ประชาชนว่าอย่างไร!! พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชวนปชช.บริจาคภาษีเพื่อสบับสนุนพรรคการเมืองให้ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน

ประชาชนว่าอย่างไร!! พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชวนปชช.บริจาคภาษีเพื่อสบับสนุนพรรคการเมืองให้ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน

ประชาชนว่าอย่างไร!! พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชวนปชช.บริจาคภาษีเพื่อสบับสนุนพรรคการเมืองให้ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน

วันที่ 16 ม.ค. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชักชวนให้ผู้เสียภาษี ระบุรหัสของพรรคเสรีรวมไทย  ในช่องประสงค์บริจาคภาษี 100 บาทให้พรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้พรรคทำงานการเมืองโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน
โดยรายละเอียดโพสต์มีดังนี้ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ผู้ที่เสียภาษีจะต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 กับสรรพากร ซึ่งตามกฎหมายสรรพากรจะหักเงินจำนวน 100 บาท ที่ท่านเสียภาษีนั้นบริจาคให้แก่พรรคการเมืองที่ท่านประสงค์ โดยไม่ได้หักจากรายได้ของท่านแต่อย่างใด

การเสียภาษีในครั้งนี้ จึงขอชักชวนท่านและบุคคลในครอบครัวที่จะต้องเสียภาษี ตลอดจนพนักงานบริษัท ช่วยระบุเลขรหัสของพรรคเสรีรวมไทยคือ 145 ที่ช่องประสงค์บริจาคภาษี 100 บาทให้พรรคการเมืองด้วยนะครับ นอกจากนั้นท่านยังสามารถประชาสัมพันธ์ให้พรรคด้วยการแนะนำบุคคลอื่นที่ท่านรู้จักให้ระบุรหัสของพรรค(145)ในช่องประสงค์บริจาคภาษีด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ศรัทธา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทย ต้องชวนญาติสนิทมิตรสหายช่วยกันระบุเลขรหัส 145 เมื่อยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ท่านจะมีส่วนสนับสนุนให้พรรคทำงานการเมืองโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน

ประชาชนว่าอย่างไร!! พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชวนปชช.บริจาคภาษีเพื่อสบับสนุนพรรคการเมืองให้ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยนายทุน

 

 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ จบศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก จากนั้นจึงได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) เคยรับราชการอยู่ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วง พ.ศ. 2515-2524 ได้ต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ จนบ้านเมืองบังเกิดความสงบเรียบร้อย และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลา เข็มกล้ากลางสมร และเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ซึ่งต่อมาประชาชนเรียกขาน และยกย่องว่าเป็น "วีรบุรุษนาแก" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯยังได้รับพระราชทานรางวัล “คนไทยตัวอย่าง” รางวัล “บุคคลดีเด่นของชาติ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รางวัล “ข้าราชการที่ประพฤติตนชอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายมหาวิทยาลัย


เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองปราบปราม เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อ พ.ศ. 2533-2534 ขณะ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2534 ได้มีผู้วางระเบิกห้องทำงานในขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองปราบปราม และต้องพ้นจากตำแหน่ง ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น เสรีพิศุทธ์ นัยว่า เพื่อแก้เคล็ด เนื่องจากชื่อไม่ถูกโฉลก


มีภาพลักษณ์เป็นนายตำรวจมือปราบที่ซื่อตรง ได้ฉายาว่า "มือปราบตงฉิน" ผู้มีอำนาจในหลายรัฐบาลมักเลือก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ให้เข้ามาสืบสวนสอบสวนคดีสำคัญๆที่สังคมและสื่อตั้งข้อสงสัย มีการจับกุมนักการเมือง รัฐมนตรี เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลหลายต่อหลายคน ทำให้ได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง โดยมักถูกโยกย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้ควบคุมกำลัง เช่น กองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น


แต่อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก แต่ต่อมาก็ยังถูกผู้บังคับบัญชากลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้มีโอกาสดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยย้ายไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ.10 ก่อนจะมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 แทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่ได้รับคำสั่งไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีประกาศ ฉบับที่ 1 แต่งตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ เป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ


เมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 ภายหลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจขณะนั้นได้ร่วมมือกันปล้นตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยใช้ พ.ต.อ.ทินกร มั่งคั่ง อดีตนายเวร ที่ถูก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ปลดออกจากราชการ ลงนามหนังสือร้องเรียนถึงนายสมัครฯ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงรับหนังสือร้องเรียนทั้ง 3 ฉบับ ไว้พร้อมกันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 และในวันรุ่งขึ้น นายสมัครฯก็ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงต่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ทันที โดยข้ามขั้นตอนไม่ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายเสียก่อน และในวันเดียวกันนั้นก็ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน


ต่อมา วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2551 นายสมัครฯ ก็ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ทันได้เริ่มทำการสอบสวนใด ๆ ทั้งสิ้น และแต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาทฯ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน


หลังจากนั้น ในวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ก็ได้แถลงข่าวที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ ถึงเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวว่าตนถูกปล้นตำแหน่ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม


ต่อมาเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งให้ยุติการสอบสวน และยกเลิกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ฯ ออกจากราชการไว้ก่อน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553


พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ฟ้องร้อง พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในคดีหมิ่นประมาท แต่ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องในที่สุด
ภายหลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เขากล่าวผ่านสื่อวิพากษ์วิจารณ์ คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลหลายครั้งหลายคราว เมื่อเห็นว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กองทัพ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกระทำการอันไม่สมควรและผิดกฎหมายหลายต่อหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และไม่ให้อำนาจเผด็จการเข้ามาครอบงำเพื่อไม่ให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลตอบสนองด้วยการออกหมายเรียกวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม ในข้อหากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