13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

วันที่13 กรกฎาคม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสดุดีวีรชน รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอ

        เมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2560 เวลา 09.30 น. พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสดุดีวีรชนในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ณ บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ป้อมพระจุลจอมเกล้า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

        โดยมีพิธีวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมราชนุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คล้องพวงมาลัยที่ปากกระบอกปืนเสือหมอบ พิธีกล่าวคำสดุดีวีรชนในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 และพิธีบำเพ็ญกุศลแด่วีรชนฯ

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

        เหตุการณ์ ร.ศ.112 ตรงกับปีพุทธศักราช 2436 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในช่วงนั้นชาติตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลสำคัญทางแถบเอเชีย โดยจุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ การแสวงหาอาณานิคมประเทศต่าง ๆ เช่น ญวน เขมร ลาว ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนพม่าและมลายูตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ สำหรับประเทศไทย ได้ถูกชาติมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสเข้ามารุกราน โดยในวันที่ 13 กรกฎาคม พุทธศักราช 2436 เรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ คือ เรือสลุปแองคองสตังค์ และเรือปืนโคแมตได้รุกล้ำสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายังกรุงเทพฯ และได้เกิดการปะทะกับฝ่ายไทย ทั้งหมู่ปืนที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และเรือรบไทยที่จอดอยู่เหนือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จำนวน 9 ลำ ผลปรากฏว่า เรือแองคองสตังต์ และเรือโคแมต ที่ได้รับความเสียหายบางส่วน สามารถตีฝ่าแนวป้องกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาได้จนถึงกรุงเทพฯ และเทียบท่าอยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส โดยมีทหารประจำเรือเสียชีวิตรวม 3 นาย และเรือนำร่องถูกยิงเกยตื้นอยู่ริมฝั่งส่วนฝ่ายไทยเรือที่ได้รับความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายตรงข้าม จำนวน 4 ลำ

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้

        ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ไทยกับฝรั่งเศสก็ได้ยุติการสู้รบกันเกี่ยวกับกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และเป็นเหตุให้ไทยเราต้องเสียดินแดนแก่ฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประกอบด้วยดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อันได้แก่ ประเทศลาวปัจจุบัน ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทน์ และอาณาเขตนครจำปาศักดิ์ตะวันออก ตลอดจนบรรดาเกาะแก่งต่างๆ ในแม่น้ำโขง คิดเป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร

13 กรกฎาคม รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ปีที่ 124 ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกราช ประวัติศาสตร์ที่คนไทยต้องรู้
        เหตุการณ์ในครั้งนั้น ยังความโทมนัสและเสียพระราชหฤทัยแก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณา เห็นว่าการว่าจ้างชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับการเรือ และป้อมนั้นไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศได้สมควรที่จะต้องบำรุงกำลังทหารเรือไว้ป้องกันภัยด้านทะเล และต้องใช้คนไทยทำหน้าที่แทน ชาวต่างประเทศทั้งหมด และการที่จะให้คนไทยทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศได้นั้นต้องมีการศึกษาฝึกหัดเป็นอย่างดีจึงจะใช้การได้ จึงทรงส่งพระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษาวิชาการทั้งในด้านการปกครอง การทหารบก ทหารเรือ และอื่น ๆ ในทวีปยุโรป รวมทั้งได้ทำการฝึกนายทหารเรือไทย เพื่อปฏิบัติงานแทนชาวต่างประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้กิจการทหารเรือมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนปัจจุบัน

        เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น กองทัพเรือ จึงได้จัดให้มีการจัดงาน“รำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112” ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า ระหว่างเวลา 10.00 น. – 18.00 น. ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิธีสดุดีวีรชนในเหตุการณ์ ร.ศ.112 ในโอกาสนี้ กองทัพเรือ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทำให้ประเทศไทย เป็นเอกราชไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจ และวีรกรรมอันหาญกล้าของบรรพชนทหารเรือ โดยภายในอาณาบริเวณของอุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ประกอบด้วยสถานที่เหมาะแก่การศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีขนาดพระบรมรูปใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป้อมปืนเสือหมอบ พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง ลานจัดแสดงอาวุธกลางแจ้ง และเส้นทางชมป่าชายเลน อันร่มรื่นและแวดล้อมด้วยสัตว์ประจำถิ่นนานาชนิด

 

ชมคลิป กรุณารอสักครู่

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