- 26 ก.ค. 2560
เตรียมกระชากหน้ากาก!! เปิดโปงก๊วน 8 ตำรวจยัดยา ปล้นทรัพย์ ล่าสุดได้ข่มขู่ทนาย (รายละเอียด)
"ทนายตั้ม"ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ได้มีการเข้าช่วยเหลือ สองสามีภรรยาเป็นแค่พ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้นคู่หนึ่งชาวแม่กลอง ถูกจับกุมในคดีค้ายาเสพติด และเรื่องราวตั้งแรกถึงปัจจุบันเป็นมาอย่างไรติดตามไปพร้อมๆกันเลยค่ะ
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เกิดเหตุจับสามีภรรยาชาวแม่กลองคู่หนึ่ง ชื่อเล่นว่าตูน-เปิ้ล ตามบันทึกจับกุมมีรายละเอียดว่า เวลา 16.00 น. จับกุมนางสาวเปิ้ล พร้อมยาบ้า 20 เม็ด ที่ปั้มแก๊ซ แอล พี จี ป.ต.ท.ขาออก ต่อมาในวันเดียวกันเวลา 18.00 น. ได้มีการจับกุม นายตูน พร้อมยาบ้า 40 เม็ดได้ที่ปั้มน้ำมันบางจากขาออก!!น่าแปลกที่ ภรรยาขายยาบ้าอยู่ปั้มหมายเลข 2 สามีขายยาบ้าอยู่ปั้มหมายเลข 3 ซึ่งปั้มทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงแค่เกือบ 3 กม. แต่ระยะเวลาจับกุมห่างกันร่วม 2 ชม.ก่อนจับกุมตูน-เปิ้ลได้ ตำรวจได้มีการจับกุม นายกันต์พร้อมยาไอซ์ 1 ถุง และได้มีการซัดทอดว่าซื้อยาเสพติดมาจากนายตูน และสามารถล่อซื้อได้ ซึ่งในเวลาต่อมานายกันต์เป็นพยานให้โจทก์ ในชั้นพิจารณาในศาล โดยนายกันต์เป็นพยานด้วยความจำใจ และน่าสงสารที่สุด กับผลที่เค้าได้รับกับระบบกฎหมาย (ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังเมื่อถึงตอนสืบพยานในศาลเสร็จ)แน่นอนว่าตูน-เปิ้ลเมื่อมียาเสพติดแล้ว ตำรวจก็มีวิธีการให้รับสารภาพ ทุกอย่างเป็นไปเหมือนที่มีคนวางพล็อตเรื่องไว้ ตูน-เปิ้ล เด็กแม่กลองผู้น่าสงสาร ถูกควบคุมตัวในโรงพัก 2 วัน
ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 ทั้งคู่ถูกส่งตัวไปขอฝากขังต่อศาล ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นแค่พ่อค้าแม่ค้าขายลูกชิ้น และรับจ้างก่อสร้าง ทำให้การหาเงินเพื่อประกันตัวเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก ผ่านไปหลายวันในที่สุดญาติๆก็ไปกู้ยืม จนสามารถหาเงินเพื่อเช่าหลักทรัพย์ได้ตอนที่ทั้งคู่ติดอยู่ในเรือนจำคนในนั้นแนะนำให้ตามหา "ทนายตั้ม"ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ พอออกมาได้ ทั้งคู่พยายามหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ต มีข้อมูล มีลิ้งข่าวเยอะไปหมด แต่ไม่สามารถหาเบอร์ผมได้ ทั้งคู่ขับรถมาจากสมุทรสงคราม เพื่อมาหาสำนักงานผม แต่ก็คลาดกันไม่เคยได้เจอผม จนวันนึงหลานของทั้งคู่ เอาบัตรสมาชิกทีมงานทนายประชาชนไปโชว์ แล้วบอกว่ามีทนายไปสอนผมที่โรงเรียนด้วยความไม่รู้ว่าอาได้ตามหาเบอร์ผมอยู่ เมื่อทั้งคู่เห็นชื่อ นามสกุลจึงรู้ทันทีว่าคือคนเดียวกับที่กำลังตามหา!!เปิ้ลได้ต่อสายหาผมทันที ผมรับสายคุยเบื้องต้นด้วยความที่ทั้งคู่ตื่นเต้นจึงพูดผิดๆถูกๆ ว่าอยากมาปรึกษา ผมฟังเข้าใจว่าเป็นเรื่องหย่า ด้วยความงงๆ จึงนัดกันในวันรุ่งขึ้นที่ห้างในต.มหาชัยพอเจอกันผมเห็นทั้งคู่มาพร้อมลูกและพ่อแม่ ก็คิดในใจรักกันดีจะมาหย่าทำไม แต่เมื่อเปิ้ล ได้เล่าเหตุการณ์เบื้องต้นให้ฟังมันไม่ใช่คดีหย่า มันคือคดียา และเป็นคดีที่ไม่ใช่หมูๆแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับนายตำรวจระดับรองผู้กำกับ สารวัตร ผู้กอง และตำรวจชั้นประทวน รวมแล้ว 8 คน ที่สำคัญตูน-เปิ้ลบอกว่าสำนวนที่ตำรวจเขียนมาไม่ใช่ความจริงเลย ตนถูกจับที่สมุทรสงคราม ตามแผนที่หมายเลข 4และมาถูกยัดยาที่สมุทรสาคร ในพื้นที่ ในเขตอำนาจของก๊วนตำรวจ 8 คนนั้น
แล้วเพราะอะไรต้องเป็น 2 คนนี้?
แล้วทำไมนายกันต์สายลับถึงบอกว่าซื้อยามาจากทั้งคู่?
แล้วพยานหลักฐานล่ะใครจะกล้ามาเป็นพยานให้?
