- 21 ส.ค. 2560
อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)
วันที่ 20 ส.ค. 2560 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีดราม่าการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ โดยได้ยกข้อความของ Kittitouch Chaiprasith เกี่ยวกับ บทเรียนและกรณีศึกษาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม โดยมีรายละเอียดดังนี้
ไปอ่านของท่านนี้มา...ยาวหน่อย แม่ประไพ...แต่ต้องยาวถึงจะรู้เรื่องกัน...
อ่านแล้วพึงพอใจ...ได้ทั้งความรู้และทัศนคติอันพึงมีในสังคม...ขอบคุณท่านผู้เขียนที่ฉันแชร์มานี่ด้วยจ้ะ....
Kittitouch Chaiprasith ระบุว่า
บทเรียนและกรณีศึกษาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม
โพสท์นี้เป็นสุดท้ายของผมที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้
อย่างที่เขียนไปแล้วก่อนหน้า 2 ครั้งโดยโพสต์แรกชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องวิเคราะห์แยกแยะทีละประเด็น
1. หลักการอนุรักษ์
2. ฝีมือช่าง/ผู้รับเหมาที่มารับงาน
3. เรื่องการจัดการกับกระเบื้องโบราณ
คลิกอ่านรายละเอียดโพสต์
ส่วนโพสท์ที่สองชี้แจงเรื่องความเข้าใจต่อหลักการประเภทต่างๆ ในการอนุรักษ์
คลิกอ่านรายละเอียดโพสต์
ทั้งหมดที่เขียนไปเบื้องต้นนั้นก็เพื่อให้สังคมไทยทำความเข้าใจว่าปัญหาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อยู่ที่ใด?
1. ถูกหลักวิชา/หลักการ แต่ไม่ถูกใจคน?
- ดังที่บอกไปว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณครั้งนี้ ได้นำแนวทาง #แบบดั้งเดิม สมัยเริ่มก่อสร้างและช่วงของการบูรณะแบบสมัยรัชกาลที่ 4-5 ตัวรูปปูนปั้น ของดั้งเดิมไม่ได้มีทาสี สีที่หลายท่านบอกว่านี่คือของดั้งเดิมจริงๆ มันคือของที่เติมเข้ามาภายหลัง
ดังนั้นใครที่โวยวายว่ากรมศิลป์ทำลายศิลปะดั้งเดิม ไปลบสีของดั้งเดิมออกเสีย อันนี้ต้องถามว่า "ดั้งเดิม" ของท่านคืออะไร? พระปรางค์วัดอรุณฯ และโบราณสถานหลายที่ได้มีการบูรณะปรับปรุงรูปแบบไปหลายครั้งคราจนคนไม่ทราบว่าของเดิมเป็นอย่างไรกันแน่....
ดังนั้นถ้าใครเข้าใจตรงนี้แล้วลองกลับมาถามว่า ที่ท่านไม่พอใจเพราะกรมศิลป์ได้ใช้แนวทางปฏิสังขรณ์ที่ย้อนกลับไปเป็นของดั้งเดิมใช่หรือไม่? ถ้า "ใช่" ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าอยากให้บูรณะ โดยคงรูปแบบปัจจุบันไว้แต่ให้มีการซ่อมแซมปรับปรุงสภาพอาคารที่มันสึกหรอไปเท่านั้น ถ้าจะวิพากษ์เช่นนี้ถือว่าเป็นความเห็นที่สมเหตุและยอมรับได้และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถานในอนาคตด้วย
เรื่องนี้ผมเข้าใจประเด็นของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญและสังคมไทย ที่มีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันคือผู้เชี่ยวชาญมักยึดหลักการเรื่องการปฏิสังขรณ์ว่าให้ย้อนกลับไปดังเดิม แต่ปัญหาคือ ถ้าการย้อนรูปแบบนั้นมันไม่ถูกใจสังคมในยุคปัจจุบันอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญจะทำอย่างไร?
จะบอกว่าสังคมไม่มีความเข้าใจ แล้วก็ร่ายหลักการยืดยาวโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คนหรือ??
