- 07 ก.ย. 2560
เปิดข้อมูล !!!! เกิดอะไรขึ้น มันมีอยู่จริง ขบวนการวินาศกรรมประเทศ....นำมาสู่การจับกุม "ครูแขก" โยงซุกระเบิดมีนบุรีปี57 สุดท้ายยกฟ้อง!
จากกรณีที่วันนี้(7ก.ย.2560) ศาลจังหวัดมีนบุรี ได้อ่านคำพิพากษาคดี ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้อง นางอัมพร ใจก้อน หรือ " ครูแขก" จำเลยคดีร่วมกันทำประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะซื้อ มีใช้สิ่ง หรือนำเข้าวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ , ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายนั้น
ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์มีพนักงานสอบสวนเบิกความว่าพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุมีความเชื่อมโยงกับคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยทำแผนผังความเชื่อมโยงของนายกษิ ดิฐธนรัชต์ หรือ นายอ่าว อิสระส์ ผู้ที่กระทำผิดร่วมโดยเชื่อมโยงกับจำเลยแต่พัทยาโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เช่นเดียวกับพยานแวดล้อมก็ไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยมาที่ห้องพักเลขที่ 49 ที่โจทก์ระบุว่า เป็นห้องที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิด ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีลายนิ้วมือเป็นของจำเลยปรากฏในห้องเช่า พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราจะได้ย้อนกลับไป กลับไปตรวจสอบข้อมุลสำหรับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง คดีที่อัยการยื่นฟ้องนางสาวอัมพร ใจก้อน หรือครูแขก แนวร่วม นปช. ฐาน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ กรณีเมื่อระหว่างต้นปี 2553 – 5 ตุลาคม 2553 นางสาวอัมพร กับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง 5 ลูก ผงยูเรียหนัก 20 กิโลกรัม บรรจุในถังดับเพลิง และถังน้ำยาแอร์ ปืนกลเล็ก เอเค 47 ไม่มีหมายเลขทะเบียน และ กระสุน 129 นัด ที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีซึ่งคดีนี้นางอัมพร ถูกตำรวจจับกุมหลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่ สมานเมตตา แมนชั่น อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี 2553
ขณะที่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นตำรวจที่เบิกความ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่ได้เห็นเหตุการณ์ และไม่มีใครเห็นว่านางอัมพร จำเลยอยู่ที่สมานเมตตาแมนชั่นช่วงเกิดเหตุ จึงพิพากษายกฟ้อง พร้อมออกหมายปล่อยตัวนางอัมพร
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จากกรณีที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุม ครูแขก หรือน.ส.อัมพร ใจก้อน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ 948/2557 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2557 ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่และเป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่อาจจะนำไปสู่การค้นหาคำตอบของขบวนการวินาศกรรมป่วนประเทศอยู่ ณ ขณะนี้
เมื่อตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหาแล้วพบว่าอาจจะเชื่อมโยงไปถึงเหตุการณ์ระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นเมื่อปี 2553 หรือแม้กระทั่งการก่อวินาศกรรมสี่แยกราชประสงค์ด้วยหรือไม่
เวลา 22.55 น. ของวันที่ 31 ส.ค. ตำรวจ และทหาร ได้ร่วมกันควบคุมตัว นางอัมพร ใจก้อนหรือ ครูแขก อายุ 56 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ 948/2557 ลงวันที่ 15 ต.ค. 2557 ในข้อหา ร่วมกันทำประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะซื้อ มีใช้สิ่ง หรือนำเข้าวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ,ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย โดยจับกุมได้ที่บ้านพักตามบัตรประชาชน ใน จ.เชียงใหม่
การจับกุมดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2557 ได้เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ ภายใน ซ.ราษฎร์อุทิศ 25 แขวงและเขตมีนบุรี กทม. พื้นที่ของ สน.มีนบุรี จนมีผู้ถึงแก่ความตาย ทางเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องหาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว พนักงานสอบสวนจึงได้ออกหมายจับผู้ต้องหา ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ภาค 5 และเจ้าหน้าที่ทหารสืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบมาพักอาศัยที่บ้านพักดังกล่าว จึงได้สนธิกำลังเข้าจับกุมได้เวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 31 ส.ค.
ทั้งนี้ตำรวจได้นำตัว นางอัมพร มาฝากขังที่ศาลมีนบุรี ผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน น.ส.เบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความของผู้ต้องหา เปิดเผยว่าหลังจากเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ระเบิดที่ ซ.ราษฎร์อุทิศ 25 ย่านมีนบุรี เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 57 เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำตัว นางอัมพร มาสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมทั้งนำพยานมาชี้ตัวแล้วปรากฏว่าไม่ใช่ นอกจากนี้ ก็ได้หาพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติม ประกอบกับการนำลายนิ้วมือไปตรวจเทียบ ก็ไม่พบหลักฐานการกระทำผิด จากนั้นก็ได้ปล่อยตัว
โดยเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2557 ตำรวจได้จับกุม นางอัมพร ผู้ต้องหาในคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง ปี 2553 ได้ที่เชียงใหม่ จากนั้น 28 เม.ย.เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนเกี่ยวกับคดีสมานเมตตาแมนชั่น ก่อนที่จะส่งตัวให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี ได้จับกุมตามหมายจับของดีเอสไอ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ทำไมหลังจากที่มีการส่งตัวไปให้ดีเอสไอแล้ว เมื่อมีหมายจับ ทำไมไม่ไปอายัดตัวตั้งแต่ตอนนั้น จนเวลาผ่านไปซึ่งนางอัมพรไม่ทราบมาก่อนว่ามีหมายจับ และไม่เคยได้รับหมายเรียกเลย และนางอัมพร ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังมีเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ที่สามารถติดต่อกับนางอัมพรได้ และเจ้าหน้าที่ได้เคยสอบสวนนางอัมพรไปแล้ว ซึ่งทราบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทำไมจึงถูกควบคุมตัวอีก
นางอัมพร ยังคงยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดแต่ออย่างใดและขอปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา อีกทั้งกล่าวด้วยว่าไม่เคยรู้จักกับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุวางระเบิด พร้อมทั้งจะให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกประการพล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 เปิดเผยว่าการจับกุมนางอัมพร ในครั้งนี้มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางประการที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยจะทำการตรวจสอบถามพิสูจน์พยานหลักฐานต่างๆต่อไป
นอกจากนี้ทางผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ยังเปิดถึงผู้ต้องหาคดีนี้มีทั้งสิ้น 8 คน โดยเสียชีวิต ไปก่อนหน้านี้ 2 คน และสามารถจับกุมตัวได้ 2 คน และอีก 4 คน อยู่ระหว่างการหลบหนี ซึ่งจะได้มีการสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุดก่อนอื่นทางรายการเจาะข่าวร้อน ล้วงข่าวลึก ต้องขอเรียนให้คุณผู้ชมเข้าใจก่อนว่า คดีระเบิดในครั้งนี้มีรายละเอียดอันสลับซับซ้อน และมีส่วนเชื่อมโยงมากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงขอลำดับความเข้าใจแบบนี้
1.เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงการชุมนุม กปปส.ที่พบว่ามีการใช้อาวุธสงคราม และระเบิดโจมตีผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง
2.ระเบิดที่ว่านั้น เป็นระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมที่นำไปประกอบกับรถจักรยานยนต์ เพื่อใช้เป็นจักรยานยนต์บอม
3.สถานที่เกิดเหตุเป็นลานโล่ง ของบ้านเช่าที่กลุ่มคนร้ายมาพัก โดยคนร้ายเสียชีวิตคาที เพราะระเบิดทำงานผิดพลาด ขณะทำการประกอบดัดแปลงระเบิดกับตัวรถ
4.ผู้เสียชีวิต 2 คน คือนายเกรียงไกร สินอำนวย และ นายบุญเลื่อน ปิ่นตา สภาพศพถูกแรงระเบิดจนร่างฉีกขาด
5.ที่บ้านเช่าของผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร มีระเบิดไปป์บอมบ์ซุกซ่อนอยู่อีก 5 ลูก ถังแก๊สปิกนิค 6 ถัง แกลลอนน้ำมัน 1 ใบ และจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน
6.ชนิดของอุปกรณ์และระเบิดที่พบเป็นแบบเดียวกับที่กลุ่มคนร้าย ใช้โจมตีผู้ชุมนุม กปปส.