คดีนี้มีเดิมพันอิสระภาพของทั้ง 2 คน และความถูกต้อง หรือชีวิตราชการ และอิสระภาพของตำรวจทั้ง 8 คน แล้วที่สำคัญใจทนายล่ะ #กล้าพอทำคดีนี้ไหม? ผมรู้ตั้งแต่นาทีแรกถ้ารับทำคดีนี้ ชีวิตผมอาจต้องเปลี่ยน มันจะมีภัยหลายๆอย่างมาโดยไม่รู้ตัวแน่นอน แต่ถ้าไม่ช่วยสามีภรรยาคู่นี้ก็คงต้องรับกรรมที่ตนไม่ได้ก่อยังงั้นหรือ
จากการสอบข้อเท็จจริงได้ความว่า วันเกิดเหตุเวลา 13.00 น. ตูน-เปิ้ล ได้ขี่มอเตอร์ไซค์มาซ่อมที่ ตำบลบ้านแพ้ว และกำลังจะเดินทางกลับบ้าน ที่ จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างทาง ตูน อยากเข้าห้องน้ำ จึงแวะปั้มน้ำมัน ปตท.ธวัชภิญโญ ซึ่งอยู่ที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อตูนเข้าห้องน้ำ ซักครู่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 7-8 คน มาดักรอ และเมื่อตูนออกจากห้องน้ำ จึงเข้าควบคุมตัว ค้นตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แล้วจึงนำตัวขึ้นรถเก๋งสีขาวไปทันที ชายฉกรรจ์อีกชุด ควบคุมตัวเปิ้ลที่หน้าห้องน้ำ ตรวจค้นตัวไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ได้มีการยึดกระเป๋าเงิน โทรศัพท์ไว้ การกระทำครั้งนี้มีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย แต่ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะชายกลุ่มดังกล่าวบอกว่าเป็นตำรวจและนี่คือการปฎิบัติหน้าที่!!การจับกุมและตรวจค้นครั้งนี้เกิดที่ห้องน้ำ มี ป้าก.พนักงานทำความสะอาดเห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด ชายซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็น รองชื่อ ป. หัวหน้าชุดการปฎิบัติการครั้งนี้ ขอให้ ป้าก. นำเปิ้ลไปตรวจค้นตัวในห้องน้ำอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยความที่เปิ้ลกลัวมากจึงบอก ป้าก.ขอร้องให้ช่วยด้วย ช่วยแจ้งตร.ให้ที แต่ ป้าก.ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรทั้งสิ้น เพราะก็กลัวกลุ่มชายฉกรรจ์เช่นกันnเปิ้ลถูกจับขึ้นรถกระบะสีดำ พร้อมยกมอเตอร์ไซค์ขึ้นท้ายรถกระบะ เมื่อถามว่าใครอยู่ในรถบ้าง เปิ้ลจำได้ทุกคน โดยเฉพาะหัวหน้าชุด รองชื่อป. ได้หันมาถามเปิ้ลว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดใช่ไหม ให้บอกที่ซ่อนมา เปิ้ลบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง ให้ไปค้นที่บ้านก็ได้ แต่กลุ่มชายในรถคันดังกล่าวก็ไม่ไป รีบขับรถมุ่งหน้าไปจ.สมุทรสาครระหว่างทางรองชื่อป.ได้หันมาเห็นสร้อยทองที่คอพร้อมพระเครื่อง และสร้อยทองที่ข้อมือ จึงบอกให้เปิ้ลถอด ด้วยความกลัวเปิ้ลจึงต้องยอมทำตามที่สั่งมา (ซึ่งเงินสด สร้อยทอง พระเลี่ยมทอง ไม่ได้มีในบันทึกตรวจยึด)ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวมาคนละคันกัน และเมื่อมาถึง โรงพัก ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกัน เปิ้ลได้ยินแต่เสียงสามีร้องด้วยความเจ็บปวด เปิ้ลเล่าว่ามีตำรวจเดินเข้าออกตลอดเวลา หลายคนพยายามเข้ามาพูดให้รับว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ทั้งคู่ไม่รู้เรื่อง จึงถูกเอากล่องครอบหัวแล้วตีอยู่เป็นเวลานาน ตูน-เปิ้ลได้ขอร้องให้ปล่อยแต่ไม่เป็นผล เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง มีชายคนหนึ่งเอายาเสพติดมาวางที่โต๊ะด้านหน้าแล้วบอกว่า "นี่ยาพวกมึง ให้รับซะ คดีแค่โทษปรับ ถ้าไม่รับพวกมึงจะโดนมากกว่านี้" ทั้งคู่ขอโทรไปหาครอบครัว แต่ไม่ได้รับการอนุญาติ ในที่สุดเมื่อตูน-เปิ้ลไม่สามารถทนเจ็บและความกดดันต่างๆได้จึงยอมรับสารภาพทั้งคู่
16.00 น.ตำรวจได้พาทั้งสองขึ้นรถจากโรงพักขับไปเรื่อยๆ มีสารวัตรคนนึงพูดว่าเอาที่นี่ล่ะ แล้วจึงให้เปิ้ลลงไป ถ่ายรูปแล้วกลับมาขึ้นรถ ขับไปได้อีกหน่อยสารวัตรคนเดิมก็บอกให้จอดแล้วบอกว่าเอาปั้มนี่ล่ะ แล้วจึงให้ตูนลงไปถ่ายรูปแล้วกลับมาขึ้นรถ ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปตามแผนทุกอย่าง แต่ทุกการกระทำจะสร้างพยานหลักฐานใหม่เสมอ เมื่อผมฟังเรื่องทั้งหมด ผมยังไม่เชื่อในทันที นัดทั้งคู่มาที่สำนักงานในวันรุ่งขึ้น แยกกันสอบเพื่อหาความจริง แต่ไม่พบพิรุธว่าทั้งคู่จะโกหก เพราะเรื่องราวสอดคล้องต้องกันและถ้าเป็นจริงอย่างที่ 2 คนนี้เล่า แน่นอนคดีนี้ไม่หมู แล้วจะรอให้สืบพยานค่อยไปซักค้านบนศาลแค่นั้นไม่พอแน่ เพราะพยานบุคคล เมื่อได้รับหมาย จะต้องถูกคนที่รู้กฎหมายบล็อค ไม่ให้มาเป็นพยาน แล้วตูน-เปิ้ลจะเอาพยานที่ไหนไปสู้ ?