*** สำหรับผม... ผมมักจะบอกเสมอว่า#ศิลปะสถาปัตยกรรมนั้นทำมาเพื่อมนุษย์
สมมติว่าการอนุรักษ์หรือการปฏิสังขรณ์นั้นทำถูกต้องตามหลักการทุกอย่าง แต่บังเอิญรูปแบบของการปฏิสังขรณ์ที่ย้อนเวลากลับไปดันไม่ถูกใจสังคมในยุคปัจจุบัน อันนี้เป็นเรื่องที่นักอนุรักษ์อาจต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกัน
เพราะปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สื่อมีมากข้อมูลข่าวสารเข้าถึงคนอย่างรวดเร็วขึ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนไปไกลกว่าอดีต การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสมบัติอาจมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมรูปแบบในการทำงานให้ตอบสนองต่อยุคปัจจุบัน
ต่อไปการอนุรักษ์โบราณสถาน โดยเฉพาะที่สำคัญๆ และเป็นมรดกของชาติบ้านเมืองนั้นนักอนุรักษ์อาจต้องมีการทำประชาพิจารณ์หรือทำแบบจำลอง (model) แนวทางที่จะอนุรักษ์ เช่น อาจจะจำลองของจริงขึ้นมามุมหนึ่งแล้วลองดูว่าถ้าจะเริ่มทำการปฏิสังขรณ์นั้นสุดท้ายแล้วมันจะออกมาในลักษณะแบบใด แล้วให้สื่อลองทำข่าว เพื่อวัดกระแสสังคมว่ามีการตอบรับอย่างไรต่อแนวทางดังกล่าวแล้วจึงค่อยกำหนดทิศทางของการอนุรักษ์ที่สามารถตอบโจทย์ต่อผู้คนในยุคปัจจุบันรวมถึงถูกต้องในหลักวิชาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโบราณสถานที่เป็นสถาปัตยกรรมเพราะโบราณวัตถุอื่นๆ อาจไม่ต้องคำนึงเรื่องนี้เนื่องจาก ความแท้ (Authenticity) ของตัวมัน อาจไม่ได้มีมากเท่ากับสถาปัตยกรรมที่มีอายุนาน และมีการบูรณะปรับปรุงอยู๋เรื่อยๆ บางแห่งเป็นร้อยบางแห่งเป็นพันๆ ปีก็มี ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็อาจจะมีรูปแบบหรือรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป
หมายเหตุ: โบสถ์จำนวนมากในยุโรปที่สร้างในยุคกลางนั้น สร้างกันเป็นร้อยๆ ปี มีการปรับปรุงรูปแบบไปมาก ของที่คนชอบๆเป็นของยุคหลัง ก็มีหลายแห่ง ครั้นผู้ปฏิสังขรณ์จะย้อนกลับไปสมัยเริ่มสร้าง ก็อาจจะโดนด่าได้ไม่ต่างอะไรกับกรณีพระปรางค์วัดอรุณเช่นกัน...
*** เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้คนที่ทำงานในหลากหลายวิชาชีพไม่เพียงแต่เฉพาะในวงการอนุรักษ์เท่านั้น เพราะปัจจุบันเรามักพบว่าการทำถูกหลักการแต่ไม่ถูกใจมวลชน (ที่ไวต่อข้อมูลข่าวสาร)มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปหน่วยงานทั้งรัฐและ
เอกชนต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นครับ
ป.ล.เรื่องนี้น่าสนใจ น่าเอาไปศึกษาวิจัยเพื่อเผยแพร่ออกมาให้สังคมได้เรียนรู้กัน
2. ฝีมือช่างที่มีปัญหาหลายจุด
- ในเรื่องของหลักอนุรักษ์ที่อาจถูกหลักการแต่ไม่ถูกใจ อันนี้ก็ว่ากันไป เรียนรู้กันไปครับแต่ในเรื่องของฝีมือช่างนั้นก็ต้องยอมรับกันว่ามีหลายจุดที่งานออกมาไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก
ซึ่งเราต้องมาพิจารณากันว่าจุดไหนบ้าง?
สำหรับลวดลายพื้นบนตัวพระปรางค์ ดูโดยรวมแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเท่าที่ดูก็ทำออกมาได้สวยงามใช้ได้(กรุณาดูรูปประกอบที่แนบมาหรือดูจากคลิปที่แปะในคอมเมนต์) ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นในส่วนของรูปปูนปั้นยักษ์ ลิง เทวดา อะไรต่างๆซึ่งถือว่าทำออกมาได้ไม่ได้ละเอียดนักช่างพอกปูนค่อนข้างจะหนาและพอดีขอบทำให้กระเบื้องดูมีปริมาตรน้อยลงอย่างมากต่างจากเดิมที่กระเบื้องดูลอยตัวและซ้อนกันทำให้เกิดความสวยงามของกระเบื้องเป็นชั้นๆ
กรณีนี้อาจจะพิจารณาได้ว่า....
หนึ่ง: ช่างอาจมองเรื่องความแข็งแรงคงทนเพราะถ้าติดแบบเดิม ไม่กี่ปีมันก็ผุพังเช่นเดิม
สอง: ช่างไม่ได้มีฝีมือระดับประติมากรชั้นเอกที่จะนั่งเรียงกระเบื้องได้แบบช่างหลวงสมัยก่อน
รวมถึงบางจุดที่ปูนเปื้อนเนื้อกระเบื้องทำให้ดูเหมือนเก็บงานไม่เรียบร้อยดีนักทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมว่าช่าง/บริษัทรับเหมาที่มาทำงานบูรณะนั้นมีฝีมือพอแค่ไหนสำหรับการทำงานระดับนี้? ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่บทเรียนในข้อที่ 3
3. ปัญหาเรื่องทรัพยากร (คน-งบ-กระบวนการทำงาน)
*** ปัญหาข้างต้นนี้เกิดขึ้นจากการที่สมัยก่อน "ช่าง" ที่จะมาทำงานในจุดนี้ คือ #ช่างหลวง ช่างที่ในหลวงทรงเลี้ยงดูให้ทำงานระดับชาติ งานระดับวัดหลวง/วังมีการสืบฝีมือสกุลช่างกันอย่างดีเป็นทอดๆแต่สมัยนี้เราจะหาช่างหลวงแบบนั้นที่ไหน?
ช่างหลวง มีครับ แต่ไม่ได้มีเยอะพอที่จะทำงานที่มีอยู่มากมาย ในยุคปัจจุบันช่างหลวงที่มีฝีมือประดับประติมากร มีน้อยจะมีกี่คนที่มานั่งเรียงกระเบื้องแบบนี้ได้กันค่าจ้างช่างประติมากรเอกของประเทศที่ให้มาทำงานตลอดช่วง 4-5 ปีจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไร?
อันนี้ฝากให้คิดครับว่าภาครัฐของเรา"ลงทุน" กับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ??
เราให้งบประมาณ 130 ล้านกับการบูรณะครั้งนี้ในขณะที่งบประมาณที่นำมาจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการทางเลียบแม่น้ำ ก็ 120 ล้านแล้ว หรือว่าถ้าเทียบกับในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น กรณีล่าสุดปราสาท Himeji ที่เมือง Himeji จังหวัด Hyogo อันนั้นใช้บูรณะปี 2009 เสร็จปี 2015 ใช้งบที่ 2.4 พันล้านเยน หรือประมาณ 713 ล้านบาท
คลิกอ่านรายละเอียด
โดยงบประมาณครึ่งนึงของการบูรณะหมดไปกับการสร้างอาคารครอบปราสาทเพื่อให้นักอนุรักษ์+ช่างสามารถทำงานได้!! และการอนุรักษ์ของเขานั้น ไม่มีพวกเนื้องานที่ต้องใช้รายละเอียดสูงๆ แบบให้ประติมากมานั่งปั้น นั่งเรียงกระเบื้องด้วยนะครับ....แล้วลองย้อนกลับมาดูบ้านเราก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงได้ไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะภาครัฐไม่ได้ให้ทรัพยากรที่เหมาะสมกับการทำงานเลย
*** นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมคนที่ทำงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจริงๆถึงไม่มาออกตัวแรงๆ ในเรื่องนี้เลยทั้งที่เขาก็เห็นว่างานยังมีจุดบกพร่อง แต่เพราะเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าปัญหาในเรื่องทรัพยากรเป็นอย่างไร และควรที่จะศึกษาเป็นบทเรียนสำหรับงานอื่นๆ อย่างไร?
4. พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส:ปฏิรูปกรมศิลป์และการลงทุนของภาครัฐ?
- จากกรณีนี้ มีผู้ใหญ่บางท่านแนะนำมาว่าถ้าเช่นนั้นต่อไป ภาครัฐควรจะยกเลิกระบบการจ้างผู้รับเหมามาทำงานบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วฟื้นฟูระบบงานช่างหลวงขึ้นมาใหม่ดีไหม
ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นความเห็นที่น่าสนใจและถ้านำมาประยุกต์ให้เข้ากับระบบสมัยใหม่ก็น่าจะทำให้มีการปฏิรูปกรมศิลป์กันยกใหญ่!!
คืออาจทำให้กรมศิลป์กลายมาเป็นช่างหลวงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มและมีค่าตอบแทนที่ดีมีการถ่ายทอดความรู้ตามหลักการสมัยใหม่เพราะไหนๆ ประเทศเราก็เป็นประเทศที่ มีจุดขายเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวภาครัฐก็ควรลงทุนในส่วนนี้ให้มากขึ้นดีไหม? อาจจัดระบบให้ตอบรับโลกยุคปัจจุบันด้วยเช่น ให้มีองค์กรเป็นช่างหลวงและช่างท้องถิ่นแต่ละสกุลที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ และมีฝึกฝีมือให้รองรับกับงานบูรณะในแต่ละภูมิภาคที่ต่างกันเพื่อให้มีระดับต่างๆ ของช่างที่สามารถรับงานได้งานระดับชาติให้ใช้ช่างหลวงเท่านั้น งานระดับท้องถิ่น ก็ให้ช่างท้องถิ่นดูไป หรือว่าจะใช้ บริษัทรับเหมาก็ได้ แต่ต้องมีการระบุและแยกส่วนในสัญญา เช่น งานก่อสร้าง/บูรณะที่ไมละเอียดมากอาจให้บริษัทรับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ประเมินรับงานได้ แต่ให้เว้นส่วนที่เป็นประติมากรรมหรืองานที่มีความละเอียด ให้ทางช่างฝีมือที่กรมศิลป์จัดมา/เชิญมา มาทำงานร่วม แบบนี้ปัญหาเรื่องความละเอียดของงานก็จะสามารถแก้ไขได้ ณ จุดหนึ่งนะครับ
*** ผมคิดว่าต้อง #มองวิกฤตให้เป็นโอกาสนำประเด็นที่สังคมไม่พอใจ มาเป็นตัวปรับปรุงการทำงานศิลปะสถาปัตยกรรมในระบบราชการให้โดดเด่นขึ้นในอนาคต ให้สมกับที่ประเทศเราเป็นประเทศที่มีจุดเด่นเรื่องศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีงามนะครับ
คนที่ทำงานอยู่ในแวดวงการอนุรักษ์ศิลปะก็คงดีใจที่คนไทยจะให้มาสนใจเรื่องนี้ และมีการ"กดดัน" ให้ภาครัฐปฏิรูประบบงานอนุรักษ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่อไปในภายภาคหน้า
ที่มาภาพ 1-2: คุณ Pongsakorn Jayskung Ravipiansub
ที่มาภาพ 3: คุณ Kornkit Disthan
ภาพ 4: ปราสาท Himeji ก่อนและหลังการบูรณะ
ภาพ 5: อาคารที่สร้างมาครอบปราสาท ช่วงการอนุรักษ์
อ้างอิง Nitipong Honark และ Kittitouch Chaiprasith
