- 26 ม.ค. 2561
ตะลึง !!! TDRI พบ อีก 15 ปี รัฐใช้งบด้านสุขภาพถึง 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่”ความดัน - เบาหวาน”โรคยอดฮิต
จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปัจจุบัน ต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทั้งหมด (GDP) อยู่ที่
ปี 2557 = 346,389 ล้านบาท (5% ของ GDP)
ปี 2558 = 361,070 ล้านบาท (5.1% ของ GDP)
ปี 2559 = 381,387 ล้านบาท (5.2% ของ GDP)
ซึ่งสอดรับกับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ คือ การเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุของคนไทย ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำแบบจำลองสังคมสูงวัย พบว่า ปัจจุบัน (2560) ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรอยู่ที่
กลุ่มอายุ 0-14 ปี (วัยเด็ก) อยู่ที่ 17%
กลุ่มอายุ 15-59 ปี (วันทำงาน) อยู่ที่ 66%
กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (วัยสูงอายุ) อยู่ที่ 17%
แต่ในอีก 15 ปีข้างหน้า คือ ปี 2575 สัดส่วนประชากรจะอยู่ที่
กลุ่มอายุ 0-14 ปี (วัยเด็ก) อยู่ที่ 14%
กลุ่มอายุ 15-59 ปี (วันทำงาน) อยู่ที่ 58%
กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (วัยสูงอายุ) อยู่ที่ 29%
และที่สำคัญ พบว่า 41% ของคนที่อายุ 61 ปีขึ้นไปจะพบเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างน้อย 1 โรค โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตและเบาหวาน ส่วนวัยทำงานจะเป็นโรคมะเร็งมากที่สุด สาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องอาหาร , การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ , พักผ่อนน้อย และความเครียด
ซึ่ง ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการดูแลสุขภาพคนไทยอยู่ที่ 10-15% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของรัฐ แต่ในอีก 15 ปีข้างหน้า งบประมาณในส่วนนี้จะพุ่งขึ้นไปถึง 1.4 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐไม่ควบคุมค่าใช้จ่ายให้ดี จะพุ่งขึ้นไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท
โดยคณะผู้วิจัย เสนอให้ 3 กองทุนสุขภาพของรัฐ คือ กองทุนประกันสังคม , กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ กองทุนสวัสดิการข้าราชการ ต้องจัดทำฐานข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพื่อจะได้นำไปกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ เช่น ทำเป็นโปรโมชั่นด้านสุขภาพ หรือ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคอง (Palliative Care) และพัฒนานวัตกรรมการรักษาโรค เพื่อลดต้นทุนการรักษา รวมถึงการรณรงค์ให้คนไทยรักษาสุบภาพและออกกำลังกายมากขึ้น
ทั้งนี้ ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลา อดีตประธาน TDRI ให้ข้อคิดว่า รัฐบาลต้องเลิกใช้ระบบตลาดเสรีกับการดูแลสุขภาพคนไทย และวงการแพทย์ของไทย รัฐต้องเข้าไปควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องราคายา เพราะถ้าปล่อยเสรีอย่างในปัจจุบันจะทำให้งบประมาณด้านสุขภาพในอนาคตบานปลายอย่างที่พบในงานวิจัย
ขณะที่ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสนอให้รัฐเก็บภาษีความหวานเพิ่มขึ้นอีก เพราะความหวานเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่อัตราภาษีในปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ประชาชนลดปริมาณการบริโภคน้ำหวาน ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องเข้าไปควบคุมการจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการขายด้วย