หลักฐานกล้องวงจรปิด!! ในปั้มที่แม่กลอง ถ้าผมหามาได้ทุกอย่างจบ เพราะพยานหลักฐานก็จะชี้ว่าจริงๆจับ 2 คนที่ปั้มนี้ และเป็นเวลา 13.00 น. ไม่ใช่ 16.00 น.และ 18.00 น.แต่อย่างใด แล้วจะเอาเทปบันทึกกล้องวงจรปิดออกมาได้ยังไง ในเมื่อคดีนี้ยังไม่ได้ส่งฟ้องศาล จะเอาหมายศาลไปบังคับก็ทำไม่ได้ แล้วถ้าจะรอจนคดีสู่ศาล รายการบันทึกก็หายไปจนบันทึกซ้ำไปหลายรอบเป็นแน่แท้ ผมต้องให้ผู้ใหญ่ที่แม่กลองช่วยไปคุยในทางลับกับทางผจก.ปั้ม แต่ผมช้าไป เพราะหลังจับกุม ตูน-เปิ้ล แค่ 2 วัน รองป. สารวัตรป. และนายดาบคนหนึ่ง ได้เข้าไปคุยกับทางผจก.ปั้มเรียบร้อยแล้ว และตอนที่ผมพยายามให้ได้บันทึกกล้องวงจรปิด มันก็ไม่มีสิ่งที่ผมต้องการอีกต่อไป เมื่อมานั่งคิดทบทวนกับทีมงานอยู่หลายชั่วโมง พวกเราจึงคิดว่างานนี้ต้องเล่นใหญ่!! แจ้งความดำเนินคดีตำรวจ 8 คนที่โรงพักแม่กลอง ในข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วให้ตำรวจเรียกแม่บ้านมาสอบ ล็อคข้อเท็จจริงไว้ก่อน จะได้ไม่พลิกลิ้นบนศาลได้แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายอย่างนั้น ด้วยความที่ผมคลุกคลีกับตำรวจมานานจึงทำให้รู้ว่า จู่ๆถ้าเราจะไปแจ้งความ ก็จะเจอลีลาโบ้ยดึงเวลา แล้วหาทางส่งซิก ก็จะกลายเป็นผมแหวกหญ้าให้งูตื่น จากที่แม่บ้านจะให้การตามความเป็นจริง จะเป็นไม่มาให้การหรือไม่ก็มาพร้อมกับเรื่องที่ดูเข้าทางตำรวจเป็นแน่แท้ แล้วจู่ๆน้องในทีมงานชื่อเบียร์ก็เสนอความคิดมาว่า "ทำไมพี่ไม่ใช้ตัวช่วย" ผมจึงคิดได้ว่าถ้าจะให้งานนี้ราบรื่นคงต้องใช้บารมี ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือคนหนึ่ง จึงเข้าไปพบเพื่อรายงานและเล่าข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ท่านฟัง พร้อมขอความช่วยเหลือซึ่งท่านก็ยินดี ในทุกเรื่องที่ผมร้องขอไปเมื่อทุกอย่างพร้อม 7 สิงหาคม 2559 จึงเข้าไปแจ้งความโดยไม่นัดตำรวจล่วงหน้า ไปถึงโรงพักแม่กลองเจอผู้กองอยู่คนหนึ่ง ปฎิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนอยู่ เมื่อผมพา ตูน-เปิ้ล ไปแจ้งความ ผู้กองก็ทำท่าอิดออด บอกแค่รับแจ้งความนะ จะยังไม่เรียกแม่บ้านมาสอบ ซึ่งผมไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้ ผมจึงทำตามบางอย่างที่ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือแนะนำ ผู้กองแลจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ผมอาสาพาผู้กองไปปั้มที่มีการจับกุม ผมจะมาเล่าต่อนะครับว่าการไปกับผู้กองครั้งนี้เจอใครและได้ประโยชน์อะไรมาบ้าง แต่อยากฝากให้คนที่ไม่เคยออกไปทำงานหาพยานหลักฐานแบบผม พวกที่ชอบนั่งเทียนตัดสินนู่นนี่นั่นว่า พยานในคดีน่ะ ไม่ใช่ว่าเค้าอยากมา มันไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ ที่จะให้คนไม่เต็มใจมาเบิกความ แล้วต้องสู้กับตำรวจด้วย ชาวบ้านตาดำๆไม่มีใครอยากมายุ่งด้วยหรอก เข้าใจนะท่าน!! ก๊วน 8 ตำรวจยัดยา หลังจากผมกับตูน และเปิ้ล ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีตำรวจ 8 คน ในข้อหาปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผมก็พาพนักงานสอบสวน (พงส.)ไปที่ปั้ม ที่เกิดเหตุจริง เมื่อไปถึงก็เห็นแม่บ้าน คนที่เป็นพยานปากสำคัญ ผมกับพงส.ก็ไปตะล่อมถามว่า เคยเห็นมีการจับกุมที่หน้าห้องน้ำนี้หรือไม่ แม่บ้านก็ย้อนถามกลับมาว่าพวกเดียวกันหรือเปล่า (กับชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว) ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่พงส.ก็แนะนำว่าตนเองเป็นตำรวจที่แม่กลองนี่ล่ะ ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย แม่บ้านก็รีบออกตัวเลยว่า ไม่อยากยุ่งไม่อยากเดือดร้อน ขอไม่เกี่ยวข้องได้ไหม ผมก็เลยบอกว่าขอแค่เล่าเหตุการณ์คร่าวๆหน่อย ในที่สุดแม่บ้านก็ยอมเล่า (แบบไม่ค่อยพอใจ เพราะไม่อยากยุ่งเรื่องนี้) แม่บ้านเล่าว่า วันเกิดเหตุช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2559 ช่วงบ่ายขณะที่ตนกำลังปฎิบัติหน้าที่ล้างห้องน้ำอยู่ ก็เห็นมีผัวเมียคู่นึงเอารถมาจอด ผัวเดินไปห้องน้ำ เมียเดินไปร้านค้า ซักพักมีชายฉกรรจ์มาพาผัวขึ้นรถไป แล้วตรวจค้นเมีย ไม่เจออะไร จึงให้ตนไปช่วยดูเมียในห้องน้ำ ซึ่งก็ไม่เจอสิ่งผิดกฎหมาย แล้วก็พาเมียขึ้นรถอีกคันไป แล้วอีก 2-3 วันต่อมา ชายที่อ้างว่าตนเป็นตำรวจ 2-3 คน (จำหน้าได้เมื่อผมให้ดูรูป)ก็ได้มาที่ปั้มอีกครั้ง มาคุยกับผู้จัดการปั้ม โดยทราบว่ามาขอดูกล้องวงจรปิด แต่ตนไม่รู้ว่าเจออะไรในวีดีโอไหม เรื่องที่ป้าแม่บ้านเล่าตรงกับที่ตูน-เปิ้ลเล่า แสดงว่าเรื่องที่ถูกจับที่แม่กลองเริ่มมีมูลล่ะ ผมจึงให้พงส.