- 07 ต.ค. 2560
ประยุทธ์โวผู้นำอาเซี่ยนคนที่ 3 “บินพบทรัมป์เยือนทำเนียบขาว” ตีปี๊บหนีบธุรกิจยักษ์ใหญ่ 30 รายของไทยขยายโอกาสต่อยอดธุรกิจกับสหรัฐฯ
ประยุทธ์โวผู้นำอาเซี่ยนคนที่ 3 “บินพบทรัมป์เยือนทำเนียบขาว” ตีปี๊บหนีบธุรกิจยักษ์ใหญ่ 30 รายของไทยขยายโอกาสต่อยอดธุรกิจกับสหรัฐฯ ยันไม่ใช่ประเทศเศรษฐีซื้ออาวุธคิดรอบครอบ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลา 20.15 น. ถึงความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ได้มีการหารือทางโทรศัพท์ไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา โดยการไปเที่ยวนี้ถือเป็นการเดินทางเยือนของผู้นำอาเซี่ยน คนที่ 3 เป็นการเยือนระดับนายกรัฐมนตรีของไทย อย่างเป็นทางการในรอบ 12 ปี ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2548 นานมากแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การเดินทางไปสหรัฐฯคราวนี้นอกจากรัฐมนตรีคนสำคัญที่เดินทางไปด้วยแล้ว ยังมีภาคเอกชนรายไทยสำคัญที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ เดินทางมาในครั้งนี้ด้วย เดินทางมาเอง มาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แล้วมายืนยันในเรื่องของการที่จะสร้างความเข้มแข็ง และแสวงหาโอกาส เพื่อขยายการลงทุนในสาขาต่าง ๆ อย่างเช่น ประธานหอการค้าไทย ประธานธุรกิจสหรัฐอเมริกา กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่ม ปตท. กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท บริษัทบ้านปู และอื่น ๆ มาเกือบ 30 คน ทั้งนี้ตนได้มีการหารือแบบ Four – eye กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากนั้นก็เป็นการหารือเต็มคณะ ในโอกาส Working Lunch คือทานอาหารไปด้วยแล้วก็พูดคุยกันไปด้วย ก็เป็นประเด็นในเรื่องของความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของ 2 ประเทศ ความเป็นมิตรยาวนาน 200 ปี แล้วจะครบ 185 ปี ทางการทูตในปีหน้า เราต่างมีนโยบายและแนวทางเดียวกันก็คือ การให้ความสำคัญกับผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งนโยบายอเมริกา เฟิร์สท์ (America First) ของนาย โดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็สอดคล้อง แล้วเชื่อมโยงกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของไทย และประชารัฐของไทย เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างเท่าเทียม และครอบคลุม
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องการค้าการลงทุนก็ได้พูดถึงว่าเรามีสนธิสัญญาไมตรีระหว่างกันระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา มาตั้งแต่ปี 1833 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งมีนักธุรกิจอเมริกันได้ประโยชน์ เหมือนกับเป็นคนไทยในการลงทุนที่ประเทศไทย ก็เป็นประเทศเดียวที่ยังได้สิทธินี้อยู่ วันนี้เราก็อยากจะให้ทางอเมริกาได้ดูแลเราในเรื่องเหล่านี้บ้างเป็นพิเศษ เราก็ได้มีข้อตกลงว่าเราจะร่วมมือในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้สูงขึ้นด้วยกลไกที่มีอยู่ พร้อมทั้งตั้งกลไกใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนหาวิธีการขจัดปัญหาอุปสรรค เหตุติดขัดต่าง ๆ เรามีกลไกเดิมอยู่แล้วคือ สมาคมยูเอสอาเซียน ซึ่งเป็นของสหรัฐอเมริกากับอาเซียนทุกประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราจะร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น ให้เร็วขึ้น จะต้องมีกลไกใหม่ขึ้นมาก็คือสมาคม หรือกลไกที่ทำหน้าที่ในการเจรจา เพื่อจะเร่งรัดกระบวนการทำงานระหว่างไทยและอเมริกาโดยตรงเป็นทวิจะได้เร็วขึ้น เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องพูดกับสหรัฐอเมริกา คือเราขอให้สหรัฐได้ดูแลในเรื่องของสินค้าเกษตรของไทยให้มากขึ้น เป็นการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนกัน ในเรื่องสินค้าเกษตร เรื่องผลไม้อะไรเหล่านี้ จะมีคณะทำงานที่จะต้องพูดคุยกันในรายละเอียด ว่าทำได้ ไม่ได้ ทำไมได้ต้องแก้ยังไง มีอุปสรรคตรงไหน ทุกเรื่องเลย
“ การมาครั้งนี้หลายคนอาจจะมองว่า ผมมาดิวกับใคร หรือจะมาซื้ออาวุธ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมหาเศรษฐีที่ไหน ที่มีเงินแล้วจะไปตกลงซื้ออะไรกับใครก็ได้ ทุกอย่างมีกระบวนการหมด ไม่ว่าจะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งต่าง ๆ อยู่ในแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นการคัดเลือก อยู่ในกรรมวิธี ซึ่งสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผมก็พูดคุย ท่านก็ยินดี เพียงแต่ต้องขอให้ดูแลในเรื่องของราคา เพราะราคาสูง” นายกฯกล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า หลังจากการหารือได้เป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัทภายหลังการหารือได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท PTTGC America LLC กับหน่วยงาน JobsOhio คือเป็นการลงทุนของ PTTGC ร่วมทุนกับของทางอเมริกา ที่รัฐโอไฮโอ ว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษา วางแผน และจัดทำโครงการพัฒนาเพื่อจะยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่เขตเบลมอนต์ (Belmont County) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานปิโตรเคมี ภายหลังอาจจะมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย ซึ่งคงต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน ก็เหมือนกันทุกประเทศ ถ้าเราจะทำอะไรใหม่ ๆ ถ้าเราจะทำอะไรที่มีผลกระทบ ก็ต้องดูแลชุมชนให้ดีที่สุด
///////////////////
