“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ  เปิดเผยถึงทิศทางการบริหารงานเศรษฐกิจของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจในปี 2561ว่า  จะทำงานต่อเนื่องจากในปี 2560 ซึ่งในทางเศรษฐกิจพูดได้อย่างมั่นใจว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศผ่านภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจมาได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีมีการขยายตัวได้ถึงระดับ 4.3% และเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้ในระดับใกล้เคียงกับ 4% ขณะที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในทุกๆตัวมีทิศทางในทางที่ดี การรักษาวินัยทางการคลังก็สามารถที่จะรักษาระดับหนี้สาธารณะซึ่งได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับ 40% ต้นๆและจะลดลงอีกเมื่อจีดีพีมีการขยายตัวต่อเนื่อง  ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีส่วนสำคัญทำให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ โดยการแข็งตัวของค่าเงินบาทในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นไปตามธรรมชาติและมีทิศทางที่สอดคล้องกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค

“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

“ในปี 2560 ที่ผ่านมาพูดได้เต็มปากว่าเราได้ผ่านพ้นจากบ่วงที่ผูกขามานานและในปีนี้จะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ในปีก่อนๆ โอกาสของประเทศไทยในปี 2561 จะต้องทำให้ได้เหมือนกับที่ธนาคารโลกบอกว่าต้องขี่กระแส riding the wave ไปสู่อนาคตข้างหน้า ใน 1 ปีตนและทีมงานจะทุ่มเททำงานเรื่องเศรษฐกิจให้เต็มที่ โดยเฉพาะการพัฒนาฐานรากและการพัฒนาชนบท มองแล้วเศรษฐกิจทางแย่ลง ยกเว้นหากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาจากต่างประเทศ”นายสมคิดกล่าว

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่านโยบายการพัฒานเศรษฐกิจในปี 2561 ยังคงอยู่บนหลักการของการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเหมือนกับการมีทางวิ่ง 2 ทางคือการสร้างความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งสองเรื่องจะต้องพัฒนาไปอย่างสมดุลกัน ทั้งนี้การที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ทะยานได้ รัฐบาลจะเร่งทำใน 5 เรื่องที่สำคัญ 

ได้แก่ 1.เร่งเตรียมความพร้อมประเทศเพื่อรองรับการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ  โดยในปี 2561 จะเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุนของประเทศไทย ซึ่งจะเห็นได้จากความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อภูมิภาคเอเชีย อาเซียน และประเทศไทย ในปีที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาทและสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วนในปี 2561 สิ่งที่จะเห็นก็คือนักลงทุนต่างชาติทั้งจากจีน ญี่ปุ่น ให้ความสนใจมาลงทุน โดยยอดจองพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สูงมากทำให้คาดหมายได้ว่าจะเห็นคลื่นการลงทุนในไม่ช้า   การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้การส่งออกของประเทศไทยจะไม่ตกเทรนด์เมื่อการค้าโลกที่ขยายตัวได้ดีขึ้นการส่งออกก็จะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องดึงเอาภาคการลงทุนใหม่ๆมาอยู่ในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานให้กับการส่งออกในอนาคตโดยทำให้ซัพพลายเชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะจะเชื่อมโยงกับภาคเกษตรและไบโอเทคโนโลยีจะกระจายตัวไปสนับสนุนภาคเกษตรมากขึ้น  ขณะที่ภาคเอกชนของไทยเองก็เริ่มเห็นการกลับมาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นจากที่ก่อนหน้านี้ไปลงทุนในต่างประเทศมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ อย่างกลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มไทยเบฟเวอร์เรจ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ต่างมีโครงการที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างก็รู้ว่าหากไม่มีการลงทุนจะแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยไม่ได้ ส่วนการปรับปรุงเรื่องความยาก – ง่าย ในการดำเนินธุรกิจ (Ease of doing business) ก็จะมีการปรับปรุงต่อเนื่องให้ได้อันดับที่ดีขึ้นเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน นอกจากนั้นการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะยังคงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้มอบหมายให้เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจซึ่งมีงบลงทุนกว่า 50% ของงบประมาณลงทุนของประเทศ หากสามารถเร่งรัดในส่วนนี้ได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี

2.การเร่งพัฒนาดิจิทัล และการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทำแผนการใช้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องนี้ให้ชัดเจน โดยเฉพาะแผนการต่อยอดเรื่องอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้าขายออนไลน์ ให้สินค้าไทยไปสู่ตลาดโลก รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากระบบอีเพย์เมนต์ ก็ต้องมีความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้  

3.เร่งรัดโครงการอีอีซี โดยหลังจากกฎหมายผ่านความเห็นชอบจะมีแผนการที่จะโรดโชว์ให้นักลงทุนที่มีความสนใจในประเทศต่างๆ ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีต้องผ่านการประกวดราคาและเริ่มการก่อสร้างในปีนี้ทั้งหมด

“ตั้งแต่ปี 2560 อีอีซีได้รับการตอบรับที่ดีมาก หากไทยไม่มีโครงการนี้เพื่อดึงดูดการลงทุน เชื่อได้ว่านักลงทุนจะไปเวียดนามแน่นอน ดังนั้นในปีหน้าจะต้องมีการเร่งรัดโครงการอีอีซีให้มีความต่อเนื่อง และให้เห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งในช่วงต้นปีนี้กฎหมายอีอีซีจะผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งได้มีการแก้ไขให้มีบทบัญญัติในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุตสาหกรรมไฮเทคที่จะเข้ามาลงทุนทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าสิ่งแวดล้อมจะได้รับการดูแล” นายสมคิดกล่าว

4.การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตร ทำงานร่วมกันในการนำเอางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในทุกระดับทั้งในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดระบบการเก็บข้อมูลแบบบิ๊กดาต้าเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาและกำหนดนโยบายของรัฐบาลในอนาคตโดยในปีนี้กระทรวงดิจิทัลฯจะจัดงาน Thailand Big data ในช่วงกลางปีเพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ตามรายงานของธนาคารโลก ที่ระบุว่าประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนาทำให้ประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าความยากจน (Extreme poor) มีจำนวนเหลือน้อยมาก สิ่งที่ต้องคิดต่อเนื่องคือจะยกระดับรายได้ของคนที่พ้นจากความยากจนให้ขยับสถานะขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้อย่างไร ซึ่งในการเพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นนโยบายในการยกระดับสู่การเป็นคนไทย 4.0 ซึ่งได้มอบหมายให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เร่งดำเนินการในเรื่องนี้รวมไปถึงเร่งรัดการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมให้กับชนชั้นกลางที่ต้องการเพิ่มรายได้ หรือต้องการประกอบธุรกิจเป็นสตาร์ทอัพจะต้องมีช่องทางในการพัฒนาตนเอง ซึ่งปีหน้าจะเห็นการทำงานใกล้ชิดระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงดิจิทัลในเรื่องนี้

และ 5.เรื่องการท่องเที่ยวจะเป็นนโยบายหลักที่ช่วยลดปัญหาความยากจน โดยสิ่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน อาหาร วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของคนในพื้นที่มาสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเมืองรองที่จะต้องอาศัยการโปรโมตส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้น รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมของภาคท่องเที่ยวให้สามารถรองรับแรงงานที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้สูงอายุและได้รับประโยชน์จากการผันตัวเองเข้าสู่การทำอาชีพที่อาศัยการมีใจรักการบริการ (service mind)

สำหรับการแก้ไขปัญหาในเรื่องสินค้าเกษตรนายสมคิดกล่าวว่าจะต้องหาทางให้เกษตรกรกระจายการเพาะปลูกไปยังพืชหลายๆชนิดไม่ใช่กระจุกตัวในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจไม่กี่ชนิด ซึ่งจะต้องประยุกต์เอาศาสตร์พระราชามาใช้ในการพัฒนาการเกษตรของไทยอย่างแท้จริง จากนั้นกระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยเหลือในการหาช่องทางทางการตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชนิดในการปฏิรูปภาคเกษตร โดยใช้การแก้ปัญหาเชิงพื้นที่มากกว่าการแก้ไขปัญหารายสินค้าเกษตรเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนเศรษฐกิจที่แท้จริงในปี 2561 จะเปรี้ยงปร้างเหมือนที่นายสมคิดคาดการณ์หรือไม่ก็ต้องติดตามดูกัน 

“สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61 “สมคิด” เปิด 5 แผนงานดันเศรษฐกิจไทยไปโลดปี 61

////////////////////