เชิญ ป้าแม่บ้านไปให้การที่โรงพัก ป้าแม่บ้านมีอาการกลัวมาก พยายามปฎิเสธและจะขอโทรหาผู้จัดการปั้ม ตอนนั้นผมคิดว่าผู้จัดการปั้มกับตำรวจกลุ่มนั้นถึงกันแน่นอน เลยพยายามหว่านล้อมป้าว่าให้ไปโรงพักก่อน เดี๋ยวจะโทรหาผู้จัดการให้ พี่พงส.ก็พยายามช่วยพูดให้ว่า แค่ไปให้การในฐานะพลเมืองดี ผมก็งอนง้ออยู่นาน จนในที่สุดป้าแม่บ้านก็ยอมไป (แบบไม่เต็มใจเท่าไหร่) เมื่อไปถึงผมก็ถ่ายวีดีโอขณะตำรวจสอบปากคำ เผื่อมีปัญหาเกิดขึ้นได้เก็บไว้ยืนยันว่า ป้าแม่บ้านให้การตามความเป็นจริง ตามที่พงส.ได้ถามเป็นข้อๆ เมื่อสอบปากคำเสร็จผมก็ขอให้พงส. ทำหมายเรียกไปที่ปั้มอีกครั้ง เพื่อขอเทปบันทึกกล้องวงจรปิดวันเกิดเหตุ อย่างที่ผมบอกไปเมื่อตอนที่แล้วว่าผมรู้ว่ามันไม่มีแล้วจากที่เช็คข่าวมา แต่ผมแค่หวังลึกๆเผื่อฟลุ๊ค หรือเผื่อข่าวของผมผิดพลาดเท่านั้น ซึ่งพงส.ก็ได้ขอ แต่ก็ได้คำตอบอย่างที่ผมรู้มาก่อน คือไม่มีแล้ว เรามาช้าไป เรื่องของป้าแม่บ้านจริงๆมีอีกเยอะมาก เพราะหลังจากที่ป้ามาให้การแล้ว ก็ต้องไปเป็นพยานศาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ผมทั้งขอร้อง ทั้งขู่นิดๆเรื่องขัดหมาย มีโทษตามกฎหมาย กว่าแกจะยอมไปเป็นพยานในศาล เอาง่ายๆเวลาไปหาแกที่ปั้ม แกจะหลบหน้าผมตลอด ไป 4-5 ครั้งจะเจอป้าซักครั้ง แต่ตอนหลังคงทนผมตื้อไม่ไหว แต่ค่อยเล่าวิธีคุยกับพยาน ในการให้เค้ายอมมาเป็นพยานศาล ซึ่งคดีที่มีปัญหากับตำรวจอีกครั้ง จนตอนหลังป้าแม่บ้านลุ้นตาม โทรมาถามข่าวคราวตลอด จนสนิทกับผมไปเลย ทั้งๆที่เมื่อก่อนเจอหน้าผมอย่างกับเห็นผีแทบจะวิ่งหนีไปให้พ้นๆ
เมื่อผมเก็บพยานหลักฐานได้บางส่วน คือให้ป้าแม่บ้าน พยานสำคัญไปให้การกับพงส.ไว้แล้ว เป็นอย่างที่คาด ตำรวจพวกนั้นจมูกไว เพราะเข้าใจว่าคดีแจ้งความตำรวจแบบนี้ ยังไงพงส.ก็ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา แต่ผมไม่คิดว่าจะเร็วปานนี้ เพราะแค่วันรุ่งขึ้น ผมมีกำหนดการบรรยายกฎหมาย ในโครงการ"พี่สอนน้อง ให้เป็นคนดีของสังคม" ที่โรงเรียนหนึ่งใน ต.มหาชัย ระหว่างที่ขับรถ มีเจ๊คนนึงเป็นนายประกันที่ผมสนิทด้วย โทรมาแล้วถามว่าผมเป็นทนายให้ตูน-เปิ้ลใช่ไหม ผมรู้ทันทีว่านี่คือการเช็คข่าว เจ๊คงจะมาหลอกถามให้ตำรวจ ผมก็ปฎิเสธไปเพราะยังไม่อยากเปิดเผยตัว กลัวอันตรายส่วนหนึ่ง อีกอย่างไม่อยากทำงานยาก ผมก็เลยบอกว่าไม่ใช่ แลเจ๊จะงงจึงบอกผมว่าสงสัยทนายตั้ม ที่อยู่แม่กลองมั้ง มีชื่อคล้ายผมอยู่หนึ่งคน อีกแปปนึง ผู้กำกับโรงพักบ้านผมเอง โทรมาถามว่า ตั้มๆทำคดีแม่กลองรึเปล่า ผมก็ตอบไปเหมือนเดิมป่าวครับ จริงๆผมไม่อยากโกหกเลย แต่ขอปิดไว้ก่อน ยังอยากไปไหนมาไหนสะดวก แต่เหมือนความลับมันไม่มีในโลก เพราะระหว่างผมบรรยายกฎหมายกับทีมงานทนายประชาชนอยู่ ก็มีสายจากตำรวจคนนึง เป็นพี่ที่ผมสนิท ผมเห็นเบอร์ล่ะได้แต่บอกน้องในทีมงานล่ะว่า "พี่ไม่อยากโกหกพี่xx.เลย" ขอเป็นยังไม่รับสายดีกว่า บรรยายกฎหมายเสร็จหัวว่างๆค่อยโทรกลับล่ะกัน เมื่อผมทำโครงการ "พี่สอนน้อง ให้เป็นคนดีของสังคม" เสร็จ ผมก็โทรกลับไปหาพี่xx. พอเค้ารับสาย เค้าก็หัวเราะมาก่อนเลย พร้อมกับพูดว่า งานนี้เล่นหนักเลยนะ มาเจอพี่หน่อย ก็เลยนัดกันไปที่ร้านๆหนึ่งในคืนนั้นเลย พี่xx.ผู้มากบารมีในวงการสีกากี ก็ถามเรื่องจากผมว่าแท้จริง เรื่องนี้มันยังไง พอผมเล่าจบ เค้าก็บอกว่าก็ตรงกับที่เค้ารู้เรื่องมา เค้าถามผมว่าถ้าจะจบตั้มต้องการอะไร ผมก็บอกแค่ต้องการให้ตูน-เปิ้ล ไม่ติดคุก เค้าเลยบอกว่าเรื่องนี้มันเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นเรื่องไปหลายคนต้องเดือดร้อน อาจจะสะเทือนไปยังเก้าอี้นายตำรวจใหญ่ๆ ที่ปล่อยปะละเลยให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น พี่คุยกับชุดจับแล้วมันเสนอมา 3 ข้อ 1.มันจะคืนเงิน สร้อยคอ พระ สร้อยข้อมือให้ 2.จะจ่ายค่าประกันตัวตูน-เปิ้ลแทนให้ 3.จะไปช่วยเบิกความในคดีที่ตูน-เปิ้ลเป็นจำเลย ขอแค่อย่างเดียวถอนเรื่องแจ้งความออกซะ เพราะเรื่องนี้มันต้องไปที่ป.