- 05 พ.ย. 2560
เพจดังภูเก็ต ท้าชน “ผู้การโจ๊ก"อมอุจจาระสุนัข เลียชักโครก" พิสูจน์ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต.."หากไม่มีเรื่องรับส่วยและรีดไถ"
วันที่ 31 ตุลาคม 2560 นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิศรี หรือโจ้ สปอตไลท์ ภูเก็ต ผู้ก่อตั้งและเป็นแอดมินเพจชื่อดัง Spotlight Phuket ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุ สืบจากข่าว ทางคลื่น อสมท. หลังไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และจเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีตำรวจท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต พัวพันกับเรื่องส่วยและรีดไถประชาชน พร้อมเผยเม็ดเงินมหาศาลจาก 4 กลุ่มธุรกิจใต้ดิน
ในรายการ เจ้าของเพจดังแห่งเกาะภูเก็ตสะท้อนภาพเล่าเรื่องราวออกมาดังๆ เกี่ยวกับตำรวจท่องเที่ยวบางส่วนที่นั่น รีดไถ รับส่วย แรงงานต่างด้าว ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง หวยใต้ดิน และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ลามปามไปถึงขั้นเข้าไปบีบบังคับมีส่วนถือหุ้นธุรกิจต่างๆมากมาย โดยเป็นการเข้าไปถือหุ้นลมเฉยๆ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเข้าไปก่อกวนด้วยการขอตรวจสอบ การไม่จับกุม หรือแกล้งจับหลอกๆ จนผู้ประกอบการร้านค้า และผู้คนที่นั่นอดรนทนไม่ไหว มอบหมายให้ตนเองเป็นตัวแทนป่าวประกาศให้โลกภายนอกได้รับรู้ แถมพอเสร็จจากการให้สัมภาษณ์จากรายการก็ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้มารับทราบปัญหาตำรวจที่นั่น และในหนังสือก็ระบุชื่อนายตำรวจตัวแสบสองคน ระดับพ.ต.อ.และพ.ต.ต. ยังไม่รวมลูกน้องปลายแถว และมาเฟียนักเลงท้องถิ่นที่พร้อมจะเป็นมือเป็นเท้าในการเดินไปเก็บส่วยให้และคนที่นั่นเรียกคนกลุ่มนี้ว่า”หมาของนาย” หรือฝรั่งจะเรียกว่า “โรโบขอบ”(robocope)
ใครบ้างที่ต้องโดนเก็บส่วยนายโจ้บอกเกือบจะทั้งหมดที่โดนเพราะถิ่นของ”ป่าตอง”เป็นดินแดนที่อยู่อาศัยประกอบธุรกิจ และท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศเกือบจะทั้งหมดและแจงละเอียดยิบที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่มีการก่อสร้างต่อเติมผิดกฏหมายผิดแต่ไม่ต้องถูกตรวจสอบ ต้องจ่าย บางคนเป็นเจ้าของบ้านแต่มาฟอกเงินแอบอาศัย ต้องจ่าย ใช้แรงงานต่างด้าวผิด ต้องจ่าย ร้านค้าเกือบทุกร้านค้าล้วนมีแรงงานต่างด้าว ต้องจ่าย บริษัทต่างๆเพื่อประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มีแรงงานต่างด้าวเกือบทุกแห่งเพราะจำเป็นต้องใช้คนที่พูดภาษาต่างประเทศได้ ต้องจ่าย ร้านอาหารก็เช่นกัน พนักงาน แรงงาน ต้องเป็นต่างด้าวเพราะพูดภาษาเขารู้เรื่อง ต้องจ่าย ร้านขายยาที่มีอยู่อย่างมากมายไม่ใช่เพราะมีคนป่วยเยอะแต่เพราะเปิดมาเพื่อขายยาต้องห้ามให้กับนักท่องเที่ยวก็ต้องจ่าย ยิ่งถ้าเป็นสถานบันเทิง ผับ เธค บาร์ต่างๆ ประเภทนี้ต้องจ่าย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแตะไปตรงไหนผิดหมด
ส่วนประเภทบุคคล “นายโจ้”บอกต้องจ่ายทุกคนเป็นรายหัว ต่อวันต่อคน ไม่ว่าจะเป็นกระเทย เกย์ เด็กเรียกแขกที่เดินถือป้ายไปมาเรียกแขกตามท้องถนนก็ต้องจ่าย เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวต่างชาติที่พูดได้หลายภาษา เพื่อแลกกับการไม่ถูกจับ ถูกตรวจสอบ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาทำมาหากิน
ร้านรถเข็นไปมาตามท้องถนนก็ไม่ละเว้นทุกคนทุกร้านค้ารู้ดีว่าต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสบายใจในการทำมาหากิน..แม้กระทั่งร้านตัดผมก็ต้องจ่าย แถมจ่ายแพงด้วยเพราะเป็นอาชีพสงวนของคนไทยแต่ที่นั่น”ป่าตอง” ทุกร้านเป็นของต่างด้าวหรือถ้าเป็นร้านของคนไทยช่างตัดผมก็เป็นต่างด้าว โดยเฉพาะร้านชาวอาหรับ เขาจะไม่ยอมให้คนศาสนาอื่นมาถูกหน้าถูกเครา ถูกหัวเขาได้เลย ก็ต้องจ่ายเช่นกัน
ที่น่ากลัวที่สุดคือนายตำรวจระดับสูงกินคำใหญ่ รวมกลุ่มกันเข้าไปถือหุ้นลมในธุรกิจเหล่านี้มากมาย หุ้นลมคือไม่ต้องใช้เงินลงทุน แลกกับการค้ำประกันว่าจะให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการค้าขาย การทำธุรกิจ พวกเอ็งจะทำอะไรก็ทำเถอะ ผมจะแกล้งไม่รู้ไม่เห็น หรือถ้าหน่วยเหนือลงมาก็จะช่วยรับหน้าเสื่อเคลียร์ให้แม้กระทั่งบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญ ร้านค้าเพชรพลอย ร้านขายของที่ระลึก ก็ต้องจ่าย เพราะมิฉะนั้นก็จะต้องเจอการตรวจสอบเรื่องผิดกฎหมาย เวลาไปตรวจแต่ละครั้งยกโขยงไปเป็นกองทัพ แล้วท่านก็จะเลือกเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ พอตำรวจมากันเต็มร้าน ลูกค้าก็เซ็ง ชื่อเสียงก็ไม่ดี ทั้งๆที่งานอย่างนี้ ใช้สายสืบไม่กี่คนไปเดินตรวจ แอบเดินดูของผิดกฎหมายก็ได้ แต่ท่านจะไม่ทำ ท่านจะเลือกเกณฑ์ลูกน้องไปเป็นกองทัพ เพื่อยืนให้เต็มร้าน ขายของไม่ได้เลยว่างั้นเถอะ ไต๋อย่างนี้ ร้านไหนร้านนั้น เจอสักครั้งก็ต้องยอมให้ความร่วมมือ จ่ายเช่นกันหรือแบ่งหุ้นส่วนให้
เขาลือกันว่า ในแต่ละเดือนเงินสะพัดนับร้อยล้านบาท “นายโจ้” เจ้าของเพจดัง “spotlight Phuket”วันนี้จึงต้องออกมาแฉผ่านรายการสืบจากข่าว พร้อมท้าชนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ลงไปพิสูจน์เรื่องนี้ ว่าจริงหรือไม่ โดยเฉพาะ พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล “บิ๊กโจ๊ก” รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว โดยขอให้พิสูจน์เรื่องตำรวจภูเก็ตรับส่วยและรีดไถผู้ประกอบการ/นักท่องเที่ยว มีจริงหรือไม่ เพจชื่อดังยอมขายบ้าน ขายรถ อมอุจจาระสุนัข เลียชักโครกบ้านผู้การโจ๊ก หากไม่มีเรื่องรับส่วยและรีดไถ
“ ถ้าท่านพิสูจน์ได้ว่า ภูเก็ตไม่มีตำรวจท่องเที่ยวที่รับส่วยและรีดไถชาวบ้าน/ผู้ประกอบการจริงๆ ผมจะยอมทำตามที่สัมภาษณ์กับรายการสืบจากข่าว คือ ไปเลียชักโครก และไปอมขี้หมาบ้านท่านผู้การโจ๊ก โดยมีท่านผู้ฟังที่ฟังรายการอยู่ทั่วประเทศเป็นพยานให้กับผม แต่ถ้าหากว่ามีการรับส่วยและรีดไถจริง ผมอยากให้ท่านลาออกจากการเป็นตำรวจและมาเป็นประชาชนธรรมดาจะได้หรือไม่ ส่วนเรา Spotlight Phuket คนจริงทำจริงแน่นอน” เจ้าของเพจดังกล่าวในตอนท้าย
พอเสร็จสัมภาษณ์นายโจ้ก็ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและร่วมกันลงลายมือชื่อถึงท่านนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของชาวภูเก็ต โดยต้องการให้สอบสวน และโยกย้าย 2 นายตำรวจในพื้นที่ 2 นาย ยศพ.ต.อ.และพ.ต.ต.ที่มีหลักฐานว่ารับส่วย รีดไถ ข่มเหง รังแกประชาชน ซึ่งตำรวจทั้ง 2 นาย โดนร้องเรียนจากประชาชนมาตลอด แต่ไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนตรวจสอบแต่อย่างใด จึงต้องมาพึ่งท่านนายกฯ ประยุทธ์ เท่านั้น”
ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร ทางทีมข่าวจะนำมาเสนอให้ทุกท่านได้ทราบต่อไป
ขอบคุณที่มาเพจ Spotlight phuket,สืบจากข่าว
