ไปฟังคำตัดสินก็ยังหนีได้!!! เปิดช่องกฎหมาย ทางหนีทีไล่ “ปู”

ไปฟังคำตัดสินก็ยังหนีได้!!! เปิดช่องกฎหมาย ทางหนีทีไล่ “ปู”

แม้จะเหลือเวลาอีก 1 เดือนเต็มกว่าจะถึงวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีละเว้นไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนก่อให้เกิดความเสียหาย ในวันที่ 25 สิงหาคม แต่หลายฝ่ายกลับให้ความสนใจอย่างมากตั้งแต่ตอนนี้แล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ที่สุดจะ “หนี” หรือ “ไม่หนี”

 

นอกจากนี้ สังคมยังให้ความสนใจถึงบรรยากาศทางการเมืองในช่วงหลังจากนี้จนถึงวันที่ 25 สิงหาคมว่า จะวุ่นวายหรือไม่ เพราะเริ่มมีการระดมมวลชนเข้ากรุงเพื่อให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องส่งเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านตั้งแต่เนิ่นๆ
สำหรับประเด็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเอาอย่างไรกับชีวิตหลังจากนี้ แล้วในวันที่ 25 สิงหาคม เธอจะเดินทางไปฟังคำพิพากษาเองหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีคนเชื่อว่า จะออกจากประเทศก่อนวันตัดสินของศาลเหมือนกับพี่ชายแน่นอน เพราะการพาตัวเองเข้าไปในวันนั้นคือ เหมือนพาตัวเองเข้าสู่ตะราง

ทว่า เรื่องอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจุบันมีตัวแปรหลายอย่าง เช่น เรื่องกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งอาจทำให้วันตัดสินเราอาจจะเห็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปพร้อมกับมวลชนมหาศาลอยู่ นั่นเพราะหากแม้ที่สุดศาลตัดสินว่า เธอผิด เธอยังมีสิทธิ์อุทธรณ์
โดยพบว่า ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 4 บัญญัติให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 278 วรรค 3 ที่สามารถกระทำได้ภายใต้หลักเกณฑ์ว่า ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ จำเลยทั้งหลายจึงมักหลบหนีก่อนวันตัดสิน เพราะการจะมีพยานหลักฐานใหม่เป็นเรื่องยากมาก
 แต่กรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ หากถูกตัดสินว่า ผิด แม้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องหลักฐานใหม่ แต่หากอุทธรณ์ก็อยู่ที่ว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะว่าอย่างไร การประกันตัวสามารถทำได้ แต่หลักทรัพย์อาจต้องใช้มหาศาล ซึ่งคงไม่กระทบกระเทือนขนหน้าแข้งเธอ

ถึงตรงนี้การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปฟังในวันที่ 25 สิงหาคมจึงมีเปอร์เซ็นต์ไม่น้อย เพราะการตัดสินใจไปก่อนคำพิพากษาจะออกมา ส่งผลเสียต่อเธอมากกว่าทั้งที่ยังไม่รู้ว่า โทษที่ได้รับเป็นอย่างไร ซึ่งหากอยู่ฟังแล้วปรากฏว่า โทษที่ได้รับน้อย เธอยังกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้หลังจากนั้นต่อไปได้  แต่หากเลือกจะไปก่อน จากเดิมที่อาจคุมขังไม่นาน จะกลับกลายทำให้เธอต้องหนีตลอดชีวิต ซึ่งไม่คุ้ม
การอยู่ฟังก่อนแล้วค่อยใช้ช่องทางกฎหมายเผ่น จึงถือว่ายังทันต่อเวลา
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องบทลงโทษของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต โดยคณะกรรมการป.ป.ช.เคยชี้มูลว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 123/1 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
สำหรับมาตรา 157 กำหนดโทษเอาไว้ว่า “ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” ขณะที่มาตรา 123/1 ของกฎหมายป.ป.ช. ยกข้อความในมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญามาทั้งดุ้นแปบเป๊ะๆ ทุกคำ
เท่ากับว่า โทษสูงสุดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เต็มที่คือ ติดคุก 10 ปี แต่เชื่อเถอะว่า เธอคิดว่าตัวเองคงไม่ต้องชดใช้กรรมหนักขนาดนั้น
ดังนั้น การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปในวันที่ 25 สิงหาคม การันตีไม่ได้ว่า เธอจะไม่หนี จนกว่าจะรอฟังคำพิพากษา เพราะทางหนีทีไล่ยังพอมีอยู่