ป.ท.(โดยปกติคดีที่จนท.ตำรวจ หรือข้าราชการ ถูกแจ้งข้อหาว่าปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบจะต้องถูกส่งไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ภายใน 1 เดือน) เมื่อได้รับข้อเสนอมาจริงๆตูน-เปิ้ลก็โอเค เพราะเหมือนกับทุกอย่างกับมาเซ็ตซีโร่ แต่ทำไมไม่จบ แล้วยังมีระดับ ส.ส. เสธทหาร นักข่าว นายกอบต. มาเคลียร์ แต่ก็ไม่จบ ผมคิดอะไรอยู่? ต้องการลองวิชา?หรืออะไร? จะมาเขียนในตอนต่อไปนะครับ อ่อ..ยังมีตัวแสบผู้กำกับสืบจังหวัดหนึ่งแถวๆสมุทรสงคราม ไซโครพ่อของเปิ้ล จนพ่อมาขอให้ลูกถอนแจ้งความ แล้วยอมติดคุก เค้าพูดทำอะไรกับพ่อเปิ้ลจนต้องยอมขนาดนี้ แต่ท้ายที่สุดมาตกม้าตาย จนเหมือนงานจะเข้าตัวเอง
คำว่าอย่า "สิ่งไม่ดี" อย่ากระทำ
คอยตอกย้ำให้อย่าทำ ให้ถอยหนี
คำว่าอย่าถ้าสิ่งนั้น "เป็นสิ่งดี"
อย่ารอรีอย่าลังเลให้รีบทำ
จริงๆที่ทางก๊วน 8 ตำรวจยื่นข้อเสนอมา เป็นอะไรที่เพอร์เฟค ลูกความตัวเองรอดล่ะ ถือว่าจบสวย ไม่ต้องติดคุก ได้ทรัพย์สินที่ถูกปล้นคืน ชดใช้ค่าประกันตัวให้อีก แต่!! ถ้าผมยอมให้กับความไม่ถูกต้อง จบกันไปแบบเบิร์ดๆ มันคงต้องติดค้างในใจผมไปตลอดชีวิตแน่นอน ต้องขอขอบคุณ ท่านประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ที่ท่านได้เตือนสติผมและทีมงาน
หลังจากวันนั้นที่ผมได้รับข้อเสนอมา วันรุ่งขึ้นผมได้นัดหมายท่านเลขาฯป.ป.ท.ไว้ เป็นการนัดพบเป็นการส่วนตัว เพื่อปรึกษาและรายงานกิจกรรมของทีมงานทนายประชาชน ซึ่งผมได้นัดพบท่านก่อนเป็นเดือนๆแล้ว มีโอกาสผมจึงได้เล่าเรื่องตำรวจ 8 คน แล้วพูดถึงข้อเสนอ ท่านเลขาฯท่านได้เตือนสติผมหลายอย่าง สิ่งแรกท่านบอกก่อนเลยว่า ถ้าเป็นจริง ท่านคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกนี้ทำ และหากปล่อยไปพวกนี้ก็ต้องไปทำกับคนอื่นอีก ท้ายที่สุดท่านให้ทีมงานทนายประชาชนยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ตอนนี้ทำมาดีแล้วผู้ใหญ่หลายๆท่านมองเห็น และเฝ้าดูอยู่ อย่าให้สิ่งไม่ดีมากัดกร่อนทำให้สิ่งดีๆที่พวกเราทำมาจางหายไป ท่านถามว่ากลัวอันตรายไหม ผมก็บอกว่าส่วนตัวผมไม่กลัว แต่กลัวความปลอดภัยของน้องๆในทีมงานมากกว่า ท่านจึงบอกข่าวดีบางอย่างกับผม นั่นคือ ฯพณฯ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 (อดีตรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม) ได้อนุญาตให้ทีมงานทนายประชาชนทุกคนไปพบท่านองคมนตรี พร้อมอธิบดีอีกหลายกรมที่กระทรวงยุติธรรม!! เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่าง ทีมงานทนายประชาชน และข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม หัวข้อการประชุมคือการทำโครงการต่างๆของทีมงานทนายประชาชน ซึ่งที่ประชุมต้องการให้ทำทั่วประเทศ และในวันนั้นท่านองคมนตรีได้แนะนำสั่งสอนทีมงานทนายประชาชนหลายอย่าง ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศให้ทีมงานทนายประชาชนทำสิ่งที่ดีต่อไปอย่างมีทิศทาง และเป็นกำลังใจสำคัญ ให้พวกเรายึดมั่นในความถูกต้อง ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกรังแก ไม่ได้รับความเป็นธรรม (แต่วันนั้นไม่มีการพูดเรื่องตำรวจ 8 คนในที่ประชุม เพราะผมรับปากตำรวจคนหนึ่งที่ขอผมไว้ และผมก็ไม่อยากใช้อำนาจพิเศษ สู้กันในเกมส์เท่านั้นตราบใดที่พวกเค้าไม่เล่นนอกเกมส์)หลังจากประชุมกันหลายชั่วโมงในวันนั้น พวกเราได้อะไรดีๆหลายๆอย่าง ในการปฎิบัติตัวในอนาคต และในคดีนี้ก็เช่นกัน ความกลัวต่างๆของน้องๆในทีมงานก็หายไป พวกเราตั้งใจทำคดีอย่างเต็มที่กลับมาสู่เรื่องคดี วันที่ตูน-เปิ้ลถูกจับ ทั้งสองคนได้ให้การรับสารภาพไว้ ผมก็เลยประสานพนักงานสอบสวนในคดีตูน-เปิ้ลเป็นจำเลย ขอให้การเพิ่มเติม โดยจะเปลี่ยนคำให้การจากรับสารภาพ เป็นปฎิเสธแบบให้ข้อเท็จจริง!! การปฎิเสธนั้นเราจะให้การปฎิเสธเฉยๆ หรือที่เรียกว่าปฎิเสธลอย ที่เหลือให้การชั้นศาล ชั้นสอบสวนแค่ให้การว่าไม่ได้กระทำความผิดเฉยๆ หรือจะให้การปฎิเสธโดยเล่าข้อเท็จจริงไปเลยก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะมีข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียคือถ้าสืบพยานในศาลแล้วไม่ตรงกับที่ให้การในชั้นสอบสวน ก็จะเป็นเหตุให้ศาลสงสัยได้ว่าเราน่ะโกหก ทนายรุ่นเก่าๆเก๋าๆส่วนมากจึงแนะนำให้ ให้การปฎิเสธลอยไว้แค่นั้นพอ เดี๋ยวตอนไปสู้ในศาลค่อยคิดอีกทีว่าจะสู้ยังไง แต่สำหรับผมต้องให้มันผุดผ่องไปเลย ไปให้การตามความเป็นจริง เรื่องจริงเป็นไงให้การชั้นสอบสวนไปอย่างนั้น เพราะถ้าโกหกตัวความก็ต้องรับผิดชอบเอง โทษฐานหลอกทนาย! ในวันที่ไปให้การเพิ่มเติม เท่ากับไปเหยียบถิ่น 8 ตำรวจถึงหน้าบ้าน ใครจะไปรู้ว่า 1 ใน 8 ตำรวจจะหน้ามืด เอาปืนมาไล่ยิงทนายรึเปล่า ยอมรับว่าก็แอบเสียว แต่ก็เก็บอาการเอาไว้ในใจ พอไปถึงจึงให้ตูน-เปิ้ล เข้าไปให้การโดยผมออกมายืนอยู่ด้านหน้าโรงพัก ซักแปปนึงมีนายตำรวจแปลกหน้าเข้ามาทัก ถามว่าผมใช่ทนายตั้ม ที่อยู่กระทุ่มแบนไหม ผมก็ยักหน้าหงึกๆ พี่ตำรวจก็แตะไหล่ แสดงท่าทีเป็นมิตร ตอนแรกก็งง เอ๊ะ!จะมาไม้ไหนป่าวเนี่ย แต่พอเค้าพูดว่า "น้องเจ๋งมากไม่มีใครกล้าทำแบบนี้" ผมก็เข้าใจล่ะว่าคงจะเห็นด้วยกับผม พี่ตำรวจพูดอีกว่า "ไอ้พวกนี้มันทำมาหลายทีแล้ว พี่เคยเจอผู้ต้องหาคนนึง (ผมจำไม่ได้ว่าคดีอะไร) มาร้องไห้กับพี่บอกว่าพวกมันเอาตังไปหมด เค้าขอแค่ 500 เพื่อกลับบ้าน มันยังไม่ให้เค้าเลย น้องทำดีมากพี่สนับสนุน พวกนี้ต้องเอาให้เข็ด" คุยกันได้ซักแปปเค้าก็ชวนผมไปที่ลับตาคน ถามเรื่องคดี ผมก็ตอบได้เฉพาะที่เล่าได้ ก่อนกลับขอเบอร์ผมไปด้วย บอกว่าถ้ามีคดีพี่ขอใช้บริการหน่อยนะ แล้วก็แยกย้าย ผมก็เข้าไปดู ตูน-เปิ้ล น่าจะอีกนานกว่าจะเสร็จ ซักแปปก็มีดาบคนหนึ่ง 1 ใน 8 คนนี้ล่ะ เดินเข้ามาหาผม ผมก็ดูที่เอว ที่มือ คือถ้าทำท่าชักปืนก็กะจะวิ่งอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ล่ะครับ ผมบอกแล้วว่าเค้ามาทุกรูปแบบทั้งตำรวจเลว ตำรวจดี พี่ดาบคนนี้เค้ามาดีครับ มาชวนผมคุยนู่นนี่นั่น ชมว่าชอบโครงการ"พี่สอนน้อง"ของผม เค้าบอกติดตามเฟซผมด้วย ผมว่าน่าจะสนใจตอนเป็นคดีนี้ล่ะ จะฝากลูกมาทำงานที่มูลนิธิฯด้วย (หลังจากที่ผมโพสตอน #1 ไป แกยังพยายามโทรหาผมหลายรอบ ผมยังไม่สะดวกคุยต้องขอโทษด้วยนะครับ) วันนั้นเค้าก็มาเช็คท่าทีผมอยู่ซักพัก ตอนหลังแกเริ่มบ่นว่าในทีมงาน 7 คนไม่มีใครรู้เรื่อง รองชื่อ ป.เอาสร้อยคอ พระ สร้อยข้อมือ และเงินสด ตูน-เปิ้ลไปเลยนะ ทุกคนหมดศรัทธามาก เพราะเหมือนมุบมิบเอาไปเก็บไว้ ไม่บอกลูกน้องล่ะ ตอนนี้ในทีมก็เหมือนแตกกัน พอรองเข้าห้องสืบ ลูกน้องก็จะวงแตก งานการตอนนี้ไม่ทำกันเลย ตั้มช่วยดูทางออกหน่อย พวกพี่ไม่ได้เลวร้ายอะไร มันเป็นการทำงาน แล้วก็พูดถึงเรื่อง "สถิติคดี" ว่าทุกโรงพักต้องจับให้ได้ตามเป้า ไม่งั้นต้องโดนผู้บังคับบัญชาเล่นงาน นี่คือเหตุผลที่ต้องมาส่งโรงพักที่ผิดอำนาจศาล และต้องแยกตูน-เปิ้ลเป็นคนละคดี (ทำให้เป็นช่องให้ผมสู้คดีนี้ได้ในตอบสืบพยาน)ผมลืมเล่าสาเหตุที่ต้องเป็นตูน-เปิ้ล ว่าทำไมต้องมาจับทั้งคู่ ตำรวจตั้งใจแกล้งหรือโดนหลอกมาอีกที ตอนแรกว่าจะให้จบขั้นตอนเตรียมคดี แต่เริ่มยาวแล้วกลัวคนอ่านจะไม่ชอบอ่านยาวๆ เดี๋ยวตอน #5 ผมจะมาเล่าเรื่องสาเหตุที่ต้องเป็นตูน-เปิ้ลและการเตรียมคดีอีกซักหน่อยนะครับมาถึงตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าตำรวจมีเหตุผลนอกจากเรื่องสถิติคดี และทรัพย์สินที่ปล้นตูนกับเปิ้ลไป ที่จะต้องยัดยาเสพติดให้ 2 คนนี้ เรื่องนี้เปิ้ลเคยเล่าให้ผมฟังว่า พ่อของเปิ้ลทำงานก่อสร้างให้กับตำรวจที่แม่กลอง เลยมีความสนิทสนมกับตำรวจหลายคน แต่เมื่อใกล้กันก็มีการกระทบกระทั่งกับตำรวจคนหนึ่งชื่อ จ่าดำ ทั้งคู่มีปากเสียงถึงขั้นชกต่อยกัน ซึ่งพ่อของเปิ้ล ถูกจ่าดำต่อย จนพ่อเปิ้ลตาบอด แต่ด้วยความที่พ่อเปิ้ลไม่อยากมีเรื่องมีราว จึงยอมความจบกันไปเมื่อหลายปีก่อน แต่เจอกันบ่อยๆก็กระทบกระทั่งกันอีก จ่าดำเคยพูดอาฆาตไว้ว่า"ให้ระวังตัวกันให้ดี" ในวันที่เปิ้ลถูกจับเปิ้ลบอกว่าเห็นรถจ่าดำในปั้มที่ตนถูกอุ้ม และหลังจากที่เปิ้ลประกันตัวมาได้เห็นเฟซบุ๊คจ่าดำโพสว่า "ฝีมือกูเอง" แล้วก็ลบข้อความไป และที่สำคัญจ่าดำ สนิทกับดาบตำรวจคนหนึ่งที่อยู่ในแก๊ง 8 คนนี้ แต่ทั้งหมดนี้คือข้อสันนิษฐานของผม และตูนเปิ้ล พวกเราก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเพราะจ่าดำยืมมือ หรือเพราะตำรวจ 8 คนนี้ต้องการแค่ผลงาน และทรัพย์สินเท่านั้น หลังจากที่ผมได้หลักฐานคำให้การของแม่บ้านแล้ว ทีมงานของผมก็เก็บหลักฐานในปั้มที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 จุด โดยเฉพาะ 2 จุดที่ตำรวจอ้างว่าจับตูนกับเปิ้ลได้ ผมได้ไปถามเด็กปั้ม ทั้งผู้จัดการปั้ม ว่ามีเหตุการณ์จับยาเสพติดกันไหม ซึ่งทุกปั้มจะบอกตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มี ซึ่งถ้ามีการจับกุมจริงจะต้องมีเสียงเอะอะโวยวายคนก็ต้องสนใจมุงดู เพราะเป็นช่วง 16.00 น. และ 18.00 น.