เมื่อเราลงรายละเอียดของเหตุการณ์ในวันนั้น ก็จะพบว่าผู้ก่อเหตุนั้น ทำกันเป็นขบวนการ และมุ่งหวังที่จะสร้างสถานการณ์และโจมตีกลุ่ม กปปส.ในตอนนั้น เพราะฉะนั้นน้ำหนักของการก่อเหตุจึงน่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะในช่วงเดียวกันนั้น หรือจริงๆถัดจากนั้นอีกวันเดียว คนร้ายกลุ่มนี้ก็นำเอาระเบิดไปวางเอาไว้ อีกซอยถัดไป แต่โชคดีที่หน่วยอีโอดีเก็บกู้ได้ทันเวลา
วันที่30 มีนาคม พลตำรวจเอก เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์ระเบิด เข้าตรวจสอบบริเวณพงหญ้าใกล้กับซอยราษฎร์อุทิศ 12 เขตมีนบุรี พร้อมกับใช้หุ่นยนต์เก็บกู้ยิงทำลายวงจรระเบิด 2 ลูก หลังได้รับแจ้งว่าพบถุงพลาสติกต้องสงสัย มีสายไฟและท่อเหล็กโผล่ออกมา และใกล้กันยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า คลิ๊ก ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสภาพเก่า ที่มีผู้นำมาจอดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
จากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ ที่ใช้ดินดำบรรจุในท่อเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว จุดชนวนด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แบบหน่วงเวลา โดยระเบิดลูกที่พบในพงหญ้าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและปิดสวิตซ์ไว้ แต่ลูกที่พบในช่องเก็บของใต้เบาะรถจักรยานยนต์ คนร้ายได้เปิดสวิตซ์ไว้พร้อมทำงาน และมีรัศมีทำลายล้างถึง 50 เมตร โดยระเบิดทั้ง 2 ลูก นับเป็นลูกที่ 8 และ 9 และเป็นชนิดเดียวกับที่เกิดเหตุระเบิดบริเวณปากซอยราษฎร์อุทิศ 27 ที่มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ
ยิ่งไปกว่านั้นจากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องหาและกลุ่มผู้ตายได้มาเช่าบ้านใกล้ที่เกิดเหตุตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ได้นำระเบิดใส่จักรยานยนต์ ขับออกไปโดยไม่ทราบจุดหมาย แต่ระหว่างขับออกจากบ้านสภาพผิวถนนขรุขระ จึงเกิดการเสียดสีทำให้เกิดระเบิดขึ้น หลังเกิดเหตุคนที่อยู่ในบ้านประมาณ 10 คนได้ขึ้นรถตู้หนีออกไป
จากรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล ตอกย้ำให้เห็นว่าคนร้ายได้วางแผนเตรียมการเพื่อก่อวินาศกรรม ในช่วงการชุมนุมของกปปส.เพื่อปั่นป่วนสถานการณ์ โดยจากคำพูดของรองผบ.ตร.ก็ชัดเจนว่าตรวจพบระเบิดมากถึง 9 ลูก แต่ร.ต.อ.เฉลิมกลับสันนิฐานว่าระเบิดที่เกิดขึ้นและตรวจพบเป็นของพวกคึกคะนองร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. กล่าวถึงเหตุระเบิดย่านเขตมีนบุรี ว่า เป็นฝีมือของคนที่มีความคึกคะนองพกระเบิดมา 2 ลูกแล้วเกิดทำงานขึ้นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต ซึ่งไม่ควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่พี่น้องประชาชนคนทั่วไป โดยเรื่องนี้ทาง ศอ.รส.ไม่สามารถที่จะห้ามปรามได้ ใครกระทำผิดก็ต้องจับกุม ไม่มีละเว้น แต่คดีดังกล่าวผู้ครอบครองระเบิดเสียชีวิตจึงไม่ต้องติดตามจับกุมใคร
จากการตรวจสอบประวัติของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปเช่าบ้านพักย่านมีนบุรี เป็นสถานที่ประกอบวัตถุระเบิด พบว่า มีความเชื่อมโยงกับกรณีตำรวจ สน.บางเขน จับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้ที่หน้าวัดราษฎร์นิยมธรรม หรือวัดหนองผักชี ซอยพหลโยธิน 52 เมื่อปลายเดือนมกราคม2557 หรือก่อนหน้านั้นราว 3 เดือนซึ่งครั้งนั้นผู้ต้องหาทั้งสองกำลังขนระเบิดไปป์บอมจำนวน 23 ลูก พร้อมอาวุธปืนและมีด ไปส่งให้เครือข่ายที่ย่านสะพานใหม่ และเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องหาที่ตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมได้พร้อมระเบิด อาร์จีดี-5 ที่บริเวณหน้ากรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายปาระเบิดใส่บ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อีกทั้ง ข้อมูลการสืบสวนของตำรวจพบว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ระเบิดที่พบที่พบในบ้านของผู้เสียชีวิตน่าจะมีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดก่อนหน้านี้ในหลายจุด โดยเฉพาะกรณีคนร้ายปาระเบิดไปป์บอมเข้าใส่บ้านพักของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หนึ่งในแกนนำ กปปส. เนื่องจากอุปกรณ์และวิธีการประกอบระเบิดที่พบในจุดเกิดเหตุมีลักษณะคล้ายกับวัตถุระเบิดที่พบในบ้านพักย่านมีนบุรีและจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาว่าผู้ก่อเหตุนั้นอาจมีความเชื่อมโยงกับอีกหลายเหตุการณ์ก่อนหน้าแหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเปิดเผยว่า คดีระเบิดที่มีนบุรี มีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อเดือนตุลาคมปี 2553 โดยพบว่าคนที่เช่าบ้านที่มีนบุรี ซึ่งมีการใช้บัตรอาสาตำรวจบ้าน จ.ราชบุรี อ้างชื่อว่าเป็นนายอ่าว อิสระส์ แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการใช้ชื่อปลอม โดยเมื่อตรวจสอบเชิงลึก พบว่าภาพถ่ายในบัตรดังกล่าว เมื่อนำไปเปรียบเทียบคดีค้างเก่า เป็นภาพของนายกษิดิฐ ธนรัชต์ ชาว จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น
