- 04 ธ.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ปกติแล้วเล็บของคนที่มีสุขภาพดี มักจะมีสีชมพูอมแดงและมีเลือดฝาด หากเล็บมีสีอื่น เช่น ม่วงหรือเขียวคล้ำ หรือเหลืองตลอดจนเล็บซีด ฉีกขาด และเปราะก็จะสามารถบ่งบอกได้ว่าตอนนี้สุขภาพคุณนั้นมีปัญหาเสียแล้ว
แต่คุณรู้หรือไม่ว่าบางคนที่มีเล็บสีชมพู แต่ถ้ามีรอยพระจันทร์เสี้ยวทรงโค้งอยู่ที่เล็บ นั่นก็เป็นสัญญาณเตือนว่ามี "โรคร้าย" ในตัวของคุณแล้ว วันนี้ทีมงานของเราจะพาทุกท่านไปศึกษากันว่า "เล็บพระจันทร์เสี้ยว" มันบ่งบอกถึงอะไรในตัวคุณบ้าง
โรคของคนมีเล็บพระจันทร์เสี้ยว
1. ถ้าคุณไม่มีเล็บพระจันทร์เสี้ยวเลย : ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะ ตอนนี้สุขภาพของคุณแข็งแรงดี
2. ถ้าคุณมีเล็บพระจันทร์เสี้ยวอยู่เฉพาะที่หัวแม่มือ : แสดงว่าร่างกายของคุณยังเป็นปกติ ไม่ได้เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายใดๆ
3. ถ้าคุณมีเล็บพระจันทร์เสี้ยวที่นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง : นั่นแสดงว่าถึงเวลาที่คุณต้องไปตรวจสุขภาพอย่างจริงจังที่โรงพยาบาลแล้วว่าตอนนี้ร่างกายของคุณเป็นอย่างไรบ้าง เพราะ การที่คุณมีเล็บพระจันทร์เสี้ยวที่นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง นั่นหมายความว่าไตของคุณกำลังเริ่มจะมีปัญหา ควรงดของที่มีรสหวานจัดและเค็มจัดได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ต้องตกใจไป เพราะ บางทีคุณอาจจะเป็นไม่หนักมาก ถ้าหากเราตรวจพบว่ามีอาการเจ็บป่วยในช่วงที่อาการยังไม่รุนแรง การแพทย์สมัยใหม่สามารถรักษาคุณให้หายขาด หรือประคองอาการเอาไว้ไม่ให้เป็นหนักกว่าเดิมได้ ขอเพียงคุณทานยาและปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
4. ถ้าคุณมีเล็บพระจันทร์เสี้ยวมากกว่า 8 นิ้ว : ตามตำรากล่าวว่า "ถ้าผู้ใดมีเล็บพระจันทร์เสี้ยวมากกว่า 8 นิ้ว นั่นเป็นสัญญาณเตือนของร่างกายที่ต้องการสื่อสารกับเจ้าของร่างว่าตอนนี้คุณเครียดมากเกินไปแล้ว และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจสูง" ดังนั้น คุณควรปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตลงเสียบ้าง หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอและทานอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากนี้การออกกำลังกายก็จะทำให้ร่างกายของคุณดีขึ้น ถ้าหากมีเวลาก็ควรแวะไปให้คุณหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลด้วยเช่นกัน
5. ถ้าเล็บพระจันทร์เสี้ยวของคุณมีความยาว 1/5 ของความยาวเล็บ : นั่นแปลว่าตอนนี้คุณกำลังมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร ต้องระวังเรื่องประเภทของอาหารที่จะรับประทานให้มากขึ้น
6. ถ้าเล็บพระจันทร์เสี้ยวของคุณมีความยาวมากกว่า1/5 ของความยาวเล็บ : แสดงว่าระบบไหลเวียนโลหิตและเส้นประสาทของคุณทำงานผิดปกติแล้ว โดยสาเหตุอาจจะมาจากความเครียด หรือสาเหตุอื่นๆ ก็เป็นได้
ถ้าหากคุณสงสัยว่าจะเป็นโรคต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้หรือไม่ ก็ควรไปตรวจร่างกาย และขอคำแนะนำความผู้เชี่ยวชาญอย่างแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อยืนยันความถูกต้องและอาการของโรค ถ้าหากป่วยจริงจะได้รักษาได้ทันท่วงที
ที่มา : sumhua