ซึ่งเป็นตอนคนพลุกพล่าน และเด็กปั้มก็ไม่เห็นแม้แต่ตอนทำแผน ที่ให้ทั้งคู่ไปยืนถือยาเสพติด แสดงว่าทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนคนในปั้มไม่ทันสังเกตุ และที่น่าตลกคือปั้มที่อ้างว่าจับกุม ตำรวจเอาตัวจำเลยมายืนซะใกล้ถนนใหญ่ โดยไม่มีการวางกำลังกันจำเลยวิ่งหลบหนีเลย แล้วตำรวจก็จอดดูเปิ้ลร่วม 5 นาที (วิสัยคนกระทำผิด ถ้าเห็นรถมาจอดแบบนี้คงจะบิดมอไซค์หนีไปแล้ว) ซึ่งตำรวจได้หลุดตอบมาตอนผมถามค้านในศาล เดี๋ยวค่อยมาเล่าละเอียดๆอีกครั้ง เมื่อตำรวจรู้ว่าตูน-เปิ้ล สู้คดีแน่ จากที่คิดว่าจะรับสารภาพง่ายๆ ก็จะต้องมีสืบพยานสู้กัน ตำรวจก็ต้องเตรียมคดี ซึ่งมันมีเรื่องตลกร้ายอยู่ คือมันมีเอกสารบางอย่างคือ คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 กับบันทึกจับกุม เอกสาร 2 ใบนี้จะต้องส่งที่ศาลภายใน 2 วันนับจากเกิดเหตุ เหตุเกิดคดีนี้วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ดังนั้นตำรวจต้องฝากขังโดยยื่นคำร้องในวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเอกสาร 2 ใบนี้จึงต้องรีบทำ แล้วเมื่อยื่นศาลแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้อีก เริ่มแรกตำรวจวางพล็อตเรื่องไว้ตามบันทึกจับกุมลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เวลา 16.00 น.ว่า "มีสายลับแจ้งว่า ตูน-เปิ้ล ชอบมาขายยาที่ปั้ม ตำรวจจึงไปตรวจที่เกิดเหตุพบเปิ้ล จึงจับกุม" แต่ในคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2559 กลับมีข้อความว่า "ตำรวจออกตรวจพื้นที่เจอ ตูน-เปิ้ล ทำท่ามีพิรุธจึงขอตรวจค้น พบยาเสพติด" ซึ่งเอกสารทั้ง 2 ใบ ตำรวจเป็นคนทำทั้งสิ้น ให้ชาวบ้านอ่านใครก็เข้าใจได้ว่า สรุปเอาไงกันแน่วะ จะมีสายลับ หรือขับผ่านมาเห็นเอง ซึ่งประเด็นนี้ผมถามค้านในศาล พนักงานสอบสวนตอบผมมาอย่างเท่ห์ว่า.......พิมพ์ผิด! (เอกสารดูในคอมเม้น) แต่ตอนสู้คดีในศาล ตำรวจกลับไม่สืบตามเอกสาร 2 ใบนั้น มีการแต่งเติมเพิ่มให้เรื่องได้สมจริง เพราะผมได้ข่าวมาว่า มีการไปวางพล็อตเรื่องกันใหม่ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ต.มหาชัย คนที่นั่งในโต๊ะมีทั้งอัยการ ทนายที่เป็นเซียนกฎหมาย และนายตำรวจใหญ่อีกหลายคน ที่ผมรู้เพราะมีตำรวจใหญ่มาโม้ว่า ผมสู้ไม่ได้หรอกคดีนี้ ตำรวจ 8 คนเตรียมคดีมาดี อุดทุกช่องทาง รวมทั้งคิดไว้หมดว่าผมจะสู้มุมไหน ไว้หมดแล้ว แต่อย่างที่ผมเคยบอก "ทุกการกระทำย่อมสร้างพยานหลักฐานใหม่" ในศาลอัยการเพิ่มพยานมาอีก 1 คน ก็คือสืบในแนวมีคนล่อซื้อยาจากตูน-เปิ้ล ซึ่งมันก็ต่างกับบันทึกจับกุม คำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ใครที่มองด้วยใจที่เป็นธรรมก็น่าจะรู้ได้ว่า โคตรพิรุธ! พยานที่เค้าให้เบิกความให้ชื่อกันต์ เป็นผู้ที่ถูกจับวันเดียวกับตูน-เปิ้ล และเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด ค่อยเล่าตอนสืบพยานในศาลตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาครับ แม้ทางตำรวจจะมั่นใจในหลักฐานว่ายังไงก็ไม่แพ้ เพราะถ้าแพ้หมายถึงตำรวจ 8 คนอ่วม! จึงมีสายเคลียร์มาขอให้ผมเลิกทำคดีนี้ ปล่อยตูน-เปิ้ลติดคุกไป วันนึงขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่สำนักงาน มีส.ส.คนนึงนัดผมกินกาแฟ โดยบอกว่าจะมาคุยเรื่องนี้ล่ะ ให้ผมออกมาหน่อยโดยจะมี รองผู้กำกับที่เป็น 1 ใน 8 คน มาคุยด้วย ให้ผมเลือกที่นัดหมายได้เลย ผมก็ถามตูน-เปิ้ล ว่าจะให้ไปคุยไหม เค้าก็บอกอยากรู้ท่าทีทางฝ่ายนั้น และเชื่อมั่นในผม ให้พี่ตั้มไปเถอะ ผมก็ออกไปเจอ ส.ส. และรองคนนั้น ส.ส.พูดกับผมก่อนว่า หมึกเป็นญาติเค้า หมึกคือชื่อเล่นรองคนที่อยู่หน้าผมนี่ล่ะ ฝากผมหน่อย ผมก็ตอบกลับไปว่า เรื่องมันเดินมาไกลแล้วพี่จะให้ผมทำยังไง รองหมึกก็ทำหน้าเศร้า ตาแดงใส่ผม บอกว่าตั้งแต่เกิดเรื่องน้ำหนักลดไป 5 กิโลแล้ว เห็นใจพี่เถอะ พี่ผิดพลาดไปแล้ว ให้พาตูน-เปิ้ลไปถอนแจ้งความ ผมบอกว่าจะถอนได้ยังไง แจ้งไปแล้ว ลงบันทึกประจำวันไปแล้ว เค้าก็บอกว่าเค้ามีทางทำได้ ผมก็บอกผมไม่สามารถทำได้ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อดูแล้วการคุยครั้งนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไร ส.ส.กับรองหมึกก็ขอตัวกลับ ก่อนกลับยังมีหยอดว่า ถ้าจบไม่ได้ก็ช่วยเบาๆหน่อยล่ะกัน ผมไม่ตอบอะไร ได้เพียงแค่ยิ้ม และไหว้ลาตามประเพณี คราวนี้พอเคลียร์ไม่จบ ตูน-เปิ้ล เริ่มอยู่ลำบาก มีชายแปลกหน้าไปเฝ้าทางเข้าบ้านตอนกลางคืน จนทั้งคู่ต้องหยุดขายลูกชิ้นย่าง ของผมก็มีโทรศัพท์มาข่มขู่ ให้เลิกทำคดีไม่งั้นจะเกิดอันตราย โทรมาตอนตี 1 ตี 2 แล้วไม่พูดบ้าง ทำเสียงแปลกๆบ้าง ผมก็บล็อคหมดไม่สนใจ พอส.ส.ไม่เป็นผล คราวนี้ก็มีมาเรื่อยๆทั้งผู้กำกับที่เป็นญาติผม ผู้กำกับที่เป็นหัวหน้าโรงพักเก่า 8 ตำรวจแต่รู้จักผม ก็โทรมาขอเป็นช่วงๆ บางทีก็มีคนที่อ้างว่าเป็นเสธฯ เป็นพันเอกทหาร บอกชื่อมาเสร็จสรรพ นายกอบต. นักข่าว ใครก็แล้วแต่ที่โยงมาหาผมได้ โทรมาขอกันจ้าล่ะหวั่น แต่ก็ไม่จบ จบแบบคนที่ไม่ได้กระทำผิดต้องติดคุก ผมยอมไม่ได้ บรรดาคนที่มาเคลียร์ส่วนมากก็จะรู้จักกับผมทั้งนั้นพวกนี้ไม่ได้มาขู่ แค่มาขอให้ผมเบา และพวกนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี เพียงแต่อาจจะสงสารเพื่อน ผมจึงไม่ขอเปิดเผยว่าคนพวกนี้เป็นใคร ยิ่งเวลาผ่านไปตำรวจ 8 คนยิ่งมีลูกไม้แปลกๆทั้งโทรขู่ ทั้งมาเอาใจอย่างที่บอกไป มีตำรวจคนหนึ่งพยายามเอาของฝาก ส้มโอ ปลาทูมาให้ผมที่สำนักงานเสมอ โดยบอกว่าชอบผมเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับคดี เอาของไปฝากผู้ใหญ่ที่ผมนับถือคนหนึ่งมั่งล่ะ ขอเข้าไปพบผู้ใหญ่ท่านนั้นบ้างล่ะ เพราะเหตุผู้ใหญ่ท่านนั้นผมนับถือมาก เค้าพูดอะไรมาทีมงานทนายประชาชนต้องฟัง แต่เค้าจะแนะนำสิ่งที่ดีกับทีมงานทนายประชาชนเสมอ เมื่อตำรวจเข้าไปขอให้พวกผมทำสิ่งไม่ดีก็โดนผู้ใหญ่ท่านนั้นปฎิเสธทุกรอบ จนละอายแก่ใจเลิกเข้าไปยุ่งกับท่านอีก อย่างที่ผมเคยบอกเรื่องนี้เมื่อผมแจ้งความจะต้องส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ภายใน 1 เดือน ยิ่งใกล้ 1 เดือนทางนั้นก็ยิ่งเต้น เคยมีการนัดผมไปที่โรงพักแม่กลอง เพื่อพูดคุยและขอเจรจา จำได้ว่าวันนั้นมีผู้กว้างขวางในวงการสีกากีนั่งหัวโต๊ะ ผู้กำกับโรงพัก 8 ตำรวจ รองผู้กำกับหมึก สารวัตรป. ดาบ และ 1 ใน 8 เป็นใครผมจำไม่ได้ ที่ต้องไปในวันนั้นเพราะผมต้องไปประสานงานกับโรงพักแม่กลองอยู่แล้ว และด้วยความเกรงใจพี่ที่เป็นผู้กว้างขวางคนนั้น การพูดคุยก็คล้ายแบบเดิมคือให้ผมถอนฟ้องแล้วก๊วน 8 ตำรวจ จะคืนทรัพย์สินที่ปล้นไป ออกเงินประกันตัวให้ และจะไปเบิกความให้ตูน-เปิ้ลหลุด ผมรับข้อเสนอนี้ไม่ได้เพราะเคยคุยกับท่านเลขาป.ป.ท.ไว้ ก่อนกลับผมขอคัดสำเนาคำให้การของป้าแม่บ้านไว้ (เผื่อโดนแก้) ซึ่งทางตำรวจก็ยินยอม เท่ากับการไปครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายได้ อ่อ ลืมเล่าไปนิด ก่อนที่จะให้ตูน-เปิ้ลชี้ตัวยืนยันตำรวจ 8 คน ในวันไปแจ้งความวันแรก ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยจึงต้องไปขอให้พี่ตำรวจที่โรงพักใกล้บ้าน ปริ้นรูปตำรวจ 8 คนมาให้ผมไปใช้ที่แม่กลอง พี่คนปริ้นก็ปริ้นมาให้โดยไม่รู้ว่าผมจะไปใช้อะไรเกี่ยวกับคดี ซึ่งเอกสารตัวนี้มันดันหลุดไปให้ตำรวจ 8 คนรู้ ตำรวจ 8 คนโมโหมากจะดำเนินคดีตำรวจที่เอาข้อมูลออกมาให้ผม เคยใช้วิธีขู่ว่าถ้าผมไม่อยากให้ตำรวจที่ปริ้นให้ผมต้องเดือดร้อนในข้อหาเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ให้ผมยอมถอนฟ้องเค้าซะ ทำให้พี่ตำรวจที่ช่วยผมถึงกับเครียดนอนไม่หลับเลย แต่ผมก็ได้อธิบายแล้วว่าถึงไม่คัดจากพี่ผมก็ไปขอจากอำเภอได้เหมือนกัน เอาไปใช้ประกอบคดี และข้อมูลทะเบียนราษฎร์ทนายก็ขอคัดกันให้รึ่ม ไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร จนพี่ตำรวจของผมเบาใจไปได้ระดับหนึ่ง ในเมื่อการคุยกับผมมันยาก มันไม่มีทางสำเร็จ จึงพยายามตัดผมออกจากเกมส์ มีการประสานพ่อแม่ ตูน-เปิ้ล ขอคุยโดยไม่มีผม ซึ่งคนที่ประสานเป็นคนระดับบิ๊กในแม่กลอง เป็นถึงผู้กำกับสืบจังหวัด(ผมไม่บอกว่าจังหวัดไหน เดากันเอง) พูดจา โผงผาง ด้วยความมั่นใจ ไซโครผมให้ตูน-เปิ้ล ไม่เชื่อใจ แล้วผู้กำกับท่านนี้ก็กำลังจะซวย ผมจะมาเล่าในตอนหน้าว่า เค้าพาลูกน้องพลาดยังไง คนๆนี้ตอนสารวัตรป.เบิกความ ทำไมถึงไม่กล้าแม้แต่จะมองรูป และเอ่ยชื่อเค้าให้ศาลฟัง รอรายละเอียดในตอนหน้านะครับ
ขอบคุณ เฟสบุ๊ก ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ
