- 05 ก.ย. 2560
ย่ามใจจัง !!! ไพศาล โพสต์วลีเด็ด เชิญตามสบายแต่...ไม่นานหรอกคงได้เห็นฤทธิ์ลุงตู่ (รายละเอียด)
บนเฟซบุ๊กของ ไพศาล พืชมงคล ได้โพสต์ถึงกรณีโยกย้ายพ.ต.ท.พงศ์พรจากตำแหน่งว่า
ย่ามใจจัง
ไม่สนบทพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญที่ว่าการทุจริต การฉ้อฉล การบิดเบือนอำนาจจนกฎหมายใช้ไม่ได้ เป็นต้นเหตุวิกฤติของชาติ
ไม่สนพระราโชบาย9ข้อที่นายกตู่รับพระราขทานมาและบอกกล่าวประชาชนแล้ว
ไม่เห็นหัวประชาชน ก็เชิญตามสบาย
ไม่นานหรอกคงได้เห็นฤทธิ์ลุงตู่!!
ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ (29 ส.ค.60) เกิดเรื่องที่สร้างความแปลกใจ เมื่ออยู่ๆคณะรัฐมนตรีมีมติย้าย พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี จึงเกิดข้อสงสัยว่าอะไรคือปม หรือมูลเหตุจูงใจในสั่งการย้าย พ.ต.ท. พงศ์พรในครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้ ได้มีกระแสกดดันจากฝั่งของพระสงฆ์ ชั้นผู้ใหญ่ มากล้นด้วยอำนาจ บารมี แสดงไม่พอใจในการทำของของพ.ต.ท. พงศ์พร ซึ่งรวมไปถึง การตรวจสอบกรณีทุจริตเงินวัด
ซึ่งการโยกย้าย พ.ต.ท. พงศ์พร ในครั้งนี้ให้เหตุผลว่า ทางสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอรับโอน พ.ต.ท. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ลงชื่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
โดยก่อนที่ พ.ต.ท. พงศ์พร จะมารับตำแหน่งเป็นผอ.สำนักพุทธ ตามคำสั่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๒/๒๕๖๐ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งพ.ต.ท.พงศ์พร ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร ปฏิบัติหน้าที่อยูดีเอสไอนั้น ผู้ที่มีความสามารถสูง ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การปฏิบัติการพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความสามารถ ปฏิบัติงานด้านการสืบสวน สะกดรอยและการปฏิบัติการพิเศษ จนได้รับการแต่งตั้งเป็น ผู้อำนวยการ ส่วนสืบสวนสะกดรอย ถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดสำคัญมากมาย อาทิการ สืบสวนสะกดรอยหาเบาะแสของคนร้าย หลังหัวระเบิดอาร์พีจีสูญหาย จากคลังแสงของกองทัพบก
สำหรับบทบาทในฐานะผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ทำคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวเนื่องการติดตามคดีรถยนต์หรูเลี่ยงภาษี และ รถยนต์โบราณ 2 คันที่เป็นข่าวโด่งดังและพ.ต.ท.พงศ์พร ร่วมรับผิดชอบก็คือ คดีรถยนต์ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม โดยตามแนวทางการสอบสวนเชื่อว่ามีการปลอมลายมือชื่อผู้อื่น พร้อมมาสำแดงการนำเข้าโครงรถยนต์เป็นยี่ห้อแพนเธอร์ ส่วนเครื่องยนต์เป็นยี่ห้อจากัวร์ หมายเลขตัวรถ 731 หมายเลขเครื่องยนต์ 8L 66240-L และคันที่สองเป็นรถยนต์เบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้า การเสียภาษี และพบว่ามีการใช้เอกสารเท็จในการจดทะเบียน
ต่อมาหลังจากเข้ามารับตำแหน่งเป็น “ผอ.สำนักพุทธ”นั้น ก็ได้เข้ามา การจัดการกับ”ธัมมชโย”ทลายเครือข่าย “ธรรมกาย” แม้ไม่ตาย แต่ก็เลี้ยงไม่โต และเดินหน้ากวาดล้างทุจริต “เงินทอนวัด” ซึ่งพบการทุจริตเงินงบประมาณระหว่างทางวัดกับข้าราชการสำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในหลายวัด พร้อมทั้งขยายการตรวจสอบ ออกไปถึงวัดดังในกรุงเทพมหานคร จนนำมาสู่กระแสกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำ พศ. จากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย รวมไปถึง “มหาเถรสมาคม” ซึ่งที่ผ่านพิสูจน์ให้เห็นว่า” มหาเถรสมาคม” เป็นองค์กรที่อยู่กับผลประโยชน์ ปกป้องดูแล”ธรรมกาย”
