คนทำผิดกฎหมายเดือดร้อน ฟัง "กิริยา กุลกลการ" ชำแหละใครได้-ใครเสีย "พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว"

คนทำผิดกฎหมายเดือดร้อน ฟัง "กิริยา กุลกลการ" ชำแหละใครได้-ใครเสีย "พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว"

ผศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่เคยได้รับทุนวิจัยเรื่องนโยบายแรงงานต่างด้าวในไทย เปรียบเทียบกับต่างประเทศ ระบุว่า ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย อากาศเย็นสบายเวลานี้ ได้เวลานั่งเขียนเกี่ยวกับ พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่เป็นข่าวใหญ่โตในช่วง 1 อาทิตย์ที่ผ่านมาเสียที มีคนถามมาเยอะ และรู้สึกเป็นหน้าที่เพราะเคยได้รับทุนให้ทำวิจัยเรื่องนโยบายแรงงานต่างด้าวในไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ตั้งท่าจะเขียนอยู่พักใหญ่ แต่มีภารกิจเดินทางดูงานต่างประเทศ และต้องการใช้เวลาอ่านเนื้อหาของพรก.ฯ ทั้ง 32 หน้าให้เข้าใจเสียก่อน ถึงจะกล้าออกมาแสดงความคิดเห็น


ก่อนอื่นต้องบอกว่า คนเดือดร้อนเรื่องนี้คือ คนที่ทำผิดกฎหมาย ได้แก่ แรงงานข้ามชาติที่ลักลอบเข้าประเทศมาทำงาน ไม่ขึ้นทะเบียน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ใบอนุญาตไม่ตรง และนายจ้างที่จ้างแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย คนที่ทำถูกกฎหมายไม่ได้เดือดร้อน

พรก.นี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้ใช้แรงงานข้ามชาติ แต่ให้ใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อต้องการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ กำจัดแรงงานเถื่อนที่มีในประเทศไทยมาเป็นระยะยาวนาน จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังรุกรามขยายวงกว้าง รัฐบาลมีความต้องการแก้ปัญหานี้มาตั้งนานแล้ว แต่ใจไม่กล้าพอ ครั้งนี้กล้าใช้ยาแรง ก็คงเป็นเพราะโดนต่างชาติกดดัน ทั้งเรื่องค้ามนุษย์และเรื่องประมงผิดกฎหมาย

พรก.นี้จึงไม่ได้ประกาศแล้วบังคับใช้ทันที ไม่บอกล่วงหน้า นายจ้างปรับตัวไม่ทัน เพราะ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้นิรโทษกรรมคนทำผิดกฎหมายเหล่านี้มาหลายหนแล้ว ตั้งแต่ปี 2535 จนปัจจุบันก็ 25 ปีแล้ว แล้วก็บอกเสมอว่า การใช้แรงงานผิดกฎหมายมีโทษ ทั้งปรับและจำคุกนายจ้างและลูกจ้าง ดังนั้น รัฐบาลผ่อนปรนมานาน ให้โอกาสมาหลายครั้ง จนอาจกล่าวได้ว่าใจดีเกินไป ไม่บังคับใช้กฎหมาย คราวนี้ก็ถึงเวลาเอาจริง ทำสิ่งที่ถูกต้อง จะหาว่าทำทันทีไม่บอกไม่เตือนได้อย่างไร
 


เพียงแต่คราวนี้ใช้ยาแรง โทษปรับหนัก นายจ้างคำนวณแล้วไม่คุ้มจะเสี่ยง เลยถอยกันและปรากฏภาพอย่างที่เห็น คือแรงงานข้ามชาติอพยพกลับกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ใช้นโยบายตั้งใจและต้องการจะให้เป็น เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ถึงผลที่ตามมา ผู้คนอาจแตกตื่นที่เห็นแรงงานข้ามชาติจำนวนมหาศาลแห่กลับกันไป ทำให้เราได้เห็นภาพของแรงงานใต้ดินชัดเจนที่สุดอีกครั้งหนึ่งหลังจากครั้งที่คสช.เข้ามาบริหารประเทศช่วงแรกที่แรงงานกัมพูชาแห่กลับประเทศไป

แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเหล่านี้เดินทางกลับไป หากเขาต้องการเดินทางกลับเข้ามาทำงานใหม่ เขาสามารถกลับเข้ามาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และควรถือเป็นโอกาสที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับคนใหม่ๆที่จะมาในอนาคตว่า มาทำงานในประเทศไทยต้องมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อนของผู้เขียนเป็นเจ้าของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เขียนข้อความในเฟสบุคส่วนตัวว่า “พม่าที่กลับไป กลับไปทำ MOU ค่ะ ไม่ได้กลับแล้วกลับเลย ไม่ต้องสงสารค่ะ ทำให้ถูกต้อง ลูกน้องเจ๊ก็เช่นกัน”

