- 30 ต.ค. 2560
ก.คลังเตรียมออกกม.ดึงเงินฝาก ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวเกิน10ปีเก็บเข้าคลัง
นับเป็นเรื่องใหม่ และอยู่ในกระแสวิพากวิจารณ์ อย่างมากกับการที่กระทรวงการคลัง เตรียมออกกฎหมายร่างพ.ร.บ.การบริหารจัดการเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน เพื่อดึงเงินฝาก ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวเกิน10ปีเก็บเข้าคลัง โดยพบว่า ขณะนี้พบว่ามีบัญชีเงินฝากที่ข่ายลักษณะดังกล่าว กว่า หมื่นล้านบาท
เกิดคำถามมากมาย ทำไม..ต้องออกพ.ร.บ.ดังกล่าว และทำเพื่ออะไร
ถึงแม้ทางกระทรวงคลังจะออกมาชี้แจงว่า เจ้าของบัญชีสามารถขอคืนได้ และเป็นไปตามหลักสากล ..แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย ..คลายความกังวลได้
โดยนายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน มีสาระสำคัญ คือ บัญชีเงินฝากที่ไม่มีการฝาก ถอน หรือ โอน เงิน ในบัญชีเงินฝาก เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่รวมถึงการได้รับดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน โดยภายใน 3 เดือนก่อนวันสิ้นปี ให้สถาบันการเงินตรวจสอบข้อมูลของเจ้าของบัญชีของสถาบันการเงินที่จะครบกำหนดระยะเวลาเป็นบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหว และแจ้งให้เจ้าของบัญชีหรือทายาท เพื่อดำเนินการ ฝาก ถอน หรือ โอนเงิน หรือปิดบัญชีนั้นภายในวันสิ้นปี.
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นหลักการสากล ต่างประเทศก็ทำกัน โดยจะนำเงินมาไว้ในคงคลัง แต่ไม่ได้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่น เพราะเป็นเงินฝากของประชาชน นำไปใช้ไม่ได้ เอามาแค่พักไว้เท่านั้น เมื่อเจ้าของบัญชีมีหลักฐานมาขอคืนเงิน ก็จะส่งมอบคืนให้ ปัจจุบันมีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวระดับหมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ หลังจากพบว่าปัจจุบัน ประชาชนส่วนหนึ่งมีการฝากเงินทิ้งไว้ที่สถาบันการเงินโดยที่บัญชีเงินฝากดังกล่าวไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้มีการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงินฝากดังกล่าวออกเป็น 2 แนวทางคือ1. กรณีเงินฝากมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ธนาคารสามารถเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากได้ หากมียอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากน้อยกว่าขั้นต่ำ ที่ธนาคารกำหนดซึ่งส่วนใหญ่ ธนาคารจะกำหนดยอดขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท และเก็บค่าบริการรักษาบัญชีจนกระทั่งเงินในบัญชีหมดไป
2. กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวมียอดเงินฝากคงเหลือสูงกว่าขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บบริการรักษาบัญชีเงินฝากสำหรับเงินในส่วนนี้ได้ ทางธนาคารสามารถแยกเงินในบัญชีนี้ออกเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว โดยต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ และหากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อกลับมายังธนาคารตามระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะแยกเงินในบัญชีนี้ออกเป็นบัญชีที่ไม่มีการเคลื่อนไหว และที่ผ่านมาได้มีการใช้ประโยชน์จากเงินในส่วนนี้ ผ่านการรับรู้เงินในบัญชีดังกล่าวเป็นรายได้
และเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในระบบสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน กระทรวงการคลังจึงได้มี
การยกร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเกินกว่า 10 ปีขึ้นไปของประชาชนแทนสถาบันการเงิน และจัดทำระบบการค้นหาข้อมูลออนไลน์เพื่อสืบค้นเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เพื่อให้ประชาชนเจ้าของบัญชีหรือทายาทตามกฎหมายสามารถสืบค้นและขอเงินต้นคืนได้ตลอดเวลา ผ่านการดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด
ทั้งนี้ หากไม่มีการจัดทำระบบการค้นหาข้อมูลข้างต้น ประชาชนอาจจะลืมหรือไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเงินจำนวนดังกล่าวอยู่ หรือหากประชาชนต้องการสืบค้นเงินดังกล่าวก็จำเป็นต้องติดต่อสอบถามสถาบันการเงินเป็นราย ๆ ไป
ในส่วนของต่างประเทศได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะนำเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมาบริหารจัดการเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งไปเพื่อสาธารณประโยชน์ และกันเงินสำรองอีกส่วนหนึ่งไว้เพื่อคืนเงินแก่ประชาชนที่มาขอเรียกเงินคืน
ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเรื่องใหม่ และ เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง ทางกระทรวงการคลังจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการบัญชีเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน พ.ศ. . จนถึงวันที่ 14 พ.ย.นี้ .