เมื่อวัน16 มิถุนายน 2560 ที่พระชั้นผู้ใหญ่อย่าง พระเทพปฏิภาณวาที หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ออกมาให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องของระบบข้าราชการไม่ใช่มาโทษพระ
ในวันเดียวกัน พระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท สังกัดวัดเบญจมบพิตร ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง หลังจากได้รับหนังสือเตือนเนื่องจากพระมหาอภิชาติ ออกมาตอบโต้สื่อของศาสนาอื่น
จากนั้น วัดพระธรรมกาย ออกโรงตอบโต้ พ.ต.ท. พงศ์พร ว่า สำนักพุทธฯ ไม่มีอำนาจตรวจสอบบัญชีวัดทั่วประเทศ และ เมื่อ 20 มิถุนายน 2560
มีใบปลิวหรือแถลงการณ์ฉบับที่ 1 จากองค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย แสดงความไม่พอใจในการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ถึงขั้นประกาศจะไม่รับเงินอุดหนุนใดๆ จากสำนักพุทธฯ
ช่วงหนึ่งระบุว่า องค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย จึงแถลงการณ์ มาเพื่อให้พุทธบริษัท และรัฐบาลได้ทราบว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป พระสังฆาธิการ และวัดวาอารามทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ จะไม่รับเงินอุดหนุนใดๆ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีจัดสรรให้
เมื่อ 10 กรกฎาคม 2560 เจ้าคุณพิพิ ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยกล่าวตำหนิการทำงานของผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ จนกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพระสังฆาธิการ กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ปฏิบัติการตอบโต้ผอ.สำนักพุทธ จากวัดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร วัดเหล่านี้มีพระผู้ใหญ่เป็นกรรมการในมหาเถรสมาคม อย่างที่วัดเทพศิรินทร์ ในงานพิธีสวดถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อ 13 กรกฎาคม 2560 ผอ.สำนักพุทธฯ ไปร่วมพิธีด้วย แต่ไม่มีการเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในพิธี วัดดังกล่าว มีสมเด็จพระธีรญาณมุนี เป็นเจ้าอาวาส
จากนั้น14 กรกฏาคม เจ้าคุณพิพิธได้ให้สัมภาษณ์กับมติชนถึง อันสืบเนื่องมาจากบทบาทของผอ.สำนักพุทธ
โดยเจ้าคุณพิพิธกล่าวว่า..ที่ผ่านมาพระสังฆาธิการทำงานร่วมกับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติแบบพระให้เมตตาธรรม มีมือเปล่าไป กิจกรรมสำคัญพระท่านก็ให้เกรียติ ให้มีบทบาทในงานต่างๆ ขอให้พระช่วยอะไรทั้งส่วนตัวส่วนราชการก็ช่วย แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ขาดลงแล้ว เพราะอะไรก็คิดเอาเองแต่ว่า พระสังฆาธิการท่านคว่ำบาตรเสียแล้ว ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาประจำจังหวัด ก็รับชะตากรรมไปด้วย
ตามมาด้วยใบปลิวหรือแถลงการณ์ฉบับที่ 2ขององค์กรพระสังฆาธิการแห่งคณะ สงฆ์ไทย เมื่อ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาโจมตีไปที่การทำงานของ พ.ต.ท.พงศ์พรว่าการออกมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนการพัฒนาวัดทั่ว ราชอาณาจักรทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย เสมือนเจ้าอาวาสต่างๆ เป็นผู้ทุจริตโกง กินเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวเสียเองทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อสถาบันพระพุทธศาสนาในภาพรวม
อีกทั้งบางช่วงยังระบุด้วยว่า..
