จับตา !?!?เป้าหมายต่อไป เก็บภาษีที่ดิน เริ่ม  1 ม.ค.62

จับตา !?!?เป้าหมายต่อไป เก็บภาษีที่ดิน เริ่ม 1 ม.ค.62

ด้วยแนวนโยบายที่ต้องการจัดเก็บภาษีที่ดิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม   รัฐบาลชุดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ เห็นชอบและนำร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผ่านที่ประชุมครม. ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2560

ซึ่งขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในวาระ 2 ของคณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยได้ขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไปอีก 60 วัน จนถึงสิ้นเดือน พ.ย.นี้และคาดว่าจะส่งให้ สนช.พิจารณาในวาระ 3 ได้ก่อนสิ้นปีนี้  เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้ภายในเดือน ม.ค.2562
 

 

 

สาระสำคัญของร่างพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ การกำหนดโครงสร้างภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจะต้องแบ่งประเภทให้ชัดเจน ว่า เป็นที่ดินประเภทเกษตรกรรม บ้านพักอาศัย พานิชยกรรม หรือ ที่รกร้างว่างเปล่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ที่ดินที่ใช้ประโยชน์น้อยสุดจะเสียภาษีในเพดานที่มากสุดถึง5.0% 

 

ส่วนที่ดินประเภทบ้านพักอาศัย จะยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยได้ลดลงมาเหลือ 20 ล้านบาท จะทำให้มีผู้เสียภาษีเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2% จากเดิมมีข้อเสนอให้เว้นภาษีที่ 50 ล้านบาท ซึ่งทำให้มีผู้เสียภาษีเพียง 1% ของ 20 ล้านครัวเรือน


ทั้งนี้ อัตราภาษีที่จัดเก็บเป็นแบบขั้นบันได เหมือนกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.) คือ ยิ่งรวยก็ยิ่งเสียภาษีมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่อัตราภาษีแบบบันไดจะไม่สูงมากนัก เพราะกฎหมายนี้ถือเป็นประเภทภาษีใหม่ที่เก็บบนฐานของราคาทรัพย์สิน 

 

เรื่องดังกล่าว นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า  ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ที่จะเป็นการสร้างฐานการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินเป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้ผู้เสียภาษีมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วยว่ามีการนำภาษีที่เก็บได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับท้องถิ่นหรือไม่
 

 

 

เนื่องจากการจัดเก็บรายได้จากกฎหมายดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ อปท. โดยประเมินว่า พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้ อปท.สามารถจัดเก็บรายได้ปีละ 28,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11-12% ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งถือว่าไม่มาก เพราะรัฐบาลก็ยังคงให้การอุดหนุนรายได้ให้กับท้องถิ่นอยู่

คงเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตา... ที่ผ่านมา รัฐบาล และ กระทรวงมหาดไทย ต่างก็รู้และเชื่อว่า องค์กรปกครองท้องถิ่นจำนวนมากยังไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ได้

ขณะเดียวกัน ควรต้องมีกลไก ตรวจสอบอย่างแข็งขัน  เพราะรายได้ ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งนี้ ถือได้ว่ามหาศาล ...ที่สำคัญ อย่าลืมว่า “ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ครองแชมป์ทุจริตมากที่สุด