ปฏิกิริยา  “อิมเมจ” สะท้อนความ “ดราม่า” ในสังคม “เหยียบ–ยกยอ” "ดึง-ผลัก" อาการน่าเป็นห่วงของการเมืองไทย

ปฏิกิริยา “อิมเมจ” สะท้อนความ “ดราม่า” ในสังคม “เหยียบ–ยกยอ” "ดึง-ผลัก" อาการน่าเป็นห่วงของการเมืองไทย

เรื่องของเรื่องคือนักร้องเสียงใสหน้าสวย “อิมเมจ เดอะวอยส์” หงุดหงิดอารมณ์เสียเพราะว่ารอรถเมล์นาน  จึงพาลทำให้อารมณ์เสีย เมื่ออารมณ์เสียจึงต้องหาที่ระบาย ซึ่งเครื่องมือระบายที่ดีและใกล้ตัวที่สุดก็คือเครื่องมือสื่อสารผ่านโชเชียลมีเดีย 

 

เธอเลือกพิมพ์ในทวิตเตอร์ ด้วยข้อความว่า “ประเทศเฮงซวย จะอีก 50 หรืออีก 1,000 ปี ก็ไม่เจริญขึ้นหรอก ยิงกูดิ” ตามด้วยข้อความว่า “ไม่รู้จะเอาอะไรมาภูมิใจละจริงๆกับที่นี่ 555” เธอเริ่มไขสิ่งที่ระบายออกมาว่า “เอาจริงๆนะ แค่ทำให้รถเมล์รถตู่มาสม่ำเสมอทุกเส้นทางยังทำไม่ได้เลย จะเอาอะไรไปเจริญ ตลก”

 

 

โดยทันทีที่ข้อความเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วดั่งไวรัส กระแสสังคมต่างก็แสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆนานๆ บ้างเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่เธอทำ บอกว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ สิ่งที่เธอแสดงออกมาจะมีส่วนทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้น

บ้างบอกว่า ไม่เหมาะสม เช่น ดาราดังอย่าง “แทค ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม” ออกมาโพสต์ข้อความว่า “ผมรักแผ่นดินไทย รักประเทศไทย แม้บางครั้งอาจมีภัยธรรมชาติบ้าง รถติดบ้าง มีนักการเมืองเลว ๆ บ้าง มีทหาร ตำรวจที่ไม่ดีบ้าง มีชุมนุมบ้าง มีโจรบ้าง แต่นั่นคือส่วนน้อย ส่วนที่ดีมันมีเยอะกว่านั้น ถึงผมอาจไม่ใช่คนดีอะไร แต่ผมไม่เคยด่าหรือว่าประเทศไทย ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่มาด่าว่าประเทศไทย ดูถูกประเทศไทย กูยอมไม่ได้ รับไม่ได้ (เพราะอกข้างซ้ายมีรูปประเทศอยู่ว่ะ)”    
 

 

ด้วยความที่ “อิมเมจ” เป็นนักร้องดัง ไม่ว่าเธอพูดหรือบ่นอะไร เสียงจึงต้องดังตาม ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงความดราม่าไม่ได้ เพราะความดราม่าในโชเชียลมีเดียเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน เกิดขึ้นอย่างมิได้หยุดหย่อนหรือเบื่อหน่าย ดังนั้นดราม่านี้จึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

กระนั้นก็ตาม ด้วยข้อความข้อ “อิมเมจ” เหมือนจะเป็นการบ่นๆ ไปถึงผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งหลายรวมถึงรัฐบาลด้วย และด้วยความที่สังคมไทยขณะนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด คือฝ่ายหนึ่งสนับสนุนรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้น อยู่ตรงข้าม 

ดังนั้นจึงมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามดึงสาวน้อย “อิมเมจ” เข้าไปเป็นพวกของตน อ้างว่านักร้องดังคนนี้มีความคิดและอุดมการณ์เดียวกัน และสิ่งที่เธอพูดนั้น ก็เป็นดั่งหอก “ทิ่มแทง” ผู้มีอำนาจได้เป็นอย่างดี คนกลุ่มนี้พยายามแชร์ข้อความข้อง “อิมเมจ” และแสดงความเห็นเพิ่มเติมไปในทิศทางที่สนับสนุน 

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เห็นดีเห็นงามสนับสนุนรัฐบาล - คสช. ต่างพยายามผลักให้ “อิมเมจ” ออกไปพ้นตัว ให้เธออยู่คนละพวกกับตน เพราะที่สิ่งที่เธอแสดงออกมานั้น นับว่าเป็นความต้องการสื่อสารไปยังผู้นำโดยตรง

เหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในบริบทสังคมการเมืองไทยมานับ 10 ปี ที่ความคิดทางการเมืองถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน และมีความพยายามห่ำหั่นกันอย่างดุเดือดรุนแรง
 

 

 

 

 

 

กรณีดราม่าการเมืองในลักษณะ “อิมเมจ” เป็นเรื่องที่น่ากลัวในสังคมการเมืองไทย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องใหญ่อย่าง นโยบาย หรือโครงการต่างๆจากภาครัฐ จะเห็นว่า คนกลุ่มหนึ่งพร้อมสนับสนุนรัฐบาลทุกเรื่องโดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักการและเหตุผล 

ขณะที่คนอีกกลุ่มพร้อมจะต่อต้านรัฐบาลได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องอิงหลักการและเหตุผลเช่นกัน

อย่างล่าสุดที่รัฐบาลเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-โคราช พวกที่ต้านรัฐบาลก็ต้านโครงการนี้ไปโดยปริยาย ส่วนพวกที่ชอบรัฐบาลก็สนับสนุนโครงการนี้ไปโดยปริยาย

 

ปฏิกิริยาสังคมแบบนี้ น่ากลัวอย่างมากสำหรับประเทศไทย

 

 

 

////
แสน มวลมิตร