ประยุทธ์เอาจริงสั่งขันน็อตบัตรเครดิตฟุ้งเฟ้อ แบงค์ชาติรับลูกเล็งเสนอปรับเพดานวงเงินใหม่

ประยุทธ์เอาจริงสั่งขันน็อตบัตรเครดิตฟุ้งเฟ้อ แบงค์ชาติรับลูกเล็งเสนอปรับเพดานวงเงินใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีนโยบายที่จะลดหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ภาคประชาชนให้ลดต่ำลง  ที่ผ่านมาหลายครั้งหลายคราวเจ้าตัวก็บ่นอุบอิบมาตลอดเรื่องหนี้ครัวเรือนหนี้บุคคลที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น  โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและหนี้บุคคลที่พุ่งไม่หยุดที่ผ่านมาก็เลยสั่งการบ้านให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปดูแนวทางในการลดหนี้ครัวเรือนและหนี้บุคคล  โฟกัสตรงๆไปที่เรื่องบัตรเครดิต ที่หลายคนมีบัตรเครดิตหลายแบงค์หลายธนาคารเลยทำให้ใช้จ่ายเงินเกินตัวเต็มเพดานที่แต่ละแบงค์กำหนด  ที่สุดก็กลายเป็นกรณีดินพอกหางหมูใช้ได้จ่ายไม่ทันกลายเป็นหนี้เสียหนี้สูญให้ธนาคารตามล้างตามเช็ดไม่หยุดเกิดปัญหาตามมาสารพัด  ล่าสุดทางออกของเรื่องนี้ทางแบงค์ชาติได้เสนอข้อมูลและแนวทางแก้ไขปัญหามาให้พล.อ.ประยุทธ์และครม.รับทราบ  งานนี้ใครเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือต้องการจะทำบัตาเครดิตใหม่มีหนาว เพราะยอดวงเงินที่ได้รับจะไม่สูงลิ่วเหมือนอดีตแล้ว แต่จะมีการอนุมัติวงเงินตามเพดานรายได้ที่ทุกคนมีที่ทุกคนหาได้ในแต่ละเดือนเพื่อลดปัญหา
 


“ เรื่องนี้นายกฯมีนโยบายไปนานพอสมควรแล้ว ปัญหาส่วนหนึ่งของหนี้สิน หนี้เสียของภาคประชา เกิดจากการใช้เงินเกินตัว มีบัตรเครดิตค่อนข้างมากเกินความจำเป็นเกินกว่าที่เงินเดือนจะมีอยู่  เพราะฉะนั้นวันนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเขาเลยส่งสัญญานกราบเรียนนายกฯมาว่า ไม่นานจากนี้เขาจะออกมาตราการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล  เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน และแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มักจะสร้างหนี้สินเกินตัว” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแถลงผลการประชุมครม.11 ก.ค. 2559 


โดยงานนี้ทางแบงค์ชาติได้เสนอแนวทางในการควบคุมการใช้บัตรเครดิตให้มีประสิทธิภาพด้วยการตั้งเพดายการอนุมัติวงเงินให้สอดคล้องกับเงินเดือน เพื่อให้ลูกค้า ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้มีปัญญาใช้จ่ายบัตรเครดิตโดยไม่มีปัญหาหรือไม่ใช้จ่ายเกินตัวตามที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นห่วง  ล่าสุดแบงค์ชาติก็เสนอแนวทางที่เป็นตุ๊กตามาแล้ว

“อาจจะมีการแก้ปรับเปลี่ยนเพดานการปล่อยเงินกู้บัตรเครดิตใหม่ที่เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน เป็นการกำหนดตามเพดานเงินเดือน  ยกตัวอย่างเช่น คนมีรายได้ต่อเดือน 1.5 ถึง 3 หมื่นบาท อาจจะได้วงเงินบัครเครดิตสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้  ถ้ารายได้อยู่ประมาณ 3 ถึง 5 หมื่นก็จะได้รับวงเงินราว  3 เท่าของรายได้  และถ้ารายได้เกิน 5 หมื่นขึ้นไปก็จะได้รับวงเงิน 5 เท่าของรายได้ นั้นหมายความว่าเพดานของเครดิตสินเชื่อจะเปลี่ยนไปตามรายได้เงินเดือนของแต่ละคน  นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่เกิดการใช้เงินคนเกินตัว นั้นจะเป็นการได้รับสินเชื่อพอเหมาะพอควรกับเงินเดือน” โฆษกรัฐบาลระบุ  

ระหว่างนี้แบงค์ชาติเตรียมคิดมาตราการและรายละเอียดการควบคุมบัตรเครดิตใหม่และเตรียมเสนอให้ครม.คลอดมาตราการคุมเข้มบัตรเครดิตในเร็วๆนี้