- 10 พ.ย. 2560
อดีตผู้แทนเกษตรกรอีสาน บี้ “บิ๊กฉัตร” ซัดบอร์ดเฉพาะกิจยังวนแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรอีสานซึ่งได้รับผลกระทบจากกรณี ที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจลงนาม ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร พ.ศ. 2560 โดยสาระสำคัญคือการยกเลิกระเบียบเดิมในเรื่องหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ของเกษตรกร พ.ศ. 2559 ปิดประตูสำหรับการจัดการหนี้บุคคลค้ำประกัน โดยอ้างการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งกลุ่มเกษตรกรกำลังรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี นั้น
นายบดินทร์เดชา ชูคล้าย อดีตผู้แทนเกษตรกรกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ภาคอีสาน กล่าวว่า ที่ผ่านมากระบวนการจัดการหนี้ในอดีต ใช้วิธีจัดอันดับความสำคัญ โดยจัดการหนี้เร่งด่วน หรือ หนี้ที่โดนบังคับคดี ขายทอดตลาด ซึ่งเกิดจากพื้นฐานวิธีคิดคืองบประมาณที่มีอยู่จำกัดของกฟก. จึงให้ความสำคัญกับการซื้อหนี้เร่งด่วน เพื่อรักษา ที่ทำกินของเกษตรกร ในขณะเดียวกันก็พยายามรวบรวมตัวเลขสมาชิก ตัวเลขมูลหนี้เพื่อของบประมาณประจำปีจากรัฐบาล
แต่ที่ผ่านมานั้น การจัดการหนี้ในรูปแบบนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมาย เช่น เจ้าหนี้ต้องฟ้องเกษตรกร หรือ เกษตรกร ท้าทายให้เจ้าหนี้ฟ้องร้อง เพื่อได้เข้าสู่ กระบวนการในการจัดการหนี้ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งอย่างมหาศาลและความเข้าใจผิดพลาดจนถึงขั้น มีการยุยงให้เกษตรกรไม่ยอมชำระหนี้ เพื่อหวังให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องและทำทุกวิถีทาง ที่จะได้เข้าสู่กระบวนการ จัดการหนี้ ของกองทุนฟื้นฟู หรือเข้าถึงงบประมาณ อันน้อยนิดและจำกัดจำเขี่ยได้
นายบดินทร์เดชา กล่าววา จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนหนี้ตลอด16ปีที่ผ่านมามีสมาชิกกว่า6ล้านรายขึ้นทะเบียนหนี้เพียง 6 แสนราย และสามารถดำเนินการจัดการหนี้ได้เพียง 3 หมื่นราย เห็นได้ชัดว่า รูปแบบการจัดการหนี้หรือซื้อหนี้อย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกับ การถมทะเลที่ไม่มีวันเต็ม
“นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่รับการจัดการหนี้ ก็ไม่ได้เคยได้รับการฟื้นฟูอาชีพ หลังจากการจัดการนี้เลย ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหาความยากจน ของพี่น้องเกษตรกรถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเพียงการพักหายใจชั่วคราวจากกระบวนการเร่งรัดหนี้สิน คงความเป็นทาสทางการเงินและเกษตรกรไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพบนเส้นทางเกษตรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”นายบดินทร์เดชา กล่าว
นายบดินทร์เดชา กล่าวว่า กระบวนการดังกล่าวยังก่อให้เกิดคอขวด ในการเลือกปฏิบัติ เพราะช่องโหว่ ของกฎหมายหรือระเบียบการจัดการหนี้ ที่ขึ้นอยู่กับสถาบันเจ้าหนี้ จะขายหรือไม่ขายให้กับกองทุนฟื้นฟูด้วยเหตุหลายประการ
อาทิ ประเภทของหนี้สิน ประเภทของหลักทรัพย์ค้ำประกัน วัตถุประสงค์ของการกู้หรือแม้แต่การที่เกษตรกรจะได้รับเลือก ให้เป็นผู้ถูกซื้อ หรือจัดการหนี้ โดยกองทุนฟื้นฟูนั้น ส่งผลให้บุคคลผู้มีอำนาจบางกลุ่มสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้หลากหลายวิธีโดยชอบธรรมเพราะดอกเบี้ยที่ลดลง เงินต้นที่ลดลง ตามมติครม.ก็ดีหรือมติกรรมการจัดการหนี้ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นที่มาของ การหากิน บนความจนหรือที่เรียกกันติดปากว่า นายหน้าค้าความจน
“ ในยุคของการปฏิรูป ครั้งนี้ ควรใช้ระบบการจัดการหนี้รูปแบบใหม่ คือ
1. ใช้มติครม.ชะลอการดำเนินคดีกับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ทั้งหมดเพื่อตัดวงจรนายหน้าค้าความจน
2.จัดระบบการจัดการหนี้บุคคลแต่ละประเภทโดยคำนึงถึงอายุความสามารถและประสิทธิภาพในการชำระหนี้ของเกษตรกรเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเกษตรกร หรือกลุ่มบุคคลที่ไม่สามรถชำระหนี้ได้ควรได้รับการยกเว้น
เช่นเกษตรกรกลุ่มผู้พิการ สูงอายุควรได้รับการยกหนี้เป็นต้น
3ใช้ศาสตร์พระราชา ในการแก้ปัญหา โดยให้สถาบันพัฒนาเกษตรกร หรือนโยบายห้าประสานให้ความรู้
เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ของเกษตรกร ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ จัดอบรมหลักสูตรเร่งด่วน ในการสร้างงาน สร้างรายได้สัมมาชีพ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีต่างๆในการประกอบอาชีพทางการเกษตร
4.ฟื้นฟูเกษตรกร ด้วยโครงการนำร่อง ให้เกษตรกรเป็นผู้เขียนแผนธุรกิจ เพื่อที่จะนำเสนอขอกู้เงิน จากกองทุนฟื้นฟู โดยมีการวางแผน ชำระเงินกู้ ให้กับสถาบันเจ้าหนี้ โดยให้บุคลากรของสถาบันเจ้าหนี้และกฟก.ร่วมกันเป็นพี่เลี้ยงหรือโค้ชเกษตรกรในการทำแผนและโครงการต่างๆตลอดจนการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน
5.ปรับกลยุทธ์การใช้งบประมาณของกฟก.ในการสร้างเกษตรกรสมาชิกรุ่นใหม่เน้นส่งเสริมการแก้ปัญหาหนี้สินด้วยการสร้างงานสร้างรายได้สัมมาชีพและการพึ่งพาตนเอง
นายวรวุฒิ วรแสง อดีตประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า งบประมาณ 3000 ล้าน ซื้อหนี้เกษตรกร 2 หมื่นราย เฉลี่ยรายละ 150,000 บาท หากมองในมุมกลับกัน เข้าสู่กระบวนการอบรม เรียนรู้ดูงาน สร้างรายได้สัมมาชีพ โดยใช้งบประมาณ รายละ 2,000 บาท จะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรถึง 1,500,000 รายในจำนวนนี้
เกษตรกรที่เขียนแผนธุรกิจ สามารถเข้าสู่ขบวนการกู้เงินของกองทุน ซึ่งมีงบประมาณในหมวดการฟื้นฟูอาชีพรองรีบอยู่แล้ว เพื่อที่จะไปชำระหนี้ ของตนเอง ได้ต่อไปทำให้เกิดประโยชน์ ในวงกว้างสร้างทายาทเกษตรกรให้มีส่วนร่วมในโครงการ ส่งเสริมสถาบันครอบครัวเพื่อการอยู่ร่วมในชุมชน ป้องกันการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองใหญ่และเป็นการสร้างความมั่นคงมั่นคั่ง ยั่งยืนอย่างแท้จริง
