ย้อนอดีต !!!! เหตุการณ์วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 23 ต.ค.2453 อีกเหตุการณ์ร่ำไห้ น้ำตานองแผ่นดิน

ย้อนอดีต !!!! เหตุการณ์วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 23 ต.ค.2453 อีกเหตุการณ์ร่ำไห้ น้ำตานองแผ่นดิน

เนื่องในโอกาสที่วันนี้ วันที่13 ตุลาคม เป็นวันครบรอบ1ปีการเสด็จสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่15ตค.ที่จะถึงนี้กองอำนวยการร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะจัดให้มีพิธีซ้อมริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดพระเนตรการซ้อมเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมกับที่นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีซ้อมในพิธีครั้งนี้ด้วย ซึ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้สึกใจหายไม่น้อย  เพราะนั่นย่อมหมายถึง วันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้นใกล้เข้ามาทุกที ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ต่างพากันแชร์บทประพันธ์เรื่อง"สี่แผ่นดิน"ช่วงจบแผ่นดินที่หนึ่ง คราสิ้นพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่5เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ 2453  จากเฟสบุคของ Somkiat Osotsapa  เป็นจำนวนมาก แต่ในทางข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สำหรับช่วงเวลาในเหตุการณ์การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ถูกบันทึกไว้นั้น ในเพจเฟสบุค "คลังประวัติศาสตร์ไทย" ได้โพสต์ข้อมูลที่อ้างอิงมาจาก หนังสือประวัติต้นรัชกาลที่6  บทสัมภาษณ์หม่อมเจ้าหญิง  จงจิตรถนอม ดิศกุล พร้อมคำบอกเล่าเหตุการณ์จาก หม่อมศรีพรหมา
กฤดากร ณ อยุธยา

เป็นบันทึกเหตุการณ์ในวันสวรรคต 23 ตุลาฯปิยมหาราชานุสรณ์ ดังนี้
"ค่ำวันเสาร์ที่22ตุลาคม พ.ศ 2453 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นที่ทราบกันอย่างภายในราชสำนักแล้วว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ทรงมีพระอาการมิสู้ดีนัก ดังนั้นตามระเบียบบนพระที่นั่ง บันไดทางเดินจึงเต็มไปด้วยเหล่าพระราชโอรส-ธิดา พระมเหสีนางใน ที่พากันมาคอยฟังพระอาการประชวร ซึ่งในขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม ในบางเวลานั้นก็ทรงหายพระทัยเข้าออกครั้งละยาวๆ โดยหายพระทัยทางพระโอษฐ์แรงๆ พระเนตรของพระองค์เหม่อลอยไม่จับใครเสียแล้ว ทรงลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง  สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯทรงกราบบังคมทูลถามพระเจ้าอยู่หัวว่า"เสวยพระสุธารส(น้ำดื่ม)ไหมเพคะ"  พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตอบกลับโดยการพยักหน้า
"หม่อมฉันจะถวายพระโอสถแก้พระศอแห้งเพคะ"
ครั้งนี้พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งกลับว่า"ฮือ"
แต่ทันใดนั้นพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีน้ำพระเนตรไหลออกมา คล้ายทรงพระกรรเเสง พระองค์จึงพยายามยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมาเช็ดน้ำพระเนตรด้วยพระองค์เอง  พระนางเจ้าสุขุมาลฯเห็นจึงรีบนำผ้าขึ้นมาซับน้ำพระเนตรถวาย  โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯประทับอยู่ปลายพระแท่นบรรทมคอยถวายงานนวดอยู่และรับสั่งให้หมอฝรั่งขึ้นมาถวายตรวจพระอาการ เวลาข้ามผ่านเที่ยงคืนมาเป็นวันที่ 23 ตุลาคม  หมอแต่ละคนหมั่นผลัดเปลี่ยนกันขึ้นถวายตรวจชีพจร  พระเจ้าอยู่หัวทรงหายพระทัยแผ่วเบาลงทุกทีๆ ไม่มีพระอาการกระวนกระวายแต่อย่างใด ยังคงบรรทมอยู่อย่างเดิม แต่พระเนตรของพระองค์จากที่มองคว้างอยู่ก็กลับค่อยๆหรี่แล้วหลับพระเนตรลงในที่สุด  เจ้าพนักงานลงมาตามหมอฝรั่งขึ้นไปถวายตรวจพระอาการอีกครั้ง สักพักหมอจึงทูลกับเหล่าพระมเหสีที่ประทับเฝ้าพระอาการอยู่ ณ.ที่นั้นว่า...พระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเสียแล้ว
ทันใดนั้นเหล่าพระราชโอรส พระราชธิดา มเหสี สนม เจ้าจอมก็แย่งกันกรูเข้าไปดูพระบรมศพ  เมื่อเห็นแล้วก็พากันล้มลงกับพื้นนอนร้องไห้คร่ำครวญเสียงระงมไปทั่วทั้งพระที่นั่ง โดยเฉพาะพระราชธิดาที่พากันนอนทอดกายกรรแสงเป็นลมกันยกใหญ่ 
ด้านสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาฯก็ทรงประชวรพระวาโย(เป็นลม)มีอาการชักกระตุกและหมดสติ  หมอฝรั่งต้องรีบถวายยาฉีด ข้าหลวงจึงทูลเชิญขึ้นประทับบนพระเก้าอี้แล้วหามกลับตำหนักสวนสี่ฤดู 
สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯก็ทรงประชวรพระวาโยเช่นกัน ทรงพระกรรเเสงยกใหญ่มิได้สติ ข้าหลวงทูลเชิญขึ้นพระเก้าอี้แล้วหามกลับตำหนักสวนหงส์  เห็นจะมีแต่พระนางเจ้าสุขุมาลฯพระองค์เดียวที่สามารถควบคุมพระสติได้ แต่ก็ยังพระกรรแสงแข็งพระทัยนั่งเป็นประธานอยู่ปลายพระแท่นที่พระบรมศพบรรทมอยู่
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว เหล่าทหารมหาดเล็กจึงรีบเข้าปิดล้อมพระที่นั่งอัมพรสถานเพื่อถวายความปลอดภัยแก่องค์รัชทายาทซึ่งเป็นธรรมเนียมปฎิบัติในวันผลัดแผ่นดิน  สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุ์

จึงทูลเชิญให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธผู้เป็นองค์รัชาทายาท
เสด็จกลับลงไปยังชั้นล่างของพระที่นั่งอัมพรสถาน 
ในที่นั้นเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า เสนาบดี 
และองคมนตรียืนเข้าเฝ้าอย่างพร้อมเพรียงกัน  จากนั้นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุ์ จึงคุกพระชงฆ์(คุกเข่า)ลงกับพื้นแล้วกราบถวายบังคมแทบพระบาทของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ 
และอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ต่อไป
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5ทรงประชวรด้วยโรคพระวักกะ(โรคไต)รวมพระชนมพรรษา58พรรษา"

ย้อนอดีต !!!! เหตุการณ์วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 23 ต.ค.2453 อีกเหตุการณ์ร่ำไห้ น้ำตานองแผ่นดิน

ขอบคุณ:ภาพ และ ข้อมูลจากเพจเฟสบุค
คลังประวัติศาสตร์ไทย