4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย

วันที่ 4 กันยายนของทุกปี กองทัพเรือกำหนดให้เป็นวันระลึกเรือดำน้ำ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2480 เป็นวันที่

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย

วันที่ 4 กันยายนของทุกปี กองทัพเรือกำหนดให้เป็นวันระลึกเรือดำน้ำ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2480 เป็นวันที่ บริษัท มิตซูบิชิ แห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาการว่าจ้างต่อเรือดำน้ำ จำนวน 4 ลำ ให้กับกองทัพเรือ ได้สร้างเรือดำน้ำ 2 ลำแรก เสร็จสมบูรณ์ ได้แก่ เรือหลวงมัจฉาณุ และ เรือหลวงวิรุณ และได้ทำพิธีส่งมอบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ ให้แก่กองทัพเรือ นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือที่ธงราชนาวีไทยได้ถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาและโบกสะบัดพัดพลิ้วอย่างสง่างาม ณ บริเวณท้ายเรือหลวงมัจฉาณุ และเรือวิรุณ เป็นครั้งแรก

 

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย


หากย้อนกลับก่อนจะมีเรือดำน้ำในประเทศไทย แนวความคิดเรื่องเรือดำน้ำเริ่มต้นเมื่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงกลับเข้ารับราชการอีกและทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ได้ทรงกล่าวถึงเรือดำน้ำไว้ในลายพระหัตถ์ กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตไปดูการทหารในยุโรปใน พ.ศ.2462 ดังนี้ "…ในส่วนป้องกันอ่าวหรือท้องทะเลเครื่องที่จะทำให้กองทัพเรือใหญ่หวาดเสียวอย่างดีที่สุดก็คือ เรือดำน้ำ… ฯลฯ …ถ้ากรุงสยามมีเรือดำน้ำ จะเป็นเครื่องป้องกันสำคัญมาก หรือจะนับว่าเป็นเครื่องป้องกันอย่างดีที่สุดก็ว่าได้" แสดงว่า แนวความคิดในการที่จะมีเรือดำน้ำในกองทัพเรือไทยยังดำรงอยู่ตลอดเวลา
ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2469 นายพลเรือตรี พระยาราชวังสัน (ศรี กมลนาวิน) เสนาธิการทหารเรือ ได้จัดทำ บันทึกการจัดกองทัพเรือสยาม (ซึ่งก็คือโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ) ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้รักษาการแทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรือโดยได้กำหนดว่า จะแงบ่งกำลังทางเรือออกเป็น ๒ กอง คือ "กองเรือรักษาฝั่ง" และ "กองเรือรุกรบ" ในกองเรือรุกรบนั้น จะมี เรือดำน้ำรักษาฝั่งขนาด 300 - 400 ตัน 4 ลำ

 

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย
ความคิดที่จะมีเรือดำน้ำเป็นกำลังรบของไทยนั้น ได้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2453 แต่ติดขัดด้วยงบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญ จึงไม่สามารถจัดหาเรือดำน้ำตามที่คิดไว้
โดยกองทัพเรือได้มีแนวความคิดที่จะปรับปรุงและสร้างกำลังรบทางเรือให้เข้มแข็ง และทันสมัยขึ้น ในระยะแรกนั้น เรือดำน้ำเป็นกำลังรบที่ใหม่ ทรงอานุภาพทางทะเลมากที่สุด เพราะสามารถกำบังตัว หรือหลบหนีด้วยการดำน้ำ สามารถเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งเรือผิวน้ำไม่สามารถเข้าไปได้ และมีอาวุธตอร์ปิโดอันเป็นอาวุธสำคัญที่เป็นอันตรายแก่เรือผิวน้ำมากที่สุด ไม่มีเครื่องมือค้นหา และอาวุธปราบเรือดำน้ำที่จะทำอันตรายแก่เรือดำน้ำได้ ดังเช่นปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าเรือดำน้ำ เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง เรือดำน้ำได้อยู่ในแนวความคิดของกองทัพเรือไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2453 แล้ว ดังจะเห็นได้จากโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือ
โครงการจัดสร้างกำลังทางเรือนี้มีคณะกรรมการอันประกอบด้วย นายพลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ต่อมาเป็น นายพลเรือเอก กรมหลวงฯ) นายพลเรือตรี พระยาราชวังสวรรค์ (ฉ่าง แสง-ชูโต ต่อมาเป็นนายพลเรือเอก พระยามหาโยธา) และนายพลเรือตรี พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร (ต่อมาได้เป็นนายพลเรือเอก กรมหลวงฯ) ได้จัดทำขึ้นถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต (ต่อมาเป็น จอมพลเรือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระฯ) เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ และเสนาบดีฯ ทรงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 มกราคม ร.ศ.129 (พ.ศ. 2453) โครงการนี้ได้กำหนดให้มี “เรือ ส.(1) จำนวน 6 ลำ” ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้อธิบายไว้ว่า “เรือ ส. คือเรือดำน้ำสำหรับลอบทำลายเรือใหญ่ข้าศึก….. แต่ยังกล่าวให้ชัดไม่ได้เพราะยังไม่เคยลงแลลอง แต่ที่พูดถึงด้วยนี้โดยเห็นว่าต่อไปภายหน้าการศึกษาสงครามจะต้องใช้เป็นมั่นคง แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้” เวลานั้นเรือดำน้ำเป็นอาวุธที่นาวีของมหาอำนาจในยุโรปกำลังพัฒนาและทดลองใช้อยู่

