- 02 ส.ค. 2560
“งานนี้มีหนาว” หลังครม.เห็นชอบกฎหมายสี่ชั่วโคตร เอาผิดหมดไม่เว้น “ นักการเมือง ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ เอกชนช่วยงาน” ปิดช่องทางทุจริต
หลังจาก “รัฐบาลขิงแก่” ภายใต้การนำของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกฯสมัยนั้น มีดำริที่จะริ่เริ่มการออกกฎหมายที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของรัฐให้ครอบคลุมไปถึงเจ้าหน้าที่ราชการทุกกลุ่มและรวมไปถึงบุคลากรอื่นที่เข้ามาช่วยงานของรัฐให้เป็นมาตราฐานเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “ กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” หรือที่เรียกว่า “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร”
ล่าสุดร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกสานต่อและตัดสายสะดือทำคลอดแล้วเสร็จในสมัย “รัฐบาลรถถัง” ของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เบ็ดเสร็จกฎหมายฉบับนี้ใช้เวลาอุ้มท้องยาวนานเกือบสิบปีกว่าจะลืมตาอ้าปากออกมาได้ ด้วยเหตุที่เป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงและมีมาตราการป้องกันการรักษาผลประโยชน์ของรัฐที่ครอบคลุมหลายเรื่องแถมให้คำจำกัดความในการเอาผิดลงโทษกินวงกว้างไปถึงเจ็ดชั่วโคตรทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และรวมไปถึงเอกชนที่มาช่วยงานของรัฐด้วย” กฎหมายฉบับนี้จึงถูกต่อต้านถูกแทรกแซงถูกพยายามทำให้แท้งอย่างหนัก เพราะหากปล่อยให้ออกมาได้แล้วการหาผลประโยชน์จากรัฐสารพัดวิธีจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากมีบทลงโทษเอาผิดไว้ครบหมดแถมเหวี่ยงแหถึงบุคคลทุกกลุ่มที่มาทำงานให้กับรัฐ
“ กฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอมาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อให้ข้าราชการมีความสุจริตในการปฏิบัติงาน ด้วยความระมัดระวัง ไม่เอาประโยชน์ส่วนตนไปรวมกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้กับข้าราชการทุกคนทุกตำแหน่งตั้งแต่ซี 1 ขึ้นไปเลย รวมถึงรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการในภาครัฐก็ต้องโดนตรวจสอบจากกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด”พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวหลังการประชุมครม.1 ส.ค. พ.ศ.2560 ผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้
อย่างไรก็ตามประเด็นที่มีการประหวั่นพรั่นพรึงกันเป็นอย่างมาก และทำให้การประชุมครม.วานนี้ถูกลากยาวออกไปหลายชั่วโมงคือบทลงโทษที่แต่เดิมกฎหมายฉบับนี้เขียนเอาผิดรุนแรงลากยาวไปถึงเจ็ดชั่วโคตรทำให้ทุก คนกลัวเป็นอย่างยิ่งหากกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้ ที่สุดการประชุมครม.เมื่อวานก็ปรับลดการเอาผิดวงศ์ศาคณาญาติและผู้เกี่ยวข้องให้เหลือแค่ 4 ชั่วโคตรเท่านั้น กล่าวคือร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมจะครอบคลุม คู่สมรสทั้งที่จดทะเบียนสมรส และไม่จดทะเบียนสมรส ผู้สืบสันดาน ประกอบไปด้วย บุพการี ลูกและรวมถึงผัวเมียของลูก พี่น้อง บุตรบุญธรรม และผู้ ที่รับเป็นบุตรบุญธรรม ฯลฯ ส่วนหลักเกณฑ์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่วางไว้ก็คือ
1.ห้ามกระทำการที่ขัดผลประโยชน์ส่วนบุคคล กับประโยชน์ส่วนรวม 2.ห้ามรับของขวัญ ของที่ระลึก หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ประเมินเป็นเงินได้ ส่วนข้อยกเว้นว่าถ้าให้ตามประเพณีนิยม สามารถทำได้ ซึ่งจะมีการออกกฎระเบียบตามมาอีก 3.การกำหนดนโยบายหรือเห็นชอบกฎหมายเอื้อประโยชน์กับธุรกิจตน ครอบครัว เครือญาติ 4.การใช้ข้อมูลของรัฐที่เป็นความลับไปหาผลประโยชน์ 5.การใช้ทรัพย์สินของรัฐไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน 6.การใช้หน้าที่ไปในทางทุจริต 7.การห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐที่พ้นจากตำแหน่งไม่ถึง 2 ปีเป็นกรรมการหรือดำรงค์ตำแหน่งใดๆ ฯลฯ การกระทำทั้งหลายทั้งมวลตามต้องห้ามดังกล่าวนี้จะมีการกำหนดบทลงโทษและค่าปรับไว้ค่อนข้างรุนแรง ส่วนรายละเอียดของกำหนดบทลงโทษจริงๆจะมีอะไรบ้างทางป.ป.ช.และหน่วยงานต้นสังกัดแต่ละหน่วยจะเป็นคนกำหนดรายละเอียดปลีกย่อย แต่เชื่อว่าการเขียนกฎหมายกว้างเป็นมหาสมุทรแบบนี้จะเป็นการป้องกันและป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกภาคส่วนคิดหาช่องทุจริต เพราะถ้าเรื่องแดงหรือถูกจับได้ขึ้นมาจริงๆ มีหวังโดนลงโทษหลังอานหมดอนาคตได้ง่ายๆ
“ อาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เล่าในที่ประชุมว่า ถ้าจะตีความว่าเอาซองตราครุฑราชการไปใช้ หรือเอาโทรศัทพ์มือถือไปชารต์ไฟหลวงก็ผิด ถ้าตีความแบบนี้ก็เว่อร์ไป แต่ถึงเวลาจริงจะมีการออกกฎหมายลูก ต้องออกระเบียบแต่ละหน่วยงาน ให้อนุญาติทำได้แค่ไหนอย่างไร กันอีกที อย่างไรก็ตามการออกกฎหมายฉบับนี้เป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่อยากให้ข้าราชการมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เพราะการทุตริตเป็นนโยบายสำคัญ ที่รัฐบาลชุดนี้ยอมให้มีไม่ได้” พล.ท.สรรเสริญระบุ
ส่วนหน้าตากฎหมายจริงจะออกมาโหดเคร่งครัดแค่ไหนรอลุ้นกันในชั้นการพิจารณาของสนช. อีกไม่นานเกินรอ
//////////////////////////
