กระแสสุดแรง !?!? พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ (อีก) ธงในใจของรัฐบาล ...ดูเลยมันเป็นยังไง

กระแสสุดแรง !?!? พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ (อีก) ธงในใจของรัฐบาล ...ดูเลยมันเป็นยังไง

เป็นที่จับตากับพรบ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ที่กำลังเป็นประเด็น เกี่ยวกับการกำหนดเก็บเงินค่าใช้น้ำสาธารณะ จนเกิดกระแสคัดค้าน โดยเฉพาะการที่เรียกเก็บจากเกษตรกรหรือชาวนา

แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า หลักการของพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อทุกคนเข้าถึงแหล่งน้ำ อย่างเท่าเทียม และ เป็นธรรม อีกทั้ง อุดช่องโหว่ กฎหมายชลประทานและ นํ้าบาดาลที่ยังไม่ครอบคลุมเพื่อป้องกันการสูบน้ำสาธารณะไปใช้ในกิจการของตนเอง
 

 

 

กระแสสุดแรง !?!? พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ (อีก) ธงในใจของรัฐบาล ...ดูเลยมันเป็นยังไง

 

โดยสาระสำคัญ ที่ถูกจับตา อยู่ในหมวด 4  ซึ่งได้แบ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็น 3 ประเภท พร้อมให้ออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และ อัตราค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตใช้น้ำ โดยมีคณะกรรมการ 25 ลุ่มน้ำกำกับดูแลในแต่ละพื้นที่  

ซึ่งผู้ใช้น้ำในธุรกิจต่างๆ จะต้องขอรับใบอนุญาตใช้น้ำสาธารณะ ควบคู่กับยื่นแผนบริหารจัดการพร้อมคำขอ เช่น วัตถุประสงค์ –ปริมาณที่ใช้ – สถานที่กักเก็บน้ำ เพื่อให้เป็นข้อมูลบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ 

ที่สำคัญเรื่องนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไป ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นนโยบาย หรือ ความต้องการของรัฐบาล และปัจจุบันอยู่ในขั้นวาระ 2 คือการตั้งกรรมาธิการ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

ถึงแม้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะพยามยามลดกระแส ด้วยการออกมายืนยันว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะรัฐบาลไม่เคยมีความคิดเรียกเก็บภาษีจากผู้ใช้น้ำรายย่อย โดยเฉพาะเกษตรกรหรือชาวนา ทั้งนี้กฎหมายที่ร่างขึ้นเพื่อจะเก็บภาษีจากผู้ใช้น้ำรายใหญ่โดยเฉพาะ ผู้ใช้น้ำเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น เพราะมีความจำเป็นที่คนใช้น้ำมากจะต้องรับผิดชอบจากเดิมที่ไม่เคยเรียกเก็บเลย อีกทั้งเงินที่ได้จากการเรียกเก็บภาษีจะนำไปพัฒนาระบบน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สอดคล้องกับ ผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างพลเอกอกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เตรียมขอขยายระยะเวลาการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ออกไปเป็นกรณีพิเศษอีก 90 วัน จากเดิมที่สิ้นสุด 27 ตุลาคมนี้ ไปสิ้นสุดในวันที่ 25 มกราคม 2561

ขณะเดียวกันยัง เตรียม รับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จาก 40 จังหวัด ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา กำหนด  

ทั้งนี้จากการสอบถาม และเก็บข้อมูลจากประชาชนเบื้องต้น รับทราบว่า ไม่มีผู้เห็นด้วยกับการเก็บค่าใช้น้ำจากเกษตรกรรายย่อย ส่วนเกษตรกรที่ประกอบการเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มอบหมายกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  พิจารณาต่อไป

 

 

ซึ่งนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ  ยอมรับว่า หลักการของร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ เน้นเฉพาะภาคเกษตรอุตสาหกรรมที่มีที่ดินมากกว่า 50 ไร่ และกฎหมายยังคุ้มครองแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อบริหารจัดการที่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้ยังเหลือขั้นตอนเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน รวมถึงทบทวนอัตราค่าน้ำ

ว่ากันว่า ถือเป็นเรื่องใหม่ และเรื่องใหญ่ ของประเทศ หากรัฐบาลจะดำเนินการจะต้องมีฐานข้อมูลผู้ใช้น้ำในแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน และมีระยะให้ผู้เกี่ยวข้องเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

งานนี้ คงต้องจับตาต่อไป แต่เชื่อว่าขั้นตอนในขณะนี้เป็นเพียงการซื้อเวลา เพราะรัฐบาลมี”ธงในใจ”ตั้งแต่ต้นแล้ว

///////////////////////