 

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย


ต่อมาใน พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ออกจากประจำการ และต้องจ้าง นายนาวาเอก ชไนด์เลอร์ (J.Schneidler) นายทหารเรือชาติสวีเดนเข้ามาเป็นที่ปรึกษาการทหารเรือ ในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2455 นายนาวาเอก ชไนด์เลอร์ ได้เสนอโครงการจัดสร้างกำลังทางเรือสำหรับป้องกันประเทศ และได้กล่าวถึง “เรือดำน้ำ” ว่า “เป็นเรือที่ดีมากสำหรับป้องกันกรุงเทพฯ แต่จะผ่านเข้าออกสันดอนลำบาก ถ้าเก็บไว้ในแม่น้ำก็ไม่คุ้มค้า” และได้เสนอไว้ในโครงการให้มีเรือดำน้ำ 8 ลำ สำหรับประจำอยู่กับกองทัพเรือที่จันทบุรี
เมื่อถึง พ.ศ.2458 สมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นนายเรือโท สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ ได้เสด็จกลับจากศึกษาวิชาการทหารเรือในจักรพรรดินาวีเยอรมั นและทรงเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ พระองค์ได้ทรงจัดทำโครงการเกี่ยวกับกำลังเรือดำน้ำ ซึ่งทรงใช้ชื่อว่า "ความเห็นเกี่ยวกับเรือ ส." (เหตุที่ทรงใช้คำแทนเรือดำน้ำว่า "เรือ ส." ก็เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการเดิม ที่ทูลเกล้าถวายไว้เมื่อ พ.ศ.2453) เสนอต่อเสนาธิการทหารเรือในเวลานั้นคือ นายพลเรือโท พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2458 โครงการนี้มีรายละเอียดที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับ ขนาดและคุณสมบัติของเรือดำน้ำที่กองทัพเรือควรจะมี เรือพี่เลี้ยง อู่ และโรงงานที่ต้องการ กำลังพลประจำเรือ การฝึกและการสวัสดิการของคนประจำเรือ การปกครองบังคับบัญชา ตลอดจนงบประมาณ ต้องใช้ในการนี้ทั้งหมด
ทั้งนี้ สมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงอธิบายประโยชน์ของ "เรือ ส." หรือ "เรือดำน้ำ" ไว้ว่า "…ข้าศึกจะคอยคิดถึงเรือ ส.ของเราในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเรือเข้ามาตีกรุงสยาม.. เพื่อจะหนีอันตรายจากเรือ ส. ข้าศึกคงจะไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้มาเป็นเป้าแก่เรือ ส.ได้.. ข้าศึกคงจะส่งเรือขนาดเล็กแล่นเร็ว เพราะฉะนั้นต้องส่งหลายลำทำให้การจับจ่ายใช้สอยแพงเงินขึ้น การขนทหารด้วยเรือเล็กจะต้องมากกว่าเรือใหญ่ การส่งเสบียงอาหารจะเป็นการลำบากมากเพราะจะต้องมีเรือรบคุมเสมอ.. ถ้าเรือที่ส่งเข้ามาเป็นเรือเล็กแล้ว จะมีช่องให้เรือพิฆาตและเรือปืนของเราต่อสู้ได้โดยไม่เสียเปรียบมากนัก.. ถ้าเรามีเรือ ส.แล้ว ข้าศึก จะต้องระวังอยู่เสมอ ไม่ให้เรือ ส.เข้าโจมตีโดยไม่รู้ตัวได้ การระวังอันนี้ทำให้คนประจำเรือได้รับความลำบากมาก..."