การให้ข่าวอย่างคลุมเครือ และแบบเหมารวมเหวี่ยงแหของผอ.พศ. แสดงถึงความ บกพร่องอย่างรุนแรงด้านภาวะผู้นำ หลักธรรมาภิบาล และวุฒิภาวะในฐานะผู้บริหาร ระดับสูงขององค์กรทางพระพุทธศาสนา หลักฐานเชิงประจักษ์ในเรื่องนี้เห็นได้จาก การโยกย้ายข้าราชการของผอ.พศ. ที่มุ่งโยกย้ายข้าราชการผู้ปฏิบัติมากกว่าที่ จะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีหลักฐานพัวพันการทุจริตคอร์รัปชั่นในครั้งนี้อย่างชัดแจ้ง เพียงเพราะผู้บริหารระดับสูงดังกล่าวอาศัยความใกล้ชิดสนิทสนมคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือในช่วงที่ผอ.พศ. ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่เท่านั้น จนต้องเดือดร้อน ถึงนายกรัฐมนตรีต้องลงนามแก้ปัญหาดังกล่าว
ในตอนท้ายใบปลิวอ้างว่า องค์กรสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยจึงแถลงการณ์มาเพื่อให้ทุกวัด และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญทุกแห่งทั้งในภายในประเทศและต่างประเทศขึ้นป้ายไม่ขอรับเงินอุดหนุนใดๆ จากพศ.ต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ตัวผู้นำพศ.หรือผู้นำพศ.แสดงความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในพศ.เชิงประจักษ์เสียก่อน โดยไม่กระทำเพียงหวังสร้างเครดิตให้ตนเองเท่านั้น
จนทำให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีต้องหารือกับ พ.ต.ท.พงศ์พร ว่าจะต้องใช้ความระมัดระวัง รอบคอบ รัดกุม ในการทำงานกับคนหมู่มาก ทั้งนี้ ต้องให้ ผอ.พศ.ทำงานต่อไป เพราะทำงานตามกฎหมาย ส่วนใครผิดหรือถูกก็ว่ากันไป แต่ไม่อยากให้มีการกระทบกระทั่งกัน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็จะต้องพูดคุยกัน เพราะอยากให้ทำงานอย่างราบรื่น และนี่ก็คือสิ่งที่เหล่าพระชั้นผู้ใหญ่ ที่ได้ออกมาเคลื่อนไหว สร้างกระแสกดดันการทำงานของ “พ.ต.อ.พงศ์พร” อย่างหนัก และต่อเนื่อง ภายหลังที่ “พ.ต.อ.พงศ์พร”ได้ เดินหน้าตรวจสอบการทุจริตในแวดวงผ้าเหลือง จึงเป็นเหตุนำมาซึ่งการโยกย้ายในครั้งนี้ใช่หรือไม่??
และสำหรับการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณ บูรณะและปฏิสังขรณ์วัด หรือเงินทอนวัดนั้น ทางด้านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุุทธ์ จันทร์โอช ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ตนเป็นคนเสนอโอนย้าย แต่คงไม่ต้องให้เหตุผลเวลานี้ว่าเพราะอะไร และไม่เกี่ยวข้องกับกรณีเข้าไป สอบการทุจริตเงินทอนวัด และเจ้าตัวไม่ได้มีความผิดอะไร และไม่มีอะไรเสียหาย เขาเป็นคนทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ แต่เพื่อความเหมาะสมอะไรบ้างอย่าง ที่โอนย้ายมาเป็นผู้ตรวจราชการฯ เพื่อให้ทำงานในระดับกว้างขึ้นทั้งประเทศ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนงานที่จะให้ทำนั้นหน้าที่ผู้ตรวจต้องทำอะไรก็ทำอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งผอ. พศ.คนใหม่ โดยระหว่างนี้จะให้คนที่ผอ.พศ.คนเก่าเคยแต่งตั้งให้รักษาการแทนทำหน้าที่ผอ.พศ.ไปก่อน
ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร เองได้เปิดเผยว่า ไม่รู้สึกแปลกใจหากต้องถูกโยกย้าย เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว ในฐานะข้าราชการ ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่มีการโต้แย้ง ต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
“ตั้งแต่รับราชการมา ตำแหน่ง ผอ.พศ.เป็นงานหนักที่สุดในชิวิต”
อย่างไรก็ตามก็ต้องดูกันต่อไปว่าแท้ที่จริงแล้วการโยกย้าย "ข้าราชการน้ำดี" ในครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับการเดินหน้าตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัดหรือไม่และเพราะเหตุใด ทำไมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้า คสช. ต้องยอมให้มีการโยกย้ายด้วย??
สำหรับคำสั่งโยกย้ายนั้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานสำนักงานรองนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งโยกย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ จากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อผลประโยชน์ต่อทางราชการ
จากเอกสารบันทึกข้อความ สำนักงานรองนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอรับโอนราชการเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
มีใจความคร่าวๆระบุว่า ด้วยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอรับโอนพันตำรวจโท พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ทางราชการและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้พิจารณาแล้วว่าเห็นชอบด้วยตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ จึงเห็นสมควรให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้มีการเซ็นอนุมัติแล้วจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
อ้างอิง Paisal Puechmongkol
