- 16 ต.ค. 2560
“ 70 ปีไม่มีหยุด 12 เดือนไม่มีพัก”ทรงงานหนักเพื่อประชาชนไม่รู้จักกลางวันกลางคืน ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดร.สุเมธเผยครองแผ่นดินโดยธรรม
หนึ่งในข้าราชบริพารที่ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวง ร.9 มาตลอดช่วงชีวิต ในจำนวนนั้นต้องมีชื่อ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
ล่าสุดเจ้าตัวถูกเชิญให้ไปถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 ในหัวข้อเรื่อง “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” ภายในงาน 9 ศิระกราน พระภูบาลนวมินทร์ ที่โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกองทัพเรือจัดขึ้น เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสครบรอบ 1 ปีเเห่งการสวรรคต การปาฐกถาในวันดังกล่าวของนายสุเมธน่าสนใจและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เสี้ยวหนึ่งที่พูดถึงพระราชกรณียกิจ ถึงสิ่งที่ในหลวง ร.9 ทำให้คนไทยตลอดพระชนมายุนั้นยิ่งใหญ่และหาใครเสมอเหมือนได้ ลองไปฟังบ้างเสี้ยงบางตอนที่ดร.สุเมธนำมาถ่ายทอด
“ พวกเราเดินทางไปถึงตอน 13 นาฬิกาครึ่ง ปรากฎว่ามหาดเล็กเดินสวนกลับมาหน้าตาตื่นพอสมควรแล้วบอกว่าทางโรงพยาบาลให้งดกิจกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลงนามถวายพระพร ซึ่งมีหลายหน่วยทุกคนก็อยู่ที่นั้น เมื่อได้ยินแบบนั้นบวกกับคำสอนของพระองค์ท่านและได้บวชได้เรียนมาแล้ว คิดว่ายังไงเสียวันนี้ก็ต้องมาถึงสักวัน
แต่ในวันนั้น 13 ตุลาคม 2559 ก็มาถึงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็บอกมหาดเล็กว่าขอเข้าไปกราบที่พระบรมรูปฯ ก็มีสิทธิ์ทำได้แค่นั้นแล้วก็เดินทางกลับสำนักงาน มีความรู้สึกบอกไม่ถูก มีความว่างเปล่าปรากฎในจิตใจ ท้องฟ้าก็ยังไว้ทุกข์เศร้าครึ้มไปหมด เกิดภาวะเหมือนหนักท่ามกลางความว่างเปล่าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ประมาณ 4-5 วัน ต้องนั่งทำใจต้องนั่งสะกด
วันนั้นรู้สึกว่าเป็นลูกศิษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะไม่ได้ทำตามที่ท่านสอนมาให้เป็นคนเข้มแข็ง ท่านเคยสอนผมในยามหมดกำลังใจคนเราจะทำงานใหญ่ในแผ่นดินต้องทำตัวเป็นแท่งเหล็ก เหล็กก่อนจะเอามาเป็นมีดดาบต้องถูกเผาถูกทุบครั้งแล้วครั้งเล่า ร้อนสุดๆ ถูกทุบถูกทรมาน แต่ผลสุดท้ายก้อนเหล็กที่ไม่มีค่าก็กลายเป็นมีดดาบพระองค์ท่านรับสั่งเสมอว่าใครไม่เคยถูกทุบไม่เคยถูกเผาในชีวิตนั้น ทำงานใหญ่เพื่อแผ่นดินไม่ได้ คำสอนนี้ยังก้องอยู่ในหูแต่ความอ่อนแอของมนุษย์ก็มี” ดร.สุเมธถ่ายทอดวันโศกเศร้าที่ยิ่งใหญ่ของคนไทย
พร้อมเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงานหนักมาโดยตลอด เพื่อรักษาแผ่นดิน น้ำ ลม และไฟ เพื่อคนไทยทุกคน จนถึงวันนี้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่นับได้มากกว่า 4,700 โครงการ เฉลี่ยปีละ 50 โครงการตลอดพระชนมายุที่ทรงทำให้กับคนไทยและแผ่นดินไทย
“หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าพระองค์ท่านปฏิบัติภารกิจเพื่อเรายังไง ผมเอามาเตือนความจำ ปีละ 12 เดือน 8 เดือน พระองค์อยู่นอกกรุงเทพฯ ทางเหนือเชียงใหม่ 2 เดือน สกลนคร 2 เดือน ไกลกังวล 2 เดือน นราธิวาส 2 เดือน เราตั้งคำถามดูว่าท่านไปตากอากาศเหรอ ถ้าเป็นเราก็ไปตากอากาศไปสนุกสนานรื่นเริง ถ้าเป็นพวงกเราอาจไปเที่ยวอาจไปตากอากาศ
แต่สำหรับพระองค์ท่าน เป็น 8 เดือนที่ยากลำบากที่สุด บางแห่งไม่มีใครเขาไป ถนนไม่ใช่แบบราชดำเนินหรือมอเตอร์เวย์ที่นั่งสบายๆ แต่พระองค์ท่านยังมีพระอารมณ์ขัน ที่เขาวง จ.กาฬสินธุ์ วิ่งไปบนหนทางที่ไม่สามารถเรียกทางได้ บนก้อนหินตะปุ่มตะปั่มในท้องลำธารที่เต็มไปด้วยก้อนหิน แทนที่จะทุกข์ร้อนพระองค์ท่านบอกว่าวันนี้แล่นไปบนทางดิสโก้ คิดดูปีละ 8 เดือนทุกวันถูกทรมานพระวรกาย ไม่มีร่างกายมนุษย์คนไหนจะทนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
ดร.สุเมธกล่าวและว่า แม้จะเสด็จกลับกทม.มา 4 เดือนก็ไม่ได้พัก แต่เป็นงานอีกรูปแบบหนึ่งที่พระองค์ท่านก็ทุ่มเทพระวรกายให้กับงานพระราชพิธีต่างๆ แม้กระทั่งยามประชวรในพระสมองยังคิดถึงเรื่องความเป็นอยู่ของเราอยู่เลย พระองค์ท่านทำงานระหว่างประชวรมากมายก่ายกอง
ดร.สุเมธกล่าวต่อว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เสด็จขึ้นครองราชย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ได้บอกว่าจะปกครองแผ่นดิน แต่ท่านบอกว่าเราจะครองแผ่นดิน ครองแผ่นดินก็เหมือนเราครองเรือนครองชีวิตครอบครัวถ่เป็นพระก็เหมือนครองสมณเพศ คือไม่มีอำนาจอะไรอยู่เลย มีแต่เรื่องจิตใจความรักความเมตตา
เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของความรับผิดชอบ เป็นประมุขของประเทศไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงส่งอย่างเดียวแต่ต้องมีความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติด้วย ซึ่งสำหรับพระองค์ตลอดระยะเวลา 70 ปีนั้น ไม่ได้ละจากความรับผิดชอบนี้เลยและทำเกินกว่าสถานะที่ระบุไว้ด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรที่ระบุให้พระเจ้าแผ่นดินต้องเหนื่อยขนาดนั้นแต่ทรงทำ
“ ท่านให้หมดทุกอย่าง พระวรกาย ความเหนื่อยยาก กลางวันกลางคืนไม่มี ไม่มีเสาร์อาทิตย์ เพื่อรักษาดินน้ำลมไฟที่เป็นปัจจัยชีวิตของเรา ถ้าไม่มีดินน้ำลมไฟ เราจะมีอะไรรับประทานไหม มีบ้านอยู่ไหม มีอากาศหายใจไหม ความจริงความต้องการส่วนพระองค์มีน้อยนิด จะเสวยก็นิดเดียว ความเป็นอยู่ข้าวของอะไรต่ออะไร ตามเสด็จมา 35 ปี
ฉลองพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉลองพระบาททำในประเทศไทยราคาไม่กี่ร้อยบาทขณะที่พวกเราตามเสด็จราคาหลายพัน แม้กระทั่งข้อพระหัตถ์ของพระองค์ไปเหลียวดูว่าท่านใช้นาฬิกาอะไร ปี 2524 ผมไปตรวจสอบแล้วถามนาฬิการ้านที่ท่านทรงใช้ราคา 750 บาท ท่านตรงการใช้ประโยชน์เท่านั้น เหมือนที่ท่านรับสั่งว่าประโยชน์สุข อะไรที่ฟุ้งเฟ้ออย่าไปใช้เลย” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าว
ก่อนทิ้งท้ายฝากคนไทยด้วยประโยคจับใจยิ่งว่า คนไทยชอบ “เห็น” แต่ภาพพระองค์ท่าน แต่ไม่ได้ “มอง” สิ่งที่พระองค์ท่านทำ ถ้ามองสักนิดจะเห็นได้ชัดว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไรให้กับคนไทย
