อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

วันที่ 20 ส.ค. 2560 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีดราม่าการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ โดยได้ยกข้อความของ Kittitouch Chaiprasith เกี่ยวกับ บทเรียนและกรณีศึกษาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม โดยมีรายละเอียดดังนี้

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

ไปอ่านของท่านนี้มา...ยาวหน่อย แม่ประไพ...แต่ต้องยาวถึงจะรู้เรื่องกัน...

อ่านแล้วพึงพอใจ...ได้ทั้งความรู้และทัศนคติอันพึงมีในสังคม...ขอบคุณท่านผู้เขียนที่ฉันแชร์มานี่ด้วยจ้ะ....

Kittitouch Chaiprasith ระบุว่า

บทเรียนและกรณีศึกษาจากการบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม

โพสท์นี้เป็นสุดท้ายของผมที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้

อย่างที่เขียนไปแล้วก่อนหน้า 2 ครั้งโดยโพสต์แรกชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องวิเคราะห์แยกแยะทีละประเด็น
1. หลักการอนุรักษ์
2. ฝีมือช่าง/ผู้รับเหมาที่มารับงาน
3. เรื่องการจัดการกับกระเบื้องโบราณ
คลิกอ่านรายละเอียดโพสต์ 

ส่วนโพสท์ที่สองชี้แจงเรื่องความเข้าใจต่อหลักการประเภทต่างๆ ในการอนุรักษ์
คลิกอ่านรายละเอียดโพสต์ 

ทั้งหมดที่เขียนไปเบื้องต้นนั้นก็เพื่อให้สังคมไทยทำความเข้าใจว่าปัญหาของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้อยู่ที่ใด?

1. ถูกหลักวิชา/หลักการ แต่ไม่ถูกใจคน?
- ดังที่บอกไปว่า การบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดอรุณครั้งนี้ ได้นำแนวทาง #แบบดั้งเดิม สมัยเริ่มก่อสร้างและช่วงของการบูรณะแบบสมัยรัชกาลที่ 4-5 ตัวรูปปูนปั้น ของดั้งเดิมไม่ได้มีทาสี สีที่หลายท่านบอกว่านี่คือของดั้งเดิมจริงๆ มันคือของที่เติมเข้ามาภายหลัง

ดังนั้นใครที่โวยวายว่ากรมศิลป์ทำลายศิลปะดั้งเดิม ไปลบสีของดั้งเดิมออกเสีย อันนี้ต้องถามว่า "ดั้งเดิม" ของท่านคืออะไร? พระปรางค์วัดอรุณฯ และโบราณสถานหลายที่ได้มีการบูรณะปรับปรุงรูปแบบไปหลายครั้งคราจนคนไม่ทราบว่าของเดิมเป็นอย่างไรกันแน่....

ดังนั้นถ้าใครเข้าใจตรงนี้แล้วลองกลับมาถามว่า ที่ท่านไม่พอใจเพราะกรมศิลป์ได้ใช้แนวทางปฏิสังขรณ์ที่ย้อนกลับไปเป็นของดั้งเดิมใช่หรือไม่? ถ้า "ใช่" ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าอยากให้บูรณะ โดยคงรูปแบบปัจจุบันไว้แต่ให้มีการซ่อมแซมปรับปรุงสภาพอาคารที่มันสึกหรอไปเท่านั้น ถ้าจะวิพากษ์เช่นนี้ถือว่าเป็นความเห็นที่สมเหตุและยอมรับได้และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์โบราณสถานในอนาคตด้วย

เรื่องนี้ผมเข้าใจประเด็นของทั้งสองฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญและสังคมไทย ที่มีความเห็นที่ไม่ลงรอยกันคือผู้เชี่ยวชาญมักยึดหลักการเรื่องการปฏิสังขรณ์ว่าให้ย้อนกลับไปดังเดิม แต่ปัญหาคือ ถ้าการย้อนรูปแบบนั้นมันไม่ถูกใจสังคมในยุคปัจจุบันอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญจะทำอย่างไร? 

จะบอกว่าสังคมไม่มีความเข้าใจ แล้วก็ร่ายหลักการยืดยาวโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คนหรือ??

*** สำหรับผม... ผมมักจะบอกเสมอว่า#ศิลปะสถาปัตยกรรมนั้นทำมาเพื่อมนุษย์

สมมติว่าการอนุรักษ์หรือการปฏิสังขรณ์นั้นทำถูกต้องตามหลักการทุกอย่าง แต่บังเอิญรูปแบบของการปฏิสังขรณ์ที่ย้อนเวลากลับไปดันไม่ถูกใจสังคมในยุคปัจจุบัน อันนี้เป็นเรื่องที่นักอนุรักษ์อาจต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจกัน

เพราะปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สื่อมีมากข้อมูลข่าวสารเข้าถึงคนอย่างรวดเร็วขึ้นอารมณ์ความรู้สึกของคนไปไกลกว่าอดีต การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสมบัติอาจมีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมรูปแบบในการทำงานให้ตอบสนองต่อยุคปัจจุบัน

ต่อไปการอนุรักษ์โบราณสถาน โดยเฉพาะที่สำคัญๆ และเป็นมรดกของชาติบ้านเมืองนั้นนักอนุรักษ์อาจต้องมีการทำประชาพิจารณ์หรือทำแบบจำลอง (model) แนวทางที่จะอนุรักษ์ เช่น อาจจะจำลองของจริงขึ้นมามุมหนึ่งแล้วลองดูว่าถ้าจะเริ่มทำการปฏิสังขรณ์นั้นสุดท้ายแล้วมันจะออกมาในลักษณะแบบใด แล้วให้สื่อลองทำข่าว เพื่อวัดกระแสสังคมว่ามีการตอบรับอย่างไรต่อแนวทางดังกล่าวแล้วจึงค่อยกำหนดทิศทางของการอนุรักษ์ที่สามารถตอบโจทย์ต่อผู้คนในยุคปัจจุบันรวมถึงถูกต้องในหลักวิชาไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะโบราณสถานที่เป็นสถาปัตยกรรมเพราะโบราณวัตถุอื่นๆ อาจไม่ต้องคำนึงเรื่องนี้เนื่องจาก ความแท้ (Authenticity) ของตัวมัน อาจไม่ได้มีมากเท่ากับสถาปัตยกรรมที่มีอายุนาน และมีการบูรณะปรับปรุงอยู๋เรื่อยๆ บางแห่งเป็นร้อยบางแห่งเป็นพันๆ ปีก็มี ซึ่งในแต่ละยุคสมัยก็อาจจะมีรูปแบบหรือรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป

หมายเหตุ: โบสถ์จำนวนมากในยุโรปที่สร้างในยุคกลางนั้น สร้างกันเป็นร้อยๆ ปี มีการปรับปรุงรูปแบบไปมาก ของที่คนชอบๆเป็นของยุคหลัง ก็มีหลายแห่ง ครั้นผู้ปฏิสังขรณ์จะย้อนกลับไปสมัยเริ่มสร้าง ก็อาจจะโดนด่าได้ไม่ต่างอะไรกับกรณีพระปรางค์วัดอรุณเช่นกัน...

*** เรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้ผู้คนที่ทำงานในหลากหลายวิชาชีพไม่เพียงแต่เฉพาะในวงการอนุรักษ์เท่านั้น เพราะปัจจุบันเรามักพบว่าการทำถูกหลักการแต่ไม่ถูกใจมวลชน (ที่ไวต่อข้อมูลข่าวสาร)มีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปหน่วยงานทั้งรัฐและ
เอกชนต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้มากขึ้นครับ

ป.ล.เรื่องนี้น่าสนใจ น่าเอาไปศึกษาวิจัยเพื่อเผยแพร่ออกมาให้สังคมได้เรียนรู้กัน

2. ฝีมือช่างที่มีปัญหาหลายจุด

- ในเรื่องของหลักอนุรักษ์ที่อาจถูกหลักการแต่ไม่ถูกใจ อันนี้ก็ว่ากันไป เรียนรู้กันไปครับแต่ในเรื่องของฝีมือช่างนั้นก็ต้องยอมรับกันว่ามีหลายจุดที่งานออกมาไม่เรียบร้อยเท่าไรนัก

ซึ่งเราต้องมาพิจารณากันว่าจุดไหนบ้าง?

สำหรับลวดลายพื้นบนตัวพระปรางค์ ดูโดยรวมแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเท่าที่ดูก็ทำออกมาได้สวยงามใช้ได้(กรุณาดูรูปประกอบที่แนบมาหรือดูจากคลิปที่แปะในคอมเมนต์) ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นในส่วนของรูปปูนปั้นยักษ์ ลิง เทวดา อะไรต่างๆซึ่งถือว่าทำออกมาได้ไม่ได้ละเอียดนักช่างพอกปูนค่อนข้างจะหนาและพอดีขอบทำให้กระเบื้องดูมีปริมาตรน้อยลงอย่างมากต่างจากเดิมที่กระเบื้องดูลอยตัวและซ้อนกันทำให้เกิดความสวยงามของกระเบื้องเป็นชั้นๆ

กรณีนี้อาจจะพิจารณาได้ว่า....

หนึ่ง: ช่างอาจมองเรื่องความแข็งแรงคงทนเพราะถ้าติดแบบเดิม ไม่กี่ปีมันก็ผุพังเช่นเดิม
สอง: ช่างไม่ได้มีฝีมือระดับประติมากรชั้นเอกที่จะนั่งเรียงกระเบื้องได้แบบช่างหลวงสมัยก่อน

รวมถึงบางจุดที่ปูนเปื้อนเนื้อกระเบื้องทำให้ดูเหมือนเก็บงานไม่เรียบร้อยดีนักทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมว่าช่าง/บริษัทรับเหมาที่มาทำงานบูรณะนั้นมีฝีมือพอแค่ไหนสำหรับการทำงานระดับนี้? ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่บทเรียนในข้อที่ 3

3. ปัญหาเรื่องทรัพยากร (คน-งบ-กระบวนการทำงาน)

*** ปัญหาข้างต้นนี้เกิดขึ้นจากการที่สมัยก่อน "ช่าง" ที่จะมาทำงานในจุดนี้ คือ #ช่างหลวง ช่างที่ในหลวงทรงเลี้ยงดูให้ทำงานระดับชาติ งานระดับวัดหลวง/วังมีการสืบฝีมือสกุลช่างกันอย่างดีเป็นทอดๆแต่สมัยนี้เราจะหาช่างหลวงแบบนั้นที่ไหน?

ช่างหลวง มีครับ แต่ไม่ได้มีเยอะพอที่จะทำงานที่มีอยู่มากมาย ในยุคปัจจุบันช่างหลวงที่มีฝีมือประดับประติมากร มีน้อยจะมีกี่คนที่มานั่งเรียงกระเบื้องแบบนี้ได้กันค่าจ้างช่างประติมากรเอกของประเทศที่ให้มาทำงานตลอดช่วง 4-5 ปีจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไร?

อันนี้ฝากให้คิดครับว่าภาครัฐของเรา"ลงทุน" กับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ??

เราให้งบประมาณ 130 ล้านกับการบูรณะครั้งนี้ในขณะที่งบประมาณที่นำมาจ้างบริษัทที่ปรึกษาโครงการทางเลียบแม่น้ำ ก็ 120 ล้านแล้ว หรือว่าถ้าเทียบกับในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น กรณีล่าสุดปราสาท Himeji ที่เมือง Himeji จังหวัด Hyogo อันนั้นใช้บูรณะปี 2009 เสร็จปี 2015 ใช้งบที่ 2.4 พันล้านเยน หรือประมาณ 713 ล้านบาท
คลิกอ่านรายละเอียด 

โดยงบประมาณครึ่งนึงของการบูรณะหมดไปกับการสร้างอาคารครอบปราสาทเพื่อให้นักอนุรักษ์+ช่างสามารถทำงานได้!! และการอนุรักษ์ของเขานั้น ไม่มีพวกเนื้องานที่ต้องใช้รายละเอียดสูงๆ แบบให้ประติมากมานั่งปั้น นั่งเรียงกระเบื้องด้วยนะครับ....แล้วลองย้อนกลับมาดูบ้านเราก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมเราถึงได้ไปไม่ถึงระดับนั้น เพราะภาครัฐไม่ได้ให้ทรัพยากรที่เหมาะสมกับการทำงานเลย

*** นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมคนที่ทำงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมจริงๆถึงไม่มาออกตัวแรงๆ ในเรื่องนี้เลยทั้งที่เขาก็เห็นว่างานยังมีจุดบกพร่อง แต่เพราะเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่าปัญหาในเรื่องทรัพยากรเป็นอย่างไร และควรที่จะศึกษาเป็นบทเรียนสำหรับงานอื่นๆ อย่างไร?

4. พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส:ปฏิรูปกรมศิลป์และการลงทุนของภาครัฐ?

- จากกรณีนี้ มีผู้ใหญ่บางท่านแนะนำมาว่าถ้าเช่นนั้นต่อไป ภาครัฐควรจะยกเลิกระบบการจ้างผู้รับเหมามาทำงานบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วฟื้นฟูระบบงานช่างหลวงขึ้นมาใหม่ดีไหม

ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นความเห็นที่น่าสนใจและถ้านำมาประยุกต์ให้เข้ากับระบบสมัยใหม่ก็น่าจะทำให้มีการปฏิรูปกรมศิลป์กันยกใหญ่!!

คืออาจทำให้กรมศิลป์กลายมาเป็นช่างหลวงมีการจ้างบุคลากรเพิ่มและมีค่าตอบแทนที่ดีมีการถ่ายทอดความรู้ตามหลักการสมัยใหม่เพราะไหนๆ ประเทศเราก็เป็นประเทศที่ มีจุดขายเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวภาครัฐก็ควรลงทุนในส่วนนี้ให้มากขึ้นดีไหม? อาจจัดระบบให้ตอบรับโลกยุคปัจจุบันด้วยเช่น ให้มีองค์กรเป็นช่างหลวงและช่างท้องถิ่นแต่ละสกุลที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ และมีฝึกฝีมือให้รองรับกับงานบูรณะในแต่ละภูมิภาคที่ต่างกันเพื่อให้มีระดับต่างๆ ของช่างที่สามารถรับงานได้งานระดับชาติให้ใช้ช่างหลวงเท่านั้น งานระดับท้องถิ่น ก็ให้ช่างท้องถิ่นดูไป หรือว่าจะใช้ บริษัทรับเหมาก็ได้ แต่ต้องมีการระบุและแยกส่วนในสัญญา เช่น งานก่อสร้าง/บูรณะที่ไมละเอียดมากอาจให้บริษัทรับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ประเมินรับงานได้ แต่ให้เว้นส่วนที่เป็นประติมากรรมหรืองานที่มีความละเอียด ให้ทางช่างฝีมือที่กรมศิลป์จัดมา/เชิญมา มาทำงานร่วม แบบนี้ปัญหาเรื่องความละเอียดของงานก็จะสามารถแก้ไขได้ ณ จุดหนึ่งนะครับ

*** ผมคิดว่าต้อง #มองวิกฤตให้เป็นโอกาสนำประเด็นที่สังคมไม่พอใจ มาเป็นตัวปรับปรุงการทำงานศิลปะสถาปัตยกรรมในระบบราชการให้โดดเด่นขึ้นในอนาคต ให้สมกับที่ประเทศเราเป็นประเทศที่มีจุดเด่นเรื่องศิลปะวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีงามนะครับ

คนที่ทำงานอยู่ในแวดวงการอนุรักษ์ศิลปะก็คงดีใจที่คนไทยจะให้มาสนใจเรื่องนี้ และมีการ"กดดัน" ให้ภาครัฐปฏิรูประบบงานอนุรักษ์ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่อไปในภายภาคหน้า

ที่มาภาพ 1-2: คุณ Pongsakorn Jayskung Ravipiansub 
ที่มาภาพ 3: คุณ Kornkit Disthan
ภาพ 4: ปราสาท Himeji ก่อนและหลังการบูรณะ
ภาพ 5: อาคารที่สร้างมาครอบปราสาท ช่วงการอนุรักษ์

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

อ่านแล้วรู้เรื่อง !!! "ดี้ นิติพงษ์" เคลื่อนไหว ดราม่า"บูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ" ยาวหน่อยแต่จะได้รู้กัน (รายละเอียด)

 

อ้างอิง Nitipong Honark และ Kittitouch Chaiprasith