วิบากกรรมยิ่งลักษณ์  กต.เล็งถอนพาสปอร์ตเดินทางทูต  ต่อด้วยยึดทรัพย์ชดเชยค่าเสียหายให้หลวง  พร้อมส่งหนังสือขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

วิบากกรรมยิ่งลักษณ์ กต.เล็งถอนพาสปอร์ตเดินทางทูต ต่อด้วยยึดทรัพย์ชดเชยค่าเสียหายให้หลวง พร้อมส่งหนังสือขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน

หลังตัดสินใจไม่เข้ารับฟังการพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวจากศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อเช้าวันศุกร์ 25 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา รวมทั้งหลบหนีออกต่างประเทศจนศาลออกหมายจับและสั่งริบเงินประกันนั้น

ล่าสุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเตรียมเผชิญ “วิบากกรรม” อีกหลายคำรบหลังจากนี้  โดยขั้นตอนต่อไปที่ถูกพูดถึงมากสุดและน่าจะทำได้ง่ายสุด คือ กรณีกระทรวงการต่างประเทศเตรียมสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางทูต (หน้าปกสีแดงสด) ที่กระทรวงต่างประเทศมอบให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญของประเทศในฐานะอดีตนายกฯ หลังตกเป็นผู้ต้องหาถูกออกหมายจับตามระเบียบของทางราชการ 

 

 

 

สำหรับการยกเลิกหนังสือเดินทางต้องเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 23 วงเล็บ 2  ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกหนังสือเดินทางได้ เมื่อปรากฏภายหลังว่าผู้ถือหนังสือเดินทางเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกหนังสือเดินทางได้ เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาที่ได้มีการออกหมายจับไว้แล้ว

ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ต้องทำหนังสือมาถึงทางกระทรวงฯ เพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือเดินทางผู้ต้องหาคดีในคดีอาญา ขณะเดียวกันศาลมีสิทธิเพิกถอนหรือระงับหนังสือเดินทางผู้ถูกพิพากษาว่ามีความผิดเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีออกนอกประเทศ เมื่อมีการส่งเรื่องแจ้งให้กระทรวงต่างประเทศทราบแล้ว  ก็จะมีการพิจารณาดำเนินการตามระเบียบต่อไป   

   สำหรับกรณีมีกระแสข่าวว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์เตรียมขอลี้ภัยในต่างประเทศและดูไบไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย เพราะอดีตนายกฯเลือกที่จะลี้ภัยในประเทศอังกฤษ โดยงานนี้อดีตนายกฯพี่ชายนายทักษิณ ชินวัตร จัดหาที่พักและเซฟเฮ้าส์รวมทั้งติดต่อประสานงานทุกอย่างไว้แล้วนั้น

 ล่าสุดทางนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้กับสื่อหลายฉบับว่า คงเป็นเรื่องยากที่น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำได้เนื่องจากยังไม่มีเหตุผลรองรับที่ดีพอเข้าเกณฑ์ที่ต่างประเทศจะคุ้มครองได้ เพราะกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นแค่การหลบหนีคดี  ไม่ได้โดนข่มขู่อาฆาตมาดร้ายเหมือนกรณีพล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิ  รินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และอดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาที่ยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองต่อรัฐบาลออสเตรเลีย  และการจะอ้างเหตุลี้ภัยในต่างประเทศเพราะบ้านเมืองไม่สงบอยู่ระหว่างปฏิวัติรัฐประหารเหมือนนายทักษิณที่เป็นพี่ชายก็คงไม่สามารถทำได้  เพราะการรัฐประหารได้เกิดมานาน 3 ปีแล้ว ที่สำคัญคดีความของนายทักษิณนั้นเจ้าตัวแทบไม่เดินทางไปศาลเลย  แต่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์เจ้าตัวเองก็เดินทางไปศาลและสู่ความจนสิ้นสุดคดีจนศาลตัดสิน  การจะมาอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเลยต้องหนีจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น   

 

    “  ในส่วนของการยื่นขอลี้ภัยคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  เชื่อว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะเลือกใช้วิธีเดินทางไปยังประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามเเดน เช่น ดูไบ มอนเตเนโกร .....หรือหากน.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปในประเทศที่มีสนธิสัฐญญาก็จะไม่พำนักอยู่นาน  เพราะมั่นใจว่าทางการไม่สามารถยื่นคำร้องขอตัวได้ทัน  อย่างนายทักษิณเองก็จะอยู่ประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเป็นหลัก เวลาจะเดินทางไปญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสนธิสัญญาจะเป็นการลักษณะโฉบไป   คือ ไปเเล้วกลับจะต่างจาก นายราเกซ สักเสนา ที่ไปพำนักอยู่ในเเคนาดาไม่ขยับหนีจึงถูกล็อกตัว เชื่อว่ากรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็คงใช้วิธีนี้เช่นกัน”

    นายปรเมศร์เปิดเผย  พร้อมยืนยันว่ายังมีไม่การส่งหนังสือขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศต่างๆที่ไทยมีการทำข้อตกลงระหว่างกัน เพราะขณะนี้อดีตนายกฯยังมีความผิดแค่การหลบหนีการฟังคำพิพากษาของศาล  ที่ยังถือว่ามีน้ำหนักน้อยเกินไปต้องรอผลการพิพากษาคดีในวันที่ 27 กันยายนก่อนว่าออกมาอย่างไร  จึงจะมีข้อมูล มีน้ำหนัก และมีหลักฐานเพียงพอในการทำเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังต่างประเทศได้  อย่างไรก็ตามหากอดีตนายกฯ ถูกศาลตัดสินให้มีความผิดจริง กว่าจะแปลหนังสือเสร็จกว่าจะส่งเรื่องได้เชื่อว่าก็จะไม่ทันเหตุการณ์อยู่ดี เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถใช้วิธีการหลบหนีหรือเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นเพื่อหลบหนีการจับกุมได้   

 

 

นอกเหนือจากการถอนพาสปอตและการทำหนังสือส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังต้องถูกยึดทรัพย์จากการละเลยจนก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงกับทางราชการ  โดยที่ก่อนหน้านี้หน่วยงานของรัฐได้คำนวนความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาล ตั้งแต่ปีการผลิต พ.ศ.2555 ถึง พ.ศ. 2557 มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 178,586 ล้านบาท  

โดยคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง ที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน ได้พิจารณาความเสียหายจากความรับผิดทางละเมิดแก่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายดังกล่าวหรือคิดเป็นวงเงิน 35,717 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 80 มูลค่าความเสียหายประมาณ 143,000 ล้านบาท เป็นของเจ้าหน้าที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และ เอกชน โดยมีคดีที่เกี่ยวข้อง 853 คดี ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสืบทรัพย์ของกระทรวงการคลังได้แจ้งข้อมูลทรัพย์สินของอดีตนายกฯให้กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อเป็นการชดใช้ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท  ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกมาโวยผ่านเฟซบุ๊คพร้อมเรียกร้องความเป็นธรรม  พร้อมมอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องขอทุเลาบังคับคดีต่อศาลปกครอง กรณีโดนกรมบังคับคดีสั่งอายัดบัญชีธนาคารกรุงเทพ 7 บัญชีจากทั้งหมด 12 บัญชี 

ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการถอนพาสสปอต การส่งหนังสือส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และการยึดทรัพย์จะเกิดขึ้นได้จริงและทำได้มากน้อยแค่ไหน 
//////////////////