นายจ้างต้องแบกรับต้นทุนเสียบ้าง ต้องหัดรอให้เป็น อย่ามักง่าย เพราะการจ้างแรงงานข้ามชาตินั้นไม่ง่ายเหมือนจ้างแรงงานไทย ค่าธรรมเนียม MOU จ่ายแพงก็ต้องจ่าย ถ้าจ่ายไม่ไหวก็หาวิธีอื่นผลิตไป จะย้ายฐานการผลิต หรือจะใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีก็ต้องไปคำนวณต้นทุนกันว่าคุ้มไหม ไม่ใช่คอยแต่จะเรียกร้อง มีข้ออ้างในการใช้แรงงานผิดกฎหมายอยู่ร่ำไป ถ้าใส่ใจเสียหน่อย การนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมายสามารถทำได้ ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานก็พยายามอย่างมากที่จะลดขั้นตอน ลดค่าธรรมเนียม และประชาสัมพันธ์ให้ง่ายขึ้น นายจ้างที่ทำถูกกฎหมายก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย แรงงานข้ามชาติก็เช่นกัน คนเหล่านี้เสียเปรียบที่เขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพง ต้นทุนการผลิตแพง ทั้งๆที่เขาทำถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากการไม่จัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาค้ามนุษย์ เด็กที่เกิดจากแรงงาน การศึกษา การรักษาพยาบาล โรคติดต่อ รัฐบาลมีภารกิจต้องขับเคลื่อนประเทศอย่างมียุทธศาสตร์ การจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้ต้องสนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ใช่พึ่งพิงแต่แรงงานราคาถูกแบบนี้

เรื่องส่วยเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมากว่า เมื่อบทลงโทษแรง ส่วยก็มีราคาแพงขึ้นด้วย แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุที่จะไม่ทำให้แรงงานถูกกฎหมาย อย่าเอามาผูกกัน ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถแก้ปัญหาแรงงานเถื่อนในประเทศไทยได้เลย เจ้าหน้าที่รัฐต้องไปคุมกันเอง จัดการกันให้ได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง

พอเข้าระบบแล้ว ทุกอย่างจะจัดการง่าย เช่น หากเข้ามาแบบ MOU แล้ว จะมีสัญญาจ้างงาน การเปลี่ยนนายจ้างจึงไม่ใช่นึกจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ แรงงานข้ามชาติมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน ทำงานให้ครบตามสัญญาเสียก่อนถึงจะเปลี่ยนงานได้ ยกเว้น ถูกทารุณกรรม ซึ่งเมื่อถูกกฎหมายก็กล้าแสดงตน กล้าแจ้งความกับเจ้าพนักงานให้ดำเนินการได้ หรือหากไม่พอใจก็ลาออก และเดินทางกลับประเทศไป

กระทรวงแรงงานมีหน้าที่อำนวยความสะดวก ทำ one stop service ให้มีประสิทธิภาพ อย่าให้ใครเอาเป็นข้ออ้างของการไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ กระทรวงต่างประเทศก็ต้องประสานพูดคุยขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้กระบวนการนำเข้ารวดเร็วขึ้น 
กฎหมายไทยดีพอควร มีมาตรการรองรับเพียงพอ แต่ที่ผ่านมายังขาดการบังคับใช้ หลัง 180 วันที่ผ่อนคลาย ก็ต้องจับตามองว่าจะเดินหน้าต่อและไปให้สุดทางได้หรือไม่ หรือจะอ่อนแอและกลับมายืนจุดเดิมเหมือนเช่นเคย

ประเทศอื่นๆเขาเคร่งครัดและเป็นระบบกว่าเรามาก เช่น สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน ไม่มีประเทศไหนที่อนุญาตให้แรงงานนำผู้ติดตามเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศได้ สิงคโปร์และมาเลเซีย ลงโทษนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างชาติจำนวนมากด้วยการต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้แรงงานต่างชาติ ไทยเองก็มีกำหนดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่เคยบังคับใช้ได้เสียที เกาหลีมีการสอบอบรมภาษาและวัฒนธรรมและเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางให้กับแรงงานต่างชาติ และหากนายจ้างใช้แรงงานผิดกฎหมายจะไม่สามารถใช้แรงงานต่างชาติได้อีกเป็นเวลา 3 ปี ส่วนแรงงานจะไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศเกาหลีได้อีก สิงคโปร์มีการเก็บเงินค้ำประกันจากนายจ้าง เพื่อควบคุมแรงงานต่างชาติให้อยู่เป็นหลักแหล่งและสามารถติดตามได้ ตลอดจนปกป้องคุ้มครองสิทธิ์ให้กับแรงงานต่างชาติด้วย เกาหลีมีการเก็บเงินแทจิกึมจากนายจ้างเพื่อให้เป็นรางวัลกับแรงงานที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง 1 ปีขึ้นไปกับนายจ้างคนเดิม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนงานไม่เปลี่ยนนายจ้างบ่อย และเป็นเครื่องมือให้นายจ้างและคนงานแจ้งกับทางราชการเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนายจ้างด้วย

จริงๆแล้ว พรก.ฉบับนี้ยังมีเรื่องอื่นๆที่แสดงถึงพัฒนาการของนโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ไม่ได้มีแค่โทษปรับที่สูงริบเท่านั้น เช่น การมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว กองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว และความพยายามแก้ปัญหานายหน้า

ทั้งนี้ การจะแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายให้สำเร็จลุล่วงได้ ทุกกระทรวงย่อมต้องลงมาช่วยกันทำ กระทรวงแรงงานจะทำกระทรวงเดียวไม่ได้ รวมถึงนายจ้างที่ต้องให้ความร่วมมือ และประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา