กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

บทความนี้ผู้เขียนขอนำเรื่อง “วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา”มาเสนอให้ท่านผู้ชมได้อ่านทำความเข้าใจและเรียนรู้ไปพร้อมๆกันค่ะ ว่าผู้ที่ใช้ประโยชน์จากเดรัจฉานวิชาในการหาเลี้ยงชีพนั้น สุดท้ายคนพวกนี้จะมีบทสรุปตามกฏแห่งกรรมเป็นอย่างไร?และคำว่าเดรัจฉานวิชามีความหมายว่าอะไร?มีความเป็นมาอย่างไร?เชิญรับชมได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

"ติรัจฉานวิชา" ในที่นี้เป็น ศัพท์ที่ใช้ทางพุทธศาสนา หมายถึง:วิชาที่ไม่ช่วยให้พ้นจากวัฏฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด 
ซึ่งได้มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์
จิตตาคารวรรค สิกขาบทที่ ๙ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์

[๓๒๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันเรียนติรัจฉานวิชา. คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงเรียนติรัจฉานวิชา เหมือนสตรีคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า.ภิกษุณีทั้งหลาย ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้เรียนติรัจฉานวิชาเล่า ...
ทรงสอบถาม:พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พากันเรียนติรัจฉานวิชา จริงหรือ?

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า:จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้พากันเรียนติรัจฉานวิชาเล่า การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
พระบัญญัติ
๑๐๔. ๙. อนึ่ง ภิกษุณีใด เรียนติรัจฉานวิชา เป็นปาจิตตีย์.
เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ.
สิกขาบทวิภังค์
[๓๒๓] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้ ที่ชื่อว่า ติรัจฉานวิชา ได้แก่ ศิลปวิทยาการนอกพระศาสนาชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่กอปรด้วยประโยชน์บทว่า เรียน คือเรียนโดยบท ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ บท เรียนโดยอักขระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุกๆ ตัวอักขระ.
ตรงนี้ผู้เขียนขอเพิ่มเติม(เรื่องศีล 227 จากพระไตรปิฏก)สิกขาบทที่ 9
 จิตตาคารวรรค ปาจิตตียกัณฑ์(ห้ามเรียนติรัจฉานวิชชา) "นางภิกษุณีพวก 6เรียนติรัจฉานวิชชา (วิชาภายนอกที่ไม่มีประโยชน์ต่อพระนิพพาน ) มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่นางภิกษุณีผู้เรียนติรัจฉานวิชชา"ในพระไตรปิฎกเรื่อง ศีลอย่างใหญ่ (มหาศีล)มีดังนี้…1เว้นจากดำรงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา เช่น ทายนิมิต ทายฝัน ทายหนูกัดผ้าเป็นต้น 2 เว้นด้วยการดำรงมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา เช่น ดูลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้ถือ ลักษณะผ้า ลักษณะศาตราเป็นต้น3 เว้นจากดำรงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา เช่น ทายทักเกี่ยวกับพระราชาด้วยพิจารณาดาวฤกษ์4 เว้นจากดำรงด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา เช่น ทายจันทรุปราคา สุริยุปราคาเป็นต้น5 เว้นจากดำรงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา เช่น ทายฝนชุก ทายฝนแล้งเป็นต้น6 เว้นจากดำรงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชชา การบน การแก้บน การประกอบยาเป็นต้นคำอธิบาย คำว่าดิรัจฉานวิชชาแปลว่า "ไปขวาง" หมายถึงวิชาเหล่านี้"ขวาง" ไม่เข้ากับความเป็นสมณะ มิได้หมายความว่าเป็นวิชชาของสัตวฺดิรัจฉาน(อันนี้เป็นคำอธิบายในพระไตรปิฏกเข้าใจว่าเป็นของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ-โอ่) เพราะฉะนั้นถ้อยคำที่พระไม่ควรพูดจึงเป็นดิรัจฉานกถา คือ ถ้อยคำขวาง…”
ดังนั้นคำว่า”ไสยศาสตร์” หรือ คุณไสย-มนตร์-เดรัจฉานวิชา รวมเป็นอวิชชา คือ วิชา ที่ผู้ประพฤติปฏิบัติเกี่ยวข้องแล้ว มีแต่ทุกข์และโทษ เป็นวิชาของผู้เจริญในทาง"ขวางโลก" ที่นำไปสู่ทางเสื่อม 3 วิชานี้ ไม่แตกต่าง ล้วนนำไปหาทุกข์ แต่ละอย่างทำเพราะหลง เพราะยึด เพราะอยาก เพราะเห็นผิดตามทำนองคลองธรรม ทำกรรมอย่างไร ก็รับกรรมอย่างนั้น ตามที่ประพฤติกันมา......

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้ชมหลายๆท่าน น่าจะทราบกันดีว่า นักปฏิบัติภาวนานั้นมีทั้งฝ่ายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ คือเป็นฝ่ายที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามแนวทางของพระพุทธเจ้า กับอีกฝ่าย คือพวกมิจฉาทิฏฐิที่เห็นผิดเป็นชอบ ไม่ปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า ลุ่มหลงไสยศาสตร์มนต์ดำ เสกเป่าคาถาเดรัจฉานวิชา บ้างก็อาศัยห่มผ้าเหลือง บ้างก็ห่มขาว ทำตัวเป็นผู้ทรงถือศีลภาวนา แต่ทว่าในใจมีแต่กิเลสลุ่มหลงในศาสตร์อวิชชา ที่มีแต่ความหายนะสร้างความทุกข์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นไม่สิ้นสุด โดยหารู้ไม่ว่า วิบากกรรมที่ตนได้กระทำนั้นจะส่งผลเป็นเช่นไร

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

เรื่องวิบากกรรมนั้นเป็นเรื่อง”อจินไตย”และเป็นนามธรรม จึงยากที่ใครๆจะสามารถเข้าใจได้ แต่ก็ยังพอจะมีตัวอย่างมาเล่าสู่กันฟังอยู่บ้างค่ะ เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักปฏิบัติธรรมหรือนักภาวนาหลายๆท่าน ซึ่งเนื้อหาในส่วนต่อไปนี้ผู้เขียนได้นำมาจากการสืบค้นพบข้อมูลของ (ดร.นนต์ 31 กรกฎาคม 2556 )ที่ได้เขียนบรรยายเอาไว้ดังนี้ คือ มีนักภาวนาท่านหนึ่งจากหนองคายซึ่งเป็นฆราวาสและเป็นอริยบุคคลระดับพระโสดาบันแล้ว ท่านเป็นกัลยาณมิตรธรรมของผม ท่านเล่าให้ฟังว่า ขณะที่ท่านบวชเป็นพระกรรมฐาน และอยู่ระหว่างการเจริญภาวนาจงกรมในช่วงกลางคืนที่วัดแห่งหนึ่ง ปรากฏว่ามีดวงไฟขนาดไม่ใหญ่นักพุ่งลำมาที่ตัวท่านเร็วมาก ท่านไม่ได้ตกใจอะไรจึงพูดออกไปว่า "มาทำอะไร" ทันใดนั้น ดวงไฟนั้นก็ได้แตกกระจายหายวับไปทันที ท่านมาทราบภายหลังในตอนเช้าว่า มีพระรูปหนึ่งที่มีกุฏิอยู่ไม่ไกลกันนัก ท่านกระอักเลือดตั้งแต่เมื่อคืน และถูกหามเข้าโรงพยาบาลเป็นตายเท่ากัน อริยบุคคลท่านนี้มีญาณรู้เห็นละเอียดพอควร และมีกำลังจิตสูงมาก แม้ท่านมิมีเจตนาจะไปทำร้ายผู้ใด แต่พลานุภาพของจิตและพลานุภาพของธรรมระดับอริยบุคคลนั้น มีผลต่อวิบากกรรมของผู้ที่คิดมิดีมิร้ายได้ แม้ท่านจะงดโทษให้ แต่กรรมนั้นสะท้อนกลับไปที่ผู้นั้นเป็นอัตโนมัติ

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

ท่านผู้ชมคะ เรื่องราวของเดรัจฉานวิชาหรือแม้แต่ใครๆก็ตาม ที่คิดมิดีมิร้ายต่อนักภาวนาหรือนักปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ หากว่าโชคร้ายพวกเขาคิดไม่ดีและมุ่งทำร้ายต่ออริยบุคคลผู้ที่เข้าถึงธรรมตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ กรรมนั้นจะหนักมาก และจะแสดงผลหรือรับวิบากกรรมนั้นทันที พวกที่ชอบลองของ หรือที่ชอบส่งจิตส่งของไปทำร้ายผู้อื่น หรือแม้แต่มีเจตนาเพียงแค่จะทดสอบผู้อื่น หากไปทดสอบเจออริยบุคคลเข้า แม้อริยบุคคลท่านจะไม่รู้เรื่องและไม่ถือโทษโกรธเคืองเอา แต่บาปกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างซื่อสัตย์ซื่อตรง ฉะนั้น ครูอาจารย์พระอริยเจ้าท่านจึงมีเมตตา หากท่านเห็นว่าสอนให้คนเหล่านั้นกลับใจได้ท่านก็จะทำ เพื่อไม่ให้พวกเขาเกิดมีบาปกรรมมากไปกว่านี้ และผลกรรมของพวกชอบเล่นของอวิชชา ไสยศาสตร์ มนตร์ดำ เดรัจฉานวิชาเหล่านี้นั้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะไม่มีความสุขความเจริญรุ่งเรืองใดๆในชีวิตและหากเกิดโชคร้ายโดนของที่ส่งไปทำร้ายคนอื่นกลับเข้าตัวเองล่ะก็ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในสภาพของอัมพฤกษ์ อัมพาตกิน หรือไม่ก็พิการง่อยเปรื่ยเสียแขนขาตาบอด อย่างใดอย่างหนึ่ง ไปจนกว่าจะตายด้วยเพราะใช้เดรัจฉานวิชาทำร้ายผู้คนเอาไว้มากและยึดเอาเดรัจฉานวิชาในการทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเอารัดเอาเปรียบผู้คนด้วยวิธีสกปรกชั่วร้ายสุดต่ำช้าสามานย์ เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณก็ดิ่งลงสู่นรกเบื้องล่างสุด หรือเมื่อกลับขึ้นมาได้ก็กลายเป็นเปรตเป็นอสูรกาย ต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนานแสนนานชั่วกัปชั่วกัลป์เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นักปฏิบัติภาวนาผู้มีศีล ถึงแม้ว่าจะมีผู้ทุศีลที่เก่งกาจมีฤทธิ์มากสักแค่ไหน ใช้พลังจิตส่งของเดรัจฉานวิชามาทำร้ายไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม รัศมีแห่งบุญจะปรากฎขึ้นอยู่รอบกายเป็นเกราะคุ้มครองผู้มีศีลโดยอัตโนมัติ หลวงพ่อพระอรหันต์ท่านกล่าวกับผมว่า ผู้มีศีลผู้ปฏิบัติภาวนาไม่สิ่งใดมาทำร้ายได้หรอก หลวงพ่อรับประกัน มีแต่กรรมจะย้อนกลับไปเล่นงานพวกเขาเองเท่านั้น... นี่จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนค่ะ

กงเกวียนกำเกวียน…”วิบากกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา” (รายละเอียด)

ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย,ดร.นนต์และข้อมูลเพิ่มเติม(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย: โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์