- 08 ส.ค. 2560
ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด !?!?! “สุวพันธุ์” แจงปมยึดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์" ชัดเจนแบบไม่มีข้อสงสัย
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลปกครองให้กรมบังคับคดีส่งความเห็นประกอบการพิจารณาคำร้องขอทุเลาคำสั่งปกครองให้ยึดทรัพย์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า กรมบังคับคดีไม่ได้รายงานเรื่องนี้มาที่ตน แต่คงมีการชี้แจงศาลปกครองไป เพราะคิดว่าศาลปกครองคงต้องการข้อมูลว่า กรมบังคับคดีมีหลักการทำงานอย่างไร ซึ่งการดำเนินการกรณีนี้ของกรมบังคับคดี ได้ทำตามหลักเกณฑ์เหมือนกับคดีอื่น นโยบายของกระทรวงยุติธรรมเรายึดหลักกฎหมาย ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด
ย้อนกลับไป วันแถลงปิดคดีด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลย คดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และคำแถลงมีเนื้อหายาวกว่า 19 หน้า ซึ่งการแถลงปิดคดีด้วยวาจานั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้อ่านจากเอกสารต่อหน้าศาล โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ย้ำ และยืนยันตลอดการแถลงว่า ไม่ได้ละเลยหรือเพิกเฉยในการตรวจสอบเมื่อเกิดปัญหาโครงการจำนำข้าว ยืนยันความบริสุทธิ์ ของตัวเองเสมอๆ อีกทั้งยังตอบโต้ด้วยการกล่าวหา ป.ป.ช.ทำสำนวนอย่างมีพิรุธ และได้พยายามเชื่อมโยงคดีดังกว่า ให้ไปเกี่ยวของกับทางการเมือง ซึ่งได้วาทะกรรม จำจนตาย “ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง”
นัยยะสำคัญการแถลงปิดคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องไปพิจารณาตามข้อสรุปที่ได้เรียนต่อหน้าศาล ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วเป็นอย่างไร
1.นโยบายรับจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่ “พาณิชย์นโยบาย”ที่คิดกำไร ขาดทุนกับชาวนาผู้ยากไร้
นโยบายประชานิยมจำนำข้าวได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่ทำให้รัฐเสียหายนับแสนล้าน การกำหนดราคาข้าว15,000`บาทต่อตัน ซึ่งสูงกว่าราคาตลาด ในขณะนั้นอยู่ที่ 11,000-12,000 บาทต่อตัน ซึ่งเปรียบเสมือนการขายขาดชัดเจน อยู่แล้ว โดยนโยบายแบบนี้หากพรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ทำได้ ในอนาคตข้างหน้าพรรคอื่นๆ ก็จะทำตามอาจกำหนดราคารับจำนำสูงขึ้นไปอีก ตามแต่จะกำหนด หรือสร้างนโยบายประชานิยม ทำนองดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับรัฐ แต่พรรคการเมืองจะได้รับคะแนนนิยมสูง ดังนั้นโครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่นโนยาบสาธารณะ
2. ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบในส่วนงานของตนเอง จึงควรพิจารณาบทบาทของดิฉัน ในฐานะผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติ หากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ โดยที่ไม่เคยมีกรณีที่มากล่าวหา ให้บุคคลระดับนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติดังเช่นที่โจทก์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำต่อดิฉันในครั้งนี้ อย่างที่ไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีคนใด ๆ ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน
ซึ่งสำหรับประเด็นนี้การที่น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวอ้างว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรี จึงไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของฝ่ายปฏิบัติ ฟังดูพิกลพิลึก ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับปี50 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ในรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์
ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหมวด 9 ว่าด้วย คณะรัฐมนตรี มาตรา 171 กำหนดนิยามคณะรัฐมนตรีว่าเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
ขณะที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ยังกำหนดไว้ด้วยว่าในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ตามมาตรา 176 และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี
ดังนั้นจากข้อกล่าวอ้างของน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าด้วยสถานะของตนเอง ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีและ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เป็นเพียงการทำงานในระดับนโยบายไม่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติดำเนินการ จึงไม่น่าจะสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา171และ178 ที่เชื่อมโยงว่าการดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ให้ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณะรัฐมนตรี
อีกทั้งการที่น.สยิ่งลักษณ์ได้แถลงว่า “ไม่เคยมีกรณีที่มากล่าวหาให้บุคคลระดับนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติดังเช่นที่โจทก์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำต่อดิฉันในครั้งนี้ อย่างที่ไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีคนใด ๆ ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน” ไม่เป็นความจริง ก่อนหน้านี้ยังมีคดีการสลายการชุมนมพันธมิตร เมื่อปี51ที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี,พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ คดีการ สลายการชุมนุมเสื้อแดงปี53 ฟ้องร้องกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งทั้ง2คดีที่ยกตัวอย่างขึ้นมานั้น นายสมชาย และ นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติ แต่กลับถูกป.ป.ช. ฟ้องเช่นกัน ดังนั้นการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์แถลงแบบนี้เท่ากับเป็นการสร้างวาทะกรรม แถลงเท็จ ต่อศาลฯใช่หรือไม่
3. ดิฉันขอให้ศาลวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของดิฉัน ตามรายงาน ป.ป.ช. ที่สรุปชี้มูลว่าดิฉันไม่ได้ทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตและไม่รับฟังพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการไต่สวนหรือกล่าวหาดิฉันในชั้น ป.ป.ช. แต่เป็นการที่โจทก์เพิ่มเติมหลักฐานใหม่เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิดว่าดิฉันเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี รวมทั้งกระบวนการสร้างความเสียหายให้ดิฉันต้องรับผิดทางแพ่งจำนวนเงิน 35,000ล้านบาท เป็นไปตามข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข. ที่สั่งการในที่ประชุมว่า“ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม”
ไม่ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะว่าอย่างไร จะมีการทุจริตหรือไม่ แต่ในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วนั้น เป็นการซื้อขายไม่ใช่การรับจำนำ และสิ่งที่เป็นความจริงข้าวไม่เคยถูก ระบายออกมาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยเลย ขณะที่ ผลิตข้าวได้ ปีละประมาณ 20.26 ล้านตัน การบริโภคข้าวทั้งประเทศประมาณ 10 ล้านตัน/ปี ส่งออกต่างประเทศ 9-10 ล้านตัน/ปี ปรากฏว่ามีการรับจำนำข้าวจำนวนทั้งหมดของการผลิตได้ จึงทำให้เกิดคำถามสัคัญ ประชาชนเอาข้าวมาจากไหน ในการบริโภค เพราะข้าวทั้งหมดของประเทศขณะนั้น อยู่ในโกดังของรัฐบาล จึงเป็นที่มาของการระบายข้าวแบบจีทูจี เก๊ ขึ้นมา
เปิด คลิป
อย่างไรก็ตามน.ส.ยิ่งลักษณ์จะอ้างอย่างไร ขั้นขบวนการทางกฏหมายเป็นหน้าที่ของศาลที่จะพิจารณาต่อไป และอีกไม่กี่วัน เราจะได้รู้ผล