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย

 

หากย้อน 80 ปี เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 บริษัท มิตซูบิชิ แห่งเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญาการว่าจ้างต่อเรือดำน้ำจำนวน 4 ลำ ให้กับกองทัพเรือ ได้สร้างเรือดำน้ำ 2 ลำแรก เสร็จสมบูรณ์ ได้แก่ เรือหลวงมัจฉาณุ และ เรือหลวงวิรุณ และได้ทำพิธีส่งมอบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำ ให้แก่กองทัพเรือ นับว่าเป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์กองทัพเรือ และภายหลังจากที่บริษัทฯ สร้างเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ เสร็จสมบูรณ์และส่งมอบเรือให้กองทัพเรือแล้วเรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และ เรือหลวงพลายชุมพล ได้ออกเดินทางจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2481 และเดินทางถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2481 ตามลำพังโดยปราศจากเรือพี่เลี้ยง ซึ่งยังความประหลาดใจแก่ชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันเป็นอันมาก เพราะเรือดำน้ำขนาดเล็กเช่นนี้ต่างประเทศย่อมมีเรือพี่เลี้ยงทั้งสิ้น นี้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความกล้าหาญและความสามารถของกำลังพลประจำเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย


สำหรับเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ พร้อมกับ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล เป็นชื่อพระราชทาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2480
#เรือหลวงมัจฉาณุ (HTMS Matchanu) หมายเลขเรือ 1 เป็นชื่อพระราชทาน มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ มัจฉานุ จากเรื่องรามเกียรติ์ มี เรือเอกซุ้ย นพคุณ เป็นผู้บังคับการเรือ วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2479
#เรือหลวงวิรุณ (HTMS Wirun) หมายเลขเรือ 2 เป็นชื่อพระราชทาน มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ วิรุณจำบัง จากเรื่องรามเกียรติ์ มี เรือเอก พร เดชดำรง เป็นผู้บังคับการเรือ. วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2479
#เรือหลวงสินสมุทร (HTMS Sinsamut) หมายเลขเรือ 3 เป็นชื่อพระราชทาน มาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ สินสมุทร จากเรื่องพระอภัยมณี มี เรือเอก สนอง ธนาคม เป็นผู้บังคับการเรือ วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2479 ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2480
#เรือหลวงพลายชุมพล (HTMS Phlai-chumphon) หมายเลขเรือ 4 เป็นชื่อพระราชทานมาจากชื่อตัวละครในวรรณคดีไทยซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ในการดำน้ำ คือ พลายชุมพล จากเรื่องขุนช้างขุนแผน มี เรือเอก สาคร จันทประสิทธิ์ เป็นผู้บังคับการเรือ วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2480
เรือหลวงมัจฉาณุ และเรือหลวงวิรุณ ประกอบแล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2480 ทางบริษัทมิตซูบิชิได้จัดพิธีส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกองทัพเรือไทย และนำลูกเรือเข้าประจำเรือ

 

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย


เรือดำน้ำของไทยทั้งสี่ลำ เดินทางออกจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2481ถึงกรุงเทพเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2481 เข้าประจำการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ได้ออกปฏิบัติการในสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส และสงครามโลกครั้งที่สอง
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2494 ซึ่งในระหว่างประจำการ มีการปฏิบัติงานระหว่างสงครามที่สำคัญที่ต้องจารึกไว้ คือ เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนฝรั่งเศส หลังจาก เรือหลวงธนบุรี และเรือตอร์ปิโดถูกเรือฝรั่งเศส ยิงจมแล้ว เรือหลวงมัจฉาณุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพลได้ไปลาดตระเวนเป็น 4 แนว อยู่หน้าบริเวณฐานทัพเรือเรียมของอินโดจีนฝรั่งเศส ใช้เวลาดำอยู่ใต้น้ำทั้งสิ้นลำละ 12 ชั่วโมง ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนแล่นลาดตระเวนบนผิวน้ำ นับเป็นปฏิบัติการดำที่นานที่สุดที่เคยดำมา ซึ่งยังปรากฏจากหลักฐานของฝ่ายฝรั่งเศสในการรบที่เกาะช้างว่าฝรั่งเศสมีความหวั่นเกรง
เรือดำน้ำทั้ง 4 ลำของไทยมาก แต่เพื่อผลของการยุทธ์ จึงได้ตัดสินใจเลี่ยงเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยโดยกำหนดแผนการปฏิบัติเป็นช่วงระยะเวลาสั้นมาก เมื่อปฏิบัติการเสร็จก็รีบถอนตัวกลับทันที เพราะเกรงว่าจะถูกต่อตีด้วยเรือดำน้ำ

 

4 กันยายน 2560 ครบรอบ 80 ปี  วันระลึกเรือดำน้ำไทย กรมหลวงชุมพรฯ บิดาแห่งกองทัพเรือ ผู้ริเริ่มประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตย
เรือหลวงมัจฉาณุปลดประจำการเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 พร้อมกันทั้ง 4 ลำ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลก และไม่ได้รับอนุญาตให้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และโรงงานแบตเตอรีของไทยที่ตั้งขึ้นก็ไม่สามารถผลิตแบตเตอรีสำหรับใช้ประจำเรือได้ ประกอบกับเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างขนาดใหญ่ในกองทัพเรือ มีคำสั่งยุบหมวดเรือดำน้ำ โอนย้ายไปรวมกับหมวดเรือตรวจฝั่งที่ตั้งขึ้น ซึ่งเรือดำน้ำทั้ง 4 ลำ ได้รับใช้ราชการในกองทัพเรือเป็นเวลากว่า 14 ปีเต็ม
ภายหลังปลดประจำการ เรือทั้งสี่ลำได้นำมาจอดเทียบกันที่ ท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช ต่อมาได้มีการขายเรือให้กับบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เพื่อทำการศึกษาและ Reverse engineering คงเหลือแต่หอบังคับการ อาวุธปืน และกล้องส่อง ทางกองทัพเรือได้นำมาจัดสร้างสะพานเรือจำลอง จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ หน้าโรงเรียนนายเรือ และที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ
เรือดำน้ำนับได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งในการยุทธ์ทางเรือ โดยที่เรือดำน้ำสามารถดำน้ำอยู่ใต้ท้องทะเล ซ่อนพรางมิให้ตรวจพบได้ง่าย และสามารถทำลายกำลังเรือผิวน้ำได้โดยอาวุธตอร์ปิโดหรืออาวุธปล่อยนำวิถีจากท่อตอร์ปิโดใต้น้ำ ในการปราบเรือดำน้ำ ข้าศึกเพียงหนึ่งลำ จะต้องใช้กำลังเรือผิวน้ำ 4 - 5 ลำ ควบคู่กับการใช้เฮลิคอปเตอร์และอากาศยานปราบเรือดำน้ำจำนวนหนึ่ง ทำให้ต้องใช้จ่ายงบประมาณเป็นจำนวนมากในการจัดตั้งหน่วยล่าทำลาย (HUNTER – KILLER) เรือดำน้ำ แต่หากประเทศไทยมีเรือดำน้ำแล้วจะสามารถใช้เรือดำน้ำเป็นเครื่องมือทำลายเรือดำน้ำข้าศึกได้อย่างดี และสามารถช่วยป้องปรามข้าศึก รวมถึงการป้องกันและรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่กว่าร้อยละ 95 ของสินค้าเข้า-ออก ต้องใช้เส้นทางคมนาคมทางทะเลได้
กองทัพเรือเล็งเห็นความสำคัญของการมีเรือดำน้ำมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากความพยายามอย่างต่อเนื่องที่เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำกลับเข้าประจำการอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่กองทัพเรือกำลังจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการอีกครั้งในปี พ.ศ.2566 ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากำลังพลกองทัพเรือทุกนายจะร่วมแรงร่วมใจมุ่งมั่นทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจและกำลังสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อันที่จะเสริมสร้างและดำรงไว้ซึ่งกำลังเรือดำน้ำ ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็มให้กองทัพเรือมีสมรรถนะและขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางเรือครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ซึ่งจะเป็นหลักประกันให้ประเทศชาติและประชาชนมีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติได้เป็นอย่างดี

 

 

ที่มา กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพ