- 03 พ.ย. 2560
จับตา!! ปรับ ครม. ลดเก้าอี้ทหาร เดินหน้างานเศรษฐกิจ “บิ๊กตู่” ขอพิสูจน์ตัวเองก่อนเลือกตั้ง พ.ย.61
เป็นไปตามคาด หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกที่จะเกิดขึ้นจริงแท้แน่นอน คือการปลดล็อกให้พรรคการเมือง ได้มีโอกาสทำกิจกรรมทางการเมือง หลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ประกาศใช้ไปแล้ว ส่วนเรื่องถัดมา คือการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะรัฐมนตรี(ครม.)
ทว่าท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะปรับ ครม.ก่อนปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะหลังจากใช้อำนาจมาตรา 44 โยกย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ พ้นจากอธิบดีกรมการจัดหางาน มาดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้ นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นมาอธิบดีกรมการจัดหางานแทน ซึ่งเกิดจากความความไม่พอใจในการแก้ไขปัญหาการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวล่าช้า
ทว่าต่อมา “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เกิดความไม่พอใจกับการใช้มาตรา 44 ของ “บิ๊กตู่” จึงชิงพาทีมงานลาออกยกชุด ด้วยเหตุนี้แล้ว “บิ๊กตู่” จึงต้องถือโอกาสปรับ ครม.ไปโดยปริยาย
มีการคาดว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้ นอกจากจะต้องหาคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ว่างเว้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังจะถือโอกาสปรับเปลี่ยนตำแหน่งในรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ที่มีหัวหน้าทีมคือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแล โดยมีเป้าหมายคือการขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจให้มีประสิทธิ์ภาพยิ่งขึ้น เพราะหากนับจากเวลานี้คือเดือนพฤศจิกายน 2560 รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเหลือเวลาทำงานแค่อีก 1 ปี ก่อนจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561
ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ งานด้านเศรษฐกิจที่นำโดยนายสมคิด ต้องถือว่าไปได้สวย ภาคเอกชนหลายประเทศสนใจเข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจ(อีอีซี) ไทยได้รับการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of doing business) ประจำปี 2018 ของธนาคารโลก โดยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 20 อันดับ จากอันดับที่ 46 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 26
กระนั้นงานเศรษฐกิจในบางกระทรวง ก็ขับเคลื่อนได้ไม่ดีอย่างที่นายสมคิดตั้งเป้าเอาไว้ จนถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้งจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ออกมาพูดไม่เว้นแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม
เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของรัฐบาล “บิ๊กตู่” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องลดสัดส่วน ครม.ที่เป็นทหารลง เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ถูกโจมตีมาโดยตลอดว่า เป็นรัฐบาลพี่น้องทหาร เอาแต่พวกพ้อง มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีเพียงงานด้านความมั่นคงแล้วที่ถูกมองว่าโดดเด่น แต่ด้านอื่นๆ กลับถูกมองว่า เป็นรัฐบาลทหารที่ไม่มีประสิทธิ์ภาพ
ขณะเดียวกับ ครม.ทหารกับพลเรือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งขึ้นเองกับมือ ก็ไม่สามารถทำงานอย่างเข้าขากันได้เท่าที่ควร ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมา มีเสียงซุบซิบออกมาในทำนองว่า “รัฐมนตรีคนโน้นไม่พอใจรัฐมนตรีคนนี้” ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน โดยยอมรับการ อาจพิจารณาลดสัดส่วนทหารใน ครม.ลง
จังหวะนี้ ต้องรอดูว่า น่าตาของ ครม.ประยุทธ์ 5 จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญกว่าน่าตาของ ครม.ชุดใหม่ คือ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าหากสร้างผลงานดี จับต้องได้ ประชาชนย่อมจะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานต่อไป
แต่หากทำงานไม่ได้เรื่องเมื่อไหร่ อนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถือว่าจบลงเมื่อนั้น
