยสาร วิทยาสาร ของ ไทยวัฒนาพานิช เมื่อปี 2514 เนาวรัตน์แต่งงานกับคุณประคองกูล อิศรางกูร ณ อยุธยา มีมีบุตรธิดา 2 คน คือ ประคำกรองและแก้วเก้า เนาวรัตน์เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พ.ศ. 2553 ยุติลง 

โดยเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ จำนวน 27 คน เพื่อรวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และนไปสู่นโยบายในการปฏิรูปประเทศไทย