- 28 พ.ย. 2560
ย้อนอดีต. ที่เชื่อกันว่า"พริก"เป็นของไทยและ"เผ็ดสุดในโลก...จริงรึ? รายละเอียด"เส้นทางสายพริก" !
จากความรู้สึกที่สับสนด้วยเพราะกาลเวลาอันยาวนาน ที่ชนชาวไทยใช้ชีวิตความเป็นอยู่โดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรม"การกินอยู่"กับการใช้"พริก"มาเป็นส่วนประกอบในการปรุงรสอาหาร เลยพากันต่างเชื่อว่า"พริก"เป็นพืชพื้นเมืองของไทย..จริงแล้วหาใช่ไม่!"พริก"มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีถิ่นกำเนิดในบริเวณพื้นที่เขตร้อนของทวีปอเมริกา และในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ซึ่งต่างก็จัดอยู่ใน"เครื่องเทศ"ที่เก่าแก่ระดับโลก ทั้งนี้จากหลักฐานที่ได้มีการขุดค้นพบซากพริกในหลุมฝังศพโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศเปรู
จากบันทึกที่ปรากฏ"พริก"ได้ถูกนำมาจากถิ่นกำเนิดเดิม ณ เกาะฮีสปานิโอลา(Hispaniola) หนึ่งในจำนวนหมู่เกาะอินเดียตะวันตก โดยได้เอาพืชผล ข้าวโพด มันฝรั่ง มะเขือเทศและพริก ซึ่งเป็นพืชที่มีอยู่อย่างแพร่หลายกลับไปเผยแพร่ในยุโรป(ราวปี คศ.1492) แต่ปรากฏว่าชาวยุโรปตะวันตกให้ความสนใจต่อ"พริก"น้อยด้วยเพราะความ"เผ็ด"อันเป็นคุณสมบัติของมัน
แต่"พริก"นั้นกลับได้รับความนิยมจากชาวยุโรปตะวันออกจรดรัสเซีย จนถูกนำเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการปรุงอาหารของชาวยุโรปในภาคพื้นนี้ซึ่งผู้มีบทบาทในการนำ"พริก"มาทำการเผยแพร่พันธุ์ก็คือชาวตุรกี
ที่หลงใหลในรสชาติของมันมาก่อนหน้าจากเมืองท่าบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ที่ยึดมาได้(ราวปี คศ.1513)
จากนั้น"พริก"ยังได้ถูกนำข้ามทะเลมาตามเส้นทางเดินเรือไปขึ้นฝั่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียในปี คศ.1585 โดย"วาสโกดา กามา"นักเดินเรือชาวโปรตุเกส และยังนำไปแพร่หลายในจีนที่"มาเก๊า"เป็นแห่งแรกในศตวรรษที่ 16 แต่ก็ไม่มีผู้นิยมเท่าไรนัก
สำหรับในประเทศไทย...ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่จะแสดงให้เห็นชัดว่า"พริก"ถูกนำเข้ามาแต่เมื่อไรแน่? เพียงแต่คะเนเอาว่า"พริก"ได้ถูกนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือไม่ก็เป็นในช่วงรัชสมัยของพรเจ้าทรงธรรม จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายมหาราช ที่ได้มีการติดต่อซื้อ-ขาย กับชาวต่างชาติในยุคนั้น ซึ่งมีทั้ง จีน อินเดีย และชาวยุโรป ซึ่งก็ต้องใช้เวลาที่ยาวนานจึงสามารถทำให้"พริก"ฝังตัวเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมการกินของชาวไทย
"พริก"มีอยู่ด้วยกันหลากหลายพันธุ์ แบ่งออกเป็น 2 จำพวก
1.พวกล้มลุก เป็นพืชที่มีอายุสั้นมาก ลักษณะดอกสีขาว หรือม่วง ให้ผลครั้งเดียว แรกเริ่มสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเปลี่ยนไปเป็น แดง เหลือง ส้ม นำ้ตาล หรือขาวนวล
2.พวกยืนต้น จะมีอายุนานยาวประมาณ 2-3ปี เป็นพุ่ม ดอกสีเขียวอมเหลือง ผลออกเป็นช่อ สีแดง
สาเหตุที่ทำให้"พริก"มีรสเผ็ด...จากการที่ได้นำเอาผลของมันไปทำการสกัดครั้งแรกในปี คศ.1879 โดย "Thraash" ได้พบสารชนิดหนึ่งให้ชื่อว่า "แคบไซซิน"(Capsaicin)และหากแยกออกมาทำให้บริสุทธิ์จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว สารตัวนี้หากมีการสัมผัสกับลิ้นในขณะที่กลืนกิน จะก่อให้เกิดประสาทความเจ็บปวด(เผ็ด) จากนั้นจึงมีการส่งสัญญาณอันตรายไปยังสมอง ให้สมองสั่งร่างกายรับมือกับความ"เผ็ด"ที่เกิดขึ้น จากปฏิกริยาสนองตอบ หัวใจเต้นแรง หลั่งนำ้ลายมาก นำ้มูกไหล เหงื่อออก ระบบทางเดินอาหารเคลื่อนไหวมากขึ้น ขณะเดียวกันร่างกายก็จะทำการหลั่งสาร เอนเดอร์ฟีน (Endorfhin) ซึ่งเป็นสารระงับความเจ็บปวดออกมา ก่อให้เกิดอาการสุนทรีย์ ยิ่งกินมากสารดังกล่าวก็จะถูกบังคับให้หลั่งออกมามากยิ่งทำให้ซาบซ่านมากขึ้น กลายเป็นเสน่ห์ให้กับผู้กินหลงไหลไปในที่สุด สารตัวเดียวกันนี้"แคปไซซิน" ยังถูกนำมาใช้ในทางด้านเภสัชกรรมหลากหลายทั้งในทางการแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนปัจจุบัน
ความ"เผ็ด"ของพริกวัดกันด้วยวิธีใด?
จากการค้นคว้าของเภสัชกร "วิลเบอร์ สโกวิล"สามารถสร้างเครื่องมือวัดความเผ็ดของพริกแต่ละชนิดได้ โดยเรียกความเผ็ดเป็น"หน่วยสโกวิล" จากการวัดจากพริกหวานที่มีความเผ็ดต่ำสุด 0 หน่วยสโกวิล ไปจนถึงพริกที่มีความเผ็ดสุดในโลก ที่มีความเผ็ดสูงถึง 300,000 หน่วยสโกวิล (จากพริก อาบาเนโร ของแม็กซิโก)
สำหรับในประเทศไทย ก็ได้มีการจัดลำดับของพริกไว้เช่นกัน
จากระดับความเผ็ดน้อยไปจนถึงเผ็ดสุด จากพันธุ์พริกดังนี้
1.พริกยักษ์ หรือพริกหวาน
2.พริกบางช้าง
3.พริกหยวก
4.พริกสิงคโปร์
5.พริกมัน
6.พริกหนุ่ม
7.พริกชี้ฟ้า
8.พริกจินดา
9.พริกขี้หนู
10.พริกขี้หนูสวน
แต่ยังมีผู้กล่าวกันว่าจริงแล้ว"พริกของไทยมีความเผ็ดพอๆกันกับพริกของแม็กซิโก
คือมีค่าความเผ็ดอยู่ระหว่าง 60,000- 300,000 หน่วยสโกวิล เช่นกัน แต่ก็ไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดว่าเป็นพริกพันธุ์ใดและอยู่ที่ไหน
อนึ่ง ยังมีความแตกต่างด้วยชื่อเรียก ไปตามแต่ละภาคของผู้คนและแต่ละเผ่าพันธ์ ด้วยความหมายเดียวกันคือ"พริก" ดังต่อไปนี้
ครี (กะเหรี่ยงกำแพงเพชร) ดีปรี(ปัตตานี) ดีปรีขี้นก พริกขี้หนู (ใต้) ประแกว (นครราชสีมา)
พริก ( กลาง-เหนือ) พริกขี้หนู (กลาง) พริกแด้ พริกดักแด้ พริกนำ (เหนือ) มะระตี่ (เขมรสุรินทร์) มือซาซิซู มือส่าโพ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)หมักเพ็ด(อีสาน)
นอกเหนือไปจากความ"เผ็ด"ของพริกแล้ว พริกยังมีคุณค่าในทางโภชนาการอีกมากคือ ในพริก มีวิตามิน A และ C ที่ค่อนข้างสูง โดยค่าเฉลี่ย พริก 1 ผลจะมีปริมาณวิตามิน A อยู่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของปริมานที่มนุษย์เราได้รับ(วิตามิน A)ในแต่ละวัน ส่วนวิตามิน C มีมากกว่าในส้มเขียวหวานหนึ่งผล(เฉพาะผลพริกที่ยังไม่สุก) (13)
อีกทั้งยังให้พลังงานต่อร่างกายถึง 55 กิโลแคลอรี่ ซึ่งประกอบไปด้วย เส้นใยอาหาร 5.2 กรัม แคลเซี่ยม 4 มิลิกรีม ฟอสฟอรัส 14 มิลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลิกรัม วิตามิน A
2417. IU วิตามิน B.1 0.29 มิลิกรัม
B.2 0.11 มิลิกรัม
ไนอาซีน 1.5 มิลิกรัม และวิตามินC
44 มิลิกรัม (14)
ปัจจุบันยังได้มีการนำเอาผลสุกของพริก ที่มีสารจำพวกเม็ดสีรวมอยู่ สามารถนำไปใช้ในแวดวงของอุตสากรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ปีก ด้วยสมารถที่จะช่วยกระตุ้นหรือเพิ่มสีให้กับหนังและสีของไข่แดง มีสีเข้มสวยดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ในทางด้านเภสัชกรรม "พริก"ถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยาประเภทต่างๆ อาทิ ยาธาตุ ยาขับลม ยาทาถูนวด อีกด้วย
จากข้อความที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น จะเห็นได้ว่าจริงแล้ว..ที่มีผู้เข้าใจกันว่า"พริก"มีถถิ่นกำเนิดและเป็นของประเทศไทยมาก่อนนั้น..ไม่เป็นความจริง!แต่ถึงจะอย่างไรประชาชนชาวไทยก็มีส่วนผูกพันอยู่กับ"พริก"มาเป็นเวลาที่ยาวนาน จนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของไทยซึ่งทำให้เข้าใจกันว่า"พริก"นั้นเป็นของไทยมาแต่ดั้งเดิม...ก็ได้โปรดเข้าใจให้ตรงกันตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ด้วย
ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย, ที่มาบทความบางตอนของ วรกร เกื้อกูล...,และข้อมูลเพิ่มเติม(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย:พัชรพิศุทธิ์ โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์
