- 12 ต.ค. 2560
ปฎิรูปการประกัน !?!? ถึงเวลาแล้วหรือยัง ...ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน
ความไม่ธรรมในกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย ล่าสุด กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปการประกันตัวเพื่อคนจน โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำลังผลักดันให้มีการแก้ไขกติกา และรณรงค์ให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมขับเคลื่อนเคมเปญ “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” ร่วมเข้าชื่อผ่านช่องทางChange.org/BailReform
ตั้งเป้าไว้66,000รายชื่อ นับเป็น1ชื่อต่อผู้ต้องขัง1คนที่ตอนนี้ถูกขัง เพราะไม่มีเงินประกัน โดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าชื่อแล้ว10,410คน เมื่อครบตามเป้าจะเรื่องต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) เพื่อให้บรรจุในแผนปฏิรูปแห่งชาติด้านกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ซึ่งนายปริญญา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติไว้ว่า ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล แต่ปัจจุบันเราปฏิบัติเหมือนผู้ต้องหาเป็นนักโทษตามคำพิพากษา
ขณะที่เรื่องการปล่อยชั่วคราวที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเงินไม่ใช่หลักประกัน ว่าจะไม่ให้คนหลบหนีได้ จึงเกิดคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะเลิกการใช้เงิน เพื่อป้องกันการหลบหนีอย่างเดียว เพราะขณะนี้มีผู้ต้องหาหรือจำเลยกว่า63,000กว่าคนที่ถูกขังเพราะยังไม่มีเงินประกันตัว ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญระบุว่าให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ทำได้ทันทีในขณะนี้คือขอเชิญชวนให้ผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจหรือการประเมินการปล่อยตัวมากกว่าใช้เพียงเรื่องเงิน โดยหากคนใดมีความเสี่ยงสูงก็อาจจะไม่ให้ประกันตัว ถ้ามีความเสี่ยงปานกลางอาจกำหนดพื้นที่หรือใช้กำไรข้อเท้า และถ้ามีความเสี่ยงน้อยมากก็ควรให้ปล่อยชั่วคราวได้
ด้านนายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค1 กล่าวว่า การปล่อยชั่วคราวไม่ใช่เรื่องศาลอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับตำรวจด้วย การขังระหว่างพิจารณาคดีสถานะจะไม่เหมือนการขังคนต้องโทษจำคุกหลังพิพากษา แต่ก็ยังเป็นการถูกจำกัดอิสรภาพ และการถูกขังระหว่างพิจารณาคดีไม่มีกำหนดเวลาโดยหลักเป็นการขังที่ไม่จำเป็น แต่การเข้าถึงของคนต้องคดีอาญามีผู้ขอประกันตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราวเพียงร้อยละ40และที่เหลือร้อยละ60ไม่มีการขอประกันตัว เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการรับสารภาพ หรือไม่มีเงินยื่นประกันตัว ซึ่งการศึกษาจากทั่วโลกเห็นตรงกันว่า เงินไม่ใช่หลักประกันว่าคนที่กำลังถูกกล่าวหาจะไม่หนี.
ขณะที่นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกากล่าวว่า สหรัฐนำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ และได้ผลดี ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีอัตราการหนีไม่มาศาลน้อยลงมาก คือไม่มาศาลเพียง 7-8% ซึ่งน้อยลงมากกว่าที่ใช้หลักทรัพย์ เราสนใจและนำโมเดลดังกล่าวมาพัฒนาวิจัยเพื่อปรับให้เหมาะกับประเทศไทย
ตอนนี้มีการนำร่องแล้ว 5 ศาล ซึ่งผลการดำเนินการเราปล่อยคนไปได้ 700 คน พบว่ามีอัตราไม่มาศาลเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่น่าตกใจว่าใน 5 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่มาศาลเป็นชาวบ้านที่ไม่มีเงินค่าเดินทางจริงๆ ไม่ใช่หลบหนี จนต้องประสานให้ตำรวจประสานพามาโดยระบบประเมินความเสี่ยงนี้ขั้นทดลองใช้โทษไม่เกิน 5 ปี และขยายผลไปทุกความผิด แต่เบื้องต้นอาจยกเว้นบางคดีเช่นในคดียาเสพติด
เรื่องนี้ไม่อยู่แค่เพียงการปฎิรูประบบประกันตัว หรือ กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องปฎิรูปค่านิยมเกี่ยวกับอำนาจของเงินในสังคมไทย ควบคู่กันไปด้วย
ถึงเวลาหรือยัง ...